• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ นักสิ่งแวดล้อมหนุนประเทศจีนวางแผนลดการบริโภคเนื้อสัตว์ร้อยละ 50

นักสิ่งแวดล้อมหนุนประเทศจีนวางแผนลดการบริโภคเนื้อสัตว์ร้อยละ 50

อีเมล พิมพ์ PDF

นักสิ่งแวดล้อมหนุนประเทศจีนวางแผนลดการบริโภคเนื้อสัตว์ร้อยละ 50 รัฐบาลจีนได้วางแผนลดการบริโภคเนื้อสัตว์ของประชากรจีนร้อยละ 50 โดยนักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคาดว่าจะช่วยรับมือสภาวะโลกร้อน

แนวทางการรับประทานอาหารที่ร่างโดยกระทรวงสาธารณสุขของจีนแนะนำว่าประชากรจีน 1.3 พันล้านคนควรจะบริโภคเนื้อสัตว์ประมาณ 40 กรัม ถึง 75 กรัม ต่อวันต่อคน มาตรการซึ่งจะออกทุกๆ สิบปี ได้รับการออกแบบเพื่อส่งเสริมสุขภาพแต่สามารถลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกจำนวนมหาศาลเป็นผลพลอยได้

แต่ไม่ใช่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนเท่านั้นที่ต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ คนดังจากฮอลลีวูดทั้งนักแสดงดังอย่างอาโนลด์ ชวาสเน็กเกอร์ และผู้กำกับ เจมส์ คาเมรอน ก็ร่วมรณรงค์ให้ประชาชนบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลงเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อม

หากแนวทางดังกล่าวได้รับการตอบรับดังที่คาดหวัง อุตสาหกรรมปศุสัตว์ในประเทศจีนจะสามารถลดการปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 1 พันล้านตันภายใน พ.ศ. 2573

การปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากการบริโภควัว ไก่ หมู และสัตว์ต่างๆ คิดเป็นร้อยละ 14.5 ของการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกทั่วโลก ซึ่งมากกว่าการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกจากภาคคมนาคม เนื่องจากปศุสัตว์คือแหล่งปลดปล่อยแก๊สมีเทน ซึ่งส่งผลต่อปรากฏการณ์เรือนกระจกรุนแรงกว่าแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมาก ในขณะที่การหักร้างถางพงเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกพืชอาหารสัตว์และการใช้ปุ๋ยเคมี ก็ปล่อยแก๊สเรือนกระจกจำนวนมากเช่นกัน

.

https://c5.staticflickr.com/9/8889/28524055276_37f88f683b_o.jpg

.

“หากเราสามารถเปลี่ยนไลฟ์ไสตล์ได้ ก็คาดว่าอุตสาหกรรมปศุสัตว์ก็จะเปลี่ยนแปลงไปและปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนน้อยลง” Li Junfeng ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อกลยุทธ์รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความร่วมมือระหว่างประเทศ (National Center on Climate Change Strategy and International Cooperation) กล่าว “การต่อกรการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกี่ยวข้องกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ การตัดสินใจทางการเมือง การสนับสนุนจากภาคเอกชน แต่ที่สำคัญที่สุดคือความร่วมมือจากสาธารณชนในการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค โดยทุกคนต้องเชื่อในแนวคิดคาร์บอนต่ำและค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่วิถีชีวิตนั้น”

สำหรับชาวจีน เนื้อสัตว์ได้กลายสภาพจากมื้อพิเศษเป็นอาหารในชีวิตประจำวัน จากสถิติปี 2525 ประชาชนจีนบริโภคเนื้อสัตว์เฉลี่ยเพียง 13 กิโลกรัมต่อปี และมีการให้ชื่อเล่นเนื้อวัวว่า “อาหารคนรวย” เพราะหาซื้อได้ยากมาก

การก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจของประเทศจีนทำให้การบริโภคขอนชาวจีนเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางใหม่ที่เปลี่ยนมาบริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้น ปัจจุบัน ชาวจีนบริโภคเนื้อสัตว์เฉลี่ย 63 กิโลกรัมต่อปี โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 30 กิโลกรัมต่อปีภายใน พ.ศ. 2573 หากไม่มีสิ่งใดมาทำให้การเติบโตนี้สะดุดลง แต่แนวทางที่รัฐบาลจีนประกาศใช้คาดว่าจะสามารถลดการบริโภคเนื้อสัตว์เหลือราว 14 ถึง 27 กิโลกรัมต่อปี

ปัจจุบัน ประเทศจีนบริโภคเนื้อสัตว์คิดเป็นร้อยละ 28 ของโลก โดยบริโภคเนื้อหมูคิดเป็นร้อยละ 50 ของโลก แต่อย่างไรก็ดี ชาวจีนก็ยังบริโภคเนื้อสัตว์ต่อคนต่อปีน้อยกว่าอีกหลายประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือออสเตรเลีย ที่บริโภคเนื้อสัตว์ต่อคนต่อปีคิดเป็นเกือบสองเท่าของประเทศจีน

จากรายงานชิ้นใหม่ของ WildAid คาดว่าการที่ชาวจีนบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นจะเพิ่มการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกราว 233 ล้านตันต่อปี รวมถึงสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำในประเทศซึ่งถูกใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ และปนเปื้อนมลภาวะ ทั้งแหล่งน้ำบนดินและแหล่งน้ำใต้ดิน

รายงานเตือนกว่า การบริโภคเนื้อสัตว์ของชาวจีนอาจทำให้พื้นที่เกษตรเสื่อมโทรมลง และทำให้ปัญหาโรคอ้วนและโรคเบาหวานรุนแรงขึ้น

งานวิจัยที่จัดทำโดย Chatham House เมื่อ พ.ศ. 2557 คาดว่าประเทศจีนเพียงแห่งเดียวจะบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมเพิ่มขึ้นปีละกว่า 20 ล้านตันต่อปีภายใน พ.ศ. 2563 และเตือนว่า “การเปลี่ยนแปลงอาหารการกินนั้นสำคัญ” หากเรายังต้องการบรรลุข้อตกลงปารีสโดยจำกัดไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส

รายงานอีกชิ้นหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์จาก Oxfor Martin School ระบุว่า การกินมังสวิรัติที่เริ่มเป็นที่นิยมในปัจจุบันจะช่วยลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกลงถึง 2 ใน 3

“การเดินหน้าของประเทศจีนในการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลงครึ่งหนึ่ง ไม่ได้ส่งผลแค่ในทางสาธารณสุข แต่ยังรวมถึงการก้าวสู่ความเป็นผู้นำในการลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจก และบรรลุเป้าหมายที่ประกาศไว้ในข้อตกลงปารีส” เจมส์ คาเมรอน กล่าว“การปศุสัตว์ปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกมากกว่าการคมนาคม การลดความต้องการเนื้อสัตว์มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะจำกัดไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส”

อย่างไรก็ดี ความมุ่งมั่นของรัฐบาลจีนในการลดการบริโภคเนื้อสัตว์อาจไม่ง่ายนัก เนื่องจากการเติบโตของชนชั้นกลาง และวัฒนธรรมที่เข้มข้นเกี่ยวกับการกินเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อหมู โดยตัวอักษรที่แปลว่าบ้านในภาษาจีน คือตัวอักษรหมูอยู่ใต้หลังคา

ไม่นานมานี้ บริษัทสัญชาติจีนหลายแห่งได้กว้านซื้อฟาร์มในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียเพื่อป้อนเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมเข้าสู่ตลาดในประเทศจีน เมื่อปลายปี 2556 Shenghui บริษัทสัญชาติจีนได้ซื้อบริษัทผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ที่สุดในอังกฤษ Smithfeld Foods เพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศ

“การกินเนื้อสัตว์ในประเทศจีนเพิ่มขึ้นอย่างมาก” Jeremy Haft อาจารย์จากมหาวิทยาลัย George Town ประเทศสหรัฐอเมริกากล่าว “ความต้องการเนื้อสัตว์ของประเทศจีนจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และช่วยสนับสนุนงานอีกหลายร้อยตำแหน่งในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ในประเทศอเมริกา” เขากล่าวเสริม “แต่ในมุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แก๊สมีเทนที่เกิดจากอุตสาหกรรมดังกล่าวจะเปลี่ยนมาปล่อยที่สหรัฐอเมริกาแทนเช่นกัน”

ถอดบทความจาก “China's plan to cut meat consumption by 50% cheered by climate campaigners” โดย Oliver Milman และ Stuart Leavenworth เข้าถึงได้ที่ https://www.theguardian.com/world/2016/jun/20/chinas-meat-consumption-climate-change
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์


 

 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง