• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ ไขข้อสงสัยประเด็นวัดเสือ โดย เอ็ดวิน วีค เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า

ไขข้อสงสัยประเด็นวัดเสือ โดย เอ็ดวิน วีค เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า

อีเมล พิมพ์ PDF
จากกรณีการขนย้ายเสือโคร่งจากวัดป่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน (วัดเสือ) จ.กาญจนบุรี และนำไปสู่การพบซากสัตว์ป่าหลายชนิด ทั้งในแบบที่ถูกแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ซากที่ถูกดอง ฯลฯ ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่า ‘วัดเสือ’ มีความเกี่ยวข้องต่อขบวนการค้าสัตว์ป่าหรือไม่ ต่อข้อสงสัยดังกล่าว มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้เชิญคุณเอ็ดวิน วีค เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า WFFT มาไขข้อสงสัยต่อประเด็นดังกล่าว
ที่มาของเสือโคร่งที่วัดเสือ
วัดเสือได้รับเสือโคร่ง 2 ตัวแรกเข้ามาในวัดปี 2542 และเสือทั้ง 2 ตัวนี้ไม่ได้มาจากป่าของประเทศไทย เพราะเป็นเสือเบงกอลซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไม่ได้มีอยู่ในป่าของประเทศไทย แต่เป็นเสือที่มาจากฟาร์มที่มีเสือเบงกอลอยู่
2544 กรมป่าไม้เข้าไปตรวจสอบวัดเสือเนื่องจากมีการร้องเรียน พบ เสือ 7 ตัว และได้ข้อตกลงว่าจะอายัดไว้ โดยวัดสามารถดูแลต่อได้แต่มีข้อกำหนดคือวัดห้ามเก็บค่าเลี้ยงดู
2547 วัดมีชื่อเสียงไปทั่วโลก จากการถ่ายทำสารคดีความยาว 30 นาที ของ National Geographic ที่ว่าพระอาศัยอยู่กับเสือ เดินกับเสือ เล่นกับเสือ ทำให้หลังจากนั้นได้เกิดธุรกิจท่องเที่ยวขึ้นมาภายในวัด ซึ่งปัจจุบันดังที่สุดของจังหวัดกาญจนบุรี โดยค่าผ่านประตูสำหรับชาวต่างชาติจะอยู่ที่ราคา 600 บาทต่อหนึ่งคน ถ้าจะถ่ายรูปกับเสือ 1,000 บาท ถ้าจะป้อนนมให้ลูกเสือราคาอยู่ที่ 4,500 บาท ซึ่งดูจากสถิติแล้ว วัดมีรายได้ประมาณ 3 แสนบาทต่อวัน ตกปีละ 100 กว่าล้านบาท โดยยังไม่รวมของที่ระลึก
เมื่อเวลาผ่านไป จากเดิมเมื่อ 15 ปีที่แล้ว จาก 7 ตัว เป็น 150 ตัว
เส้นทางการค้าสัตว์ป่า
เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ฟาร์มเสือหรือสวนสัตว์ในประเทศไทยที่มีเสืออยู่ในครอบครองน่าจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้าสัตว์ป่าเกือบทั้งหมด โดยได้ยกถึงประสบการณ์ที่มีโอกาสคุยกับพ่อค้าสัตว์ป่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้เกี่ยวข้องกับวงการค้าสัตว์ป่าหลายคน ที่ให้ข้อมูลตรงกันว่าถ้าเสือเสียชีวิตภายในฟาร์มเสือหรือสวนสัตว์ ภายในไม่กี่นาทีจะมีการติดต่อกับช่องทางการค้าผ่านทางโทรศัพท์เพื่อขาย โดยมีมารับถึงที่เพื่อนำไปยังต่างประเทศ และประเทศกลุ่มลูกค้า
ด้านราคาการซื้อขายโดยเสือที่มีขนาดเล็กอยู่ที่ตัวละ 1 แสนบาท ถ้าน้ำหนัก 100 ถึง 200 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท แต่ถ้าเป็นตัวผู้ราคาอาจถึงสองแสนบาท
เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ระบุว่า มีลูกเสือถูกส่งออกนอกประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 200 ตัวต่อปี ด้านความต้องการเสือโคร่ง ถ้าย้อนไปดูสถิติจาก ไซเตส (CITES) จะพบว่าจำนวนเสือในสวนสัตว์ประเทศไทยจาก 9 ปีที่แล้วมีจำนวน 661 ตัว แต่เมื่อ 9 ปีต่อมา มีมากถึง 1,470 ตัว แสดงให้เห็นว่ามีความต้องการทางการค้าสูงมากขึ้นเป็นสองเท่าภายในระยะเวลา 9 ปี
“หลายคนอาจจะคิดว่าการเข้าไปดำเนินการจับกุมวัดเสือเป็นเรื่องที่ดูแล้วเกินกว่าเหตุ ส่วนตัวคิดว่าสถานที่ประกอบศาสนกิจ หรือทุกศาสนา ไม่ควรจะมีสัตว์ป่าอยู่ภายในวัด และไม่ควรเพาะพันธุ์สัตว์ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เพราะดูไม่สอดคล้องกับหลักศาสนา แต่เมื่อปรากฏหลักฐานต่างๆ ที่ชัดเจนว่าวัดมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าสัตว์ป่า เพราะมีเสือโคร่งหายไปจากวัด ตลอดระยะเวลาหลายปี แต่วัดตอบไม่ได้ว่าหายไปไหน มีข้อสงสัยว่าทำไมถึงต้องรอให้เวลาผ่านไปเป็นเดือนขณะที่เสือหาย ถึงเริ่มแจ้งเจ้าหน้าที่”
“นอกจากนั้นยังมีสัตว์คุ้มครองหลายชนิดอยู่ในวัด เช่น สิงโต นกเงือกสายพันธุ์หายากซึ่งมีราคาแพง ที่วัดอ้างว่าได้มาจากการช่วยเหลือ มีคนมาบริจาคให้ แล้ววัดตอบไม่ได้ว่าเมื่อรับมาแล้วทำไมจึงไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ ทำให้ส่อเจตนาไม่สุจริต อีกทั้งหมาจิ้งจอก และสัตว์อื่น ๆ ที่ถูกอายัดไว้ตั้งแต่ตอนแรก แต่เมื่อกลับมาตรวจค้นอีกครั้งปรากฏว่าสัตว์เหล่านั้นหายไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวชี้ว่าวัดเสือเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าสัตว์ป่าอย่างแน่นอน”
เอ็ดวิน วีค ได้เสนอแนวทางแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดกรณีอย่างวัดเสือ ว่า สามารถทำได้โดยการตรวจดีเอ็นเอ (DNA) เสือในประเทศให้หมดทุกตัว เมื่อมีข้อมูลของเสือก็จะสามารถตรวจได้ทันทีเมื่อพบซากเสือหรือเสือที่มีชีวิตตามชายแดน และทราบผลภายใน 24 ชั่วโมง และควรตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมาดูแลปัญหานี้โดยตรง นอกจากนี้ควรมีแผนระยะยาวที่ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชและ NGO ร่วมกันคิดหาทางแก้ปัญหา ซึ่งหากรัฐบาลร่วมมือกับ NGO อย่างจริงจัง ก็สามารถแก้ไขปัญหาการค้าสัตว์ป่าได้
เอ็ดวิน วีคจากกรณีการขนย้ายเสือโคร่งจากวัดป่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน (วัดเสือ) จ.กาญจนบุรี และนำไปสู่การพบซากสัตว์ป่าหลายชนิด ทั้งในแบบที่ถูกแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ซากที่ถูกดอง ฯลฯ ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่า ‘วัดเสือ’ มีความเกี่ยวข้องต่อขบวนการค้าสัตว์ป่าหรือไม่ ต่อข้อสงสัยดังกล่าว มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้เชิญคุณเอ็ดวิน วีค เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า WFFT มาไขข้อสงสัยต่อประเด็นดังกล่าว

ที่มาของเสือโคร่งที่วัดเสือ
วัดเสือได้รับเสือโคร่ง 2 ตัวแรกเข้ามาในวัดปี 2542 และเสือทั้ง 2 ตัวนี้ไม่ได้มาจากป่าของประเทศไทย เพราะเป็นเสือเบงกอลซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไม่ได้มีอยู่ในป่าของประเทศไทย แต่เป็นเสือที่มาจากฟาร์มที่มีเสือเบงกอลอยู่ 

2544 กรมป่าไม้เข้าไปตรวจสอบวัดเสือเนื่องจากมีการร้องเรียน พบ เสือ 7 ตัว และได้ข้อตกลงว่าจะอายัดไว้ โดยวัดสามารถดูแลต่อได้แต่มีข้อกำหนดคือวัดห้ามเก็บค่าเลี้ยงดู

2547 วัดมีชื่อเสียงไปทั่วโลก จากการถ่ายทำสารคดีความยาว 30 นาที ของ National Geographic ที่ว่าพระอาศัยอยู่กับเสือ เดินกับเสือ เล่นกับเสือ ทำให้หลังจากนั้นได้เกิดธุรกิจท่องเที่ยวขึ้นมาภายในวัด ซึ่งปัจจุบันดังที่สุดของจังหวัดกาญจนบุรี โดยค่าผ่านประตูสำหรับชาวต่างชาติจะอยู่ที่ราคา 600 บาทต่อหนึ่งคน ถ้าจะถ่ายรูปกับเสือ 1,000 บาท ถ้าจะป้อนนมให้ลูกเสือราคาอยู่ที่ 4,500 บาท ซึ่งดูจากสถิติแล้ว วัดมีรายได้ประมาณ 3 แสนบาทต่อวัน ตกปีละ 100 กว่าล้านบาท โดยยังไม่รวมของที่ระลึก

เมื่อเวลาผ่านไป จากเดิมเมื่อ 15 ปีที่แล้ว จาก 7 ตัว เป็น 150 ตัว 

เอ็ดวิน วีค

เส้นทางการค้าสัตว์ป่า

เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ฟาร์มเสือหรือสวนสัตว์ในประเทศไทยที่มีเสืออยู่ในครอบครองน่าจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้าสัตว์ป่าเกือบทั้งหมด โดยได้ยกถึงประสบการณ์ที่มีโอกาสคุยกับพ่อค้าสัตว์ป่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้เกี่ยวข้องกับวงการค้าสัตว์ป่าหลายคน ที่ให้ข้อมูลตรงกันว่าถ้าเสือเสียชีวิตภายในฟาร์มเสือหรือสวนสัตว์ ภายในไม่กี่นาทีจะมีการติดต่อกับช่องทางการค้าผ่านทางโทรศัพท์เพื่อขาย โดยมีมารับถึงที่เพื่อนำไปยังต่างประเทศ และประเทศกลุ่มลูกค้า 

ด้านราคาการซื้อขายโดยเสือที่มีขนาดเล็กอยู่ที่ตัวละ 1 แสนบาท ถ้าน้ำหนัก 100 ถึง 200 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท แต่ถ้าเป็นตัวผู้ราคาอาจถึงสองแสนบาท 

เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ระบุว่า มีลูกเสือถูกส่งออกนอกประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 200 ตัวต่อปี ด้านความต้องการเสือโคร่ง ถ้าย้อนไปดูสถิติจาก ไซเตส (CITES) จะพบว่าจำนวนเสือในสวนสัตว์ประเทศไทยจาก 9 ปีที่แล้วมีจำนวน 661 ตัว แต่เมื่อ 9 ปีต่อมา มีมากถึง 1,470 ตัว แสดงให้เห็นว่ามีความต้องการทางการค้าสูงมากขึ้นเป็นสองเท่าภายในระยะเวลา 9 ปี

“หลายคนอาจจะคิดว่าการเข้าไปดำเนินการจับกุมวัดเสือเป็นเรื่องที่ดูแล้วเกินกว่าเหตุ ส่วนตัวคิดว่าสถานที่ประกอบศาสนกิจ หรือทุกศาสนา ไม่ควรจะมีสัตว์ป่าอยู่ภายในวัด และไม่ควรเพาะพันธุ์สัตว์ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เพราะดูไม่สอดคล้องกับหลักศาสนา แต่เมื่อปรากฏหลักฐานต่างๆ ที่ชัดเจนว่าวัดมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าสัตว์ป่า เพราะมีเสือโคร่งหายไปจากวัด ตลอดระยะเวลาหลายปี แต่วัดตอบไม่ได้ว่าหายไปไหน มีข้อสงสัยว่าทำไมถึงต้องรอให้เวลาผ่านไปเป็นเดือนขณะที่เสือหาย ถึงเริ่มแจ้งเจ้าหน้าที่”

เสือโคร่ง

“นอกจากนั้นยังมีสัตว์คุ้มครองหลายชนิดอยู่ในวัด เช่น สิงโต นกเงือกสายพันธุ์หายากซึ่งมีราคาแพง ที่วัดอ้างว่าได้มาจากการช่วยเหลือ มีคนมาบริจาคให้ แล้ววัดตอบไม่ได้ว่าเมื่อรับมาแล้วทำไมจึงไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ ทำให้ส่อเจตนาไม่สุจริต อีกทั้งหมาจิ้งจอก และสัตว์อื่ ๆ ที่ถูกอายัดไว้ตั้งแต่ตอนแรก แต่เมื่อกลับมาตรวจค้นอีกครั้งปรากฏว่าสัตว์เหล่านั้นหายไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นตัวชี้ว่าวัดเสือเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าสัตว์ป่าอย่างแน่นอน”

เอ็ดวิน วีค ได้เสนอแนวทางแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดกรณีอย่างวัดเสือ ว่า สามารถทำได้โดยการตรวจดีเอ็นเอ (DNA) เสือในประเทศให้หมดทุกตัว เมื่อมีข้อมูลของเสือก็จะสามารถตรวจได้ทันทีเมื่อพบซากเสือหรือเสือที่มีชีวิตตามชายแดน และทราบผลภายใน 24 ชั่วโมง และควรตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมาดูแลปัญหานี้โดยตรง นอกจากนี้ควรมีแผนระยะยาวที่ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชและ NGO ร่วมกันคิดหาทางแก้ปัญหา ซึ่งหากรัฐบาลร่วมมือกับ NGO อย่างจริงจัง ก็สามารถแก้ไขปัญหาการค้าสัตว์ป่าได้

บทความโดย อาคม พรรณนิกร เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กรมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง