• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก ข้อมูลวิชาการ กฎหมาย รัฐธรรมนูญกับสิ่งแวดล้อม

รัฐธรรมนูญกับสิ่งแวดล้อม

อีเมล พิมพ์ PDF

ปี พ.ศ. 2540 นับเป็นปีประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2540  

ความสำคัญพิเศษของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ เป็นรัฐธรรมนูญที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำมากที่สุด ด้วยการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ อีกทั้งยังมีการจัดประชาพิจารณ์ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ได้มากจากการจัดทำของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนโดยทางอ้อม

ส.ส.ร. ประกอบด้วยตัวแทนจากจังหวัดทั่วประเทศไทย 76 จังหวัด และนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และกฎหมายที่ได้รับการคัดเลือกจากรัฐสภาอีก 23 คน รวม 99 คน

ในด้านสิ่งแวดล้อม รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีบทบัญญัติหลายประการที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ทั้งยังมีบทบัญญัติที่ให้ความสำคัญแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกำหนดให้ต้องกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดบริการสาธารณะด้านต่างๆ อันรวมถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

แม้ปัจจุบัน ประเทศไทยจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 แต่บทบัญญัติหลายประการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ยังถูกนำบรรจุไว้ใน รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้แก่

1. สิทธิชุมชนในการอนุรักษ์ จัดการ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

มาตรา 46 ของรัฐธรรมนูญฯ บัญญัติว่า

“บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการ บำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล และยั่งยืน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”

บทบัญญัติมาตราที่ 46 นี้ มีความสำคัญเนื่องจากนับเป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองสิทธิชุมชนในการมีส่วนร่วมกับรัฐเพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นแนวคิดที่แตกต่างจากแนวทางเดิมของรัฐในหลายปีที่ผ่านมา ที่เน้นบทบาทการอนุรักษ์และการจัดการเป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐเพียงฝ่ายเดียว

2. สิทธิของบุคคลในการมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ตนเองมีชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดี

มาตรา 56 บัญญัติรับรองสิทธิของบุคคลในหลายๆ ด้าน
ได้แก่ สิทธิในการมีส่วนร่วมบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิที่จะดำรงชีพอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี กำหนดหน้าที่เจ้าของโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสิทธิของบุคคลที่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาสิ่งแวดล้อมดังนี้

“สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษา และการได้รับประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่อง ในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้ให้องค์กรอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

สิทธิของบุคคลที่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติในกฎหมายตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ย่อมได้รับความคุ้มครอง”


เมื่อแยกพิจารณาสิทธิและหน้าที่ต่างๆ ตามมาตระ 56 สามารรถพิจารณาได้ดังนี้

2.1 สิทธิในการดำรงชีพอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี (Right to a healthful and decent environment)


นับเป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองสิทธิของบุคคลในสิ่งแวดล้อมที่ดี ที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ และบทบัญญัตินี้สอดคล้องกับแผนการพัฒนาในประเทศอื่นๆ ที่กำลังมีการยอมรับสิทธินี้มากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันรัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 50 ประเทศ ที่ยอมรับสิทธินี้ เนื่องจาก สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่งซึ่งรัฐจะต้องให้ความคุ้มครอง

2.2 หน้าที่ในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม

ตามที่มาตรา 56 บัญญัติให้เจ้าของโครงการมีหน้าที่ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment หรือ EIA) ในกรณีที่มีการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทอย่างรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังบัญญัติว่าต้องให้องค์กรอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมให้ความเห็นประกอบก่อนการอนุญาตให้ดำเนินโครงการ

กฎหมายไทยที่บัญญัติเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้แก่ พระราชบัญญัติสิ่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 รวมทั้งประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ฉบับต่างๆ ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

2.3 สิทธิในการฟ้องหน่วยงานของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาสิ่งแวดล้อม

มาตรา 56 วรรคท้าย บัญญัติรับรองสิทธิของบุคคลในการฟ้องหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐ เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งและวรรคสอง หากหน่วยงานของรัฐละเลยไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐได้ การบัญญัติสิทธิให้ประชาชนสามารถฟ้องหน่วยงานของรัฐได้เป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้การใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมมีประสิทธิภาพ

3. สิทธิในการได้รับข้อมูลข่าวสารจากรัฐ

มาตรา 58 บัญญัติว่า


“บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น ทั้งนี้ตาที่กฎหมายบัญญัติ”

สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการตามมาตรานี้ย่อมครอบคลุมถึงข้อมูลข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อมด้วย กฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้แก่ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ซึ่งมีผลบังคับก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฯ ฉบับ พ.ศ. 2540

4. สิทธิในการได้รับข้อมูล คำชี้แจง และแสดงความคิดเห็นก่อนการอนุญาตโครงการ

การใช้ข้อมูลคำชี้แจง และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ หรือ กิจกรรมที่อาจมีผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนถือว่ามีความสำคัญมากในการลดปัญหาความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นยังช่วยให้รัฐสามารถนำเอาข้อมูลที่ได้จากประชาชนมาประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ และรอบด้านมากขึ้น

มาตรา 59 บัญญัติว่า

“บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตน หรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธ์แสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ตามกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่กฎหมายบัญญัติ”


5. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นอกจากการบัญญัติรับรองและหน้าที่ต่างๆ ที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้นไว้ในหมวดสิทธิเสรีภาพแล้ว การส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมยังถูกบัญญัติไว้ในหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งเป็นหมวดที่ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ มาตราที่ 79 บัญญัติว่า

“รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล รวมทั้งมีส่วนร่วมในการส่งเสริม บำรุงรักษา และคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามหลักการการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนควบคุมและกำจัดภาวะมลพิษที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน”

6 สิทธิในการเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ และการฟ้องหน่วยงานของรัฐ

การเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ และการฟ้องส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูและรักษาสิ่งแวดล้อม รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2540 ได้บัญญัติเรื่องดังกล่าวนี้ไว้ในมาตรา 61 และ มาตรา 62 ดังนี้

“มาตรา 61 บุคคลย่อมมีสิทธ์เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ และได้รับแจ้งผลการพิจารณาภายในเวลาอันสมควร ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

มาตรา 61 สิทธิของบุคคลที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล ให้รับผิดเรื่องจากการกระทำหรือการละเว้นกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”


ในกรณีที่เป็นการกระทำผิดหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ นอกเหนือไปจากการร้องทุกข์ต่อหน่วยงานนั้นๆ โดยตรงแล้ว ช่องทางเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากที่สุดในปัจจุบันคือ การฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ซึ่งจัดตั้งขึ้นแล้วตามมาตรา 276 ถึง มาตรา 280 ของรัฐธรรมนูญฯ และตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เพื่อพิจารณาคดีพิพาทต่างๆ ที่เกิดจากความไม่เป็นธรรมในการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ

7. สิทธิในการออกเสียงประชามติ

รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2540 มาตรา 214 บัญญัติเรื่องการออกเสียงประชามติเป็นครั้งแรก ตามมาตรานี้ นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและโดยการปรึกษากับประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภามีอำนาจออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงประชามติได้ เมื่อเห็นว่ามีกิจการสำคัญที่อาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติ หรือประชาชน และต้องขอปรึกษาความเห็นของประชาชนว่าจะเห็นชอบหรือไม่ การออกประกาศต้องกำหนดวันให้ประชาชนออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ซึ่งจะต้องไม่ก่อน 90 วัน แต่ไม่ช้ากว่า 120 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในระหว่างนั้น รัฐต้องดำเนินการให้บุคคลฝ่ายที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบกับกจการนั้นได้แสดงความคิดเห็นของตนโดยเท่าเทียมกัน

8. การกระจายอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2540 ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากแก่การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งในด้านการกำหนดนโยบาย การปกครอง และการบริหาร การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง การจัดบริการสาธารณะ และการคุ้มครองดูและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่วแวดล้อม โดยมีบัญญัติไว้เกือบ 10 มาตรา ในหมด 9 ว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 284 บัญญัติให้มีการพัฒนาการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นแก่ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง และให้มีกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ

ในด้านการส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่มากขึ้นในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาตรา 290 บัญญัติดังนี้

“เพื่อส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติกฎหมายตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
(๑) การจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเขตพื้นที่
(๒) การเข้าไปมีส่วนในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่นอกเขตพื้นที่ เฉพาะในกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ของตน
(๓) การมีส่วนร่วมในการพิจารณาเพื่อริเริ่มโครงการหรือกิจกรรมใดนอกเขตพื้นที่ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่”



เรียบเรียงจาก
กอบกุล รายะนาคร.  2550.  กฎหมายกับสิ่งแวดล้อม.  สำนักพิมพ์วิญญูชน. กรุงเทพมหานคร

 

รับข่าวสาร