• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก เราทำงานให้พี่สืบ ศศิน เฉลิมลาภ บทความโดยศศิน เฉลิมลาภ คิดยกกำลัง 2 : เทียบร่างรัฐธรรมนูญ มาตราเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

คิดยกกำลัง 2 : เทียบร่างรัฐธรรมนูญ มาตราเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

อีเมล พิมพ์ PDF

ร่างรัฐธรรมนูญ 2559ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับรายการคิดยกกำลังสอง เกี่ยวกับการทำประชามติว่า รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2559 ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม 2559


สิ่งนายศศินให้แสดงความใส่ใจนั่นคือ “เรื่องการกระทบสิทธิ” โดยสิทธิในที่นี้ คือ สิทธิในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี, สิทธิในการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากร และสิทธิในการทำนุบำรุง ดูแล รักษาศิลปวัฒนธรรม ซึ่งแท้จริงแล้วเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องในปี 2540 ประชาชนชาวไทยได้สิทธิเหล่านี้มา 19-20 ปีแล้ว

ในยุคก่อนปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญเบบมีส่วนร่วม การดำเนินการทั้งสิ้นล้วนเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่รัฐต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือไม่ ยังไม่เคยเกิดขึ้น ประเทศไทยเพิ่งได้รัฐธรรมนูญนี้มาเมื่อปี 2540 และได้รับการร่างขึ้นใหม่ฉบับปี 2550 แต่ยังคงเดิมอยู่ กล่าวคือ ตามมาตรา 66 บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูป่า จารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถื่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน

สมมุติว่าชุมชนรวมตัวกันเพื่อขอตั้งไม้ทั้งหมดในป่านั่นคือไม่ได้ เพราะไม่เป็นไปตามเงื่อนไขสมดุลและยั่งยืน นั่นคือในกรอบสิทธิของประชาชน แต่ด้านกฎหมายยังตามทันบ้างไม่ทันบ้าง รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ระบุว่า “ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ” บางครั้งฝ่ายข้าราชการไม่สามารถกระทำได้เพราะไม่มีพระราชบัญญัติ (พรบ.) ยกตัวอย่าง ยังไม่มีพรบ. ป่าชุมชน ข้าราชการจำต้องรั้งรอกฎหมายก่อน ชุมชนจึงไม่ได้สิทธิในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ได้นำ “แล้วแต่กฎหมายบัญญัติ” ออก จึงสามารถนำรัฐธรรมนูญมาอ้างใช้รองรับสิทธิชุมชนได้เลย

แต่ปรากฏว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2559 นี้ ยังให้อนุรักษ์ ฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมอยู่ แต่ได้นำเรื่องสิ่งแวดล้อมออกไป กระทั่งหลายเดือนที่ผ่านมาได้มีการยื่นหนังสือ จึงกลับมาจนจะครบเหมือนเดิม และเพิ่มเติมการเข้าชื่อเพื่อให้รัฐทำหรือไม่ทำสิ่งใด

ร่างรัฐธรรมนูญ

การเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญปี 2550 กับ 2559 เกี่ยวกับสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
จากมาตรา 66 > มาตรา 43
(1) จากมาตรา 66 เปลี่ยนเป็นมาตรา 43
(2) จากหมวดเดิมหมวดสิทธิชุมชน เปลี่ยนเป็นหมวดสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย
(3) ครอบคลุมถึงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (โดยไม่ต้องมีกฎหมายลูกบัญญัติเพิ่ม) ซึ่งทางด้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2559 ยังคงเดิม แต่เงื่อนไขว่าต้องมีกฎหมายลูกด้วย อีกทั้งยังได้เพิ่มเติม
(4) เข้าชื่อกันเพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐให้ดำเนินการใดอันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือชุมชน หรืองดเว้นการดำเนินการใดอันจะกระทบต่อความเป็นอยู่อย่างสงบสุขของประชาชนหรือชุมชน และได้รับการแจ้งผลการพิจารณาโดยเร็ว ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาข้อเสนอแนะนั้นโดยให้ประชาชนที่เกี่ยวข้อมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วยตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ แต่ย้ายไปอยู่ในหมวดของสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

จากมาตรา 67 > มาตรา 57
(1) จากมาตรา 67 ย้ายไปมาตรา 57 ยังคงมีการทำรายงาน EIA และ EHIA คงเดิมไว้ และเพิ่มการรับฟังความคิดเห็น
(2) เดิมมีองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ความเห็นประกอบการตัดสินใจ เปลี่ยนเป็นไม่มีองค์อิสระด้านสิ่งแวดล้อม
(3) เดิมชุมชนมีสิทธิฟ้องรัฐ ให้รัฐปฏิบัติหน้าที่ เปลี่ยนเป็น ให้รัฐระมัดระวัง และมีการเยียวยาผลกระทบ โดยจะเยียวยาเพียงใดหรืออย่างไรขึ้นอยู่กับรัฐ โดยชุมชนยังสามารถฟ้องรัฐได้ (แต่อยู่ในหมวดอื่น มาตรา 41)

มาตรา 66 แต่เดิมมีใจความสำคัญว่า การกระทำสิ่งใดก็ตามที่มีผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนหรือประชาชน เช่น โรงไฟฟ้า บ่อบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ จัดทำเขื่อนใช้พื้นที่ทั่วป่าจนต้องย้ายชุมชนทั้งหมด จำต้องมีการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment หรือ EIA) และรายงานผลกระทบต่อสุขภาพ (Environmental Health Impact Assessment หรือ EHIA) แต่เดิมเป็นสิทธิชุมชนที่รัฐต้องทำ EIA และ EHIA แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2559 นั้นอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐที่ให้ประชาชน ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม กลายเป็นภาครัฐเป็นเจ้าภาพหลัก และหากกฏหมายลูกออกมากำหนดขอบเขตให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้เพียงบางส่วน อาทิ ประชาชนอาจร่วมได้เพียงทำประชาคม แจ้งองค์กรส่วนปกครองท้องถิ่นเท่านั้น หรือให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน จะทำให้ประชาชนถูกจำกัดการมีส่วนร่วม ซึ่งแล้วแต่รัฐจะออกกฎหมายมารองรับอย่างไร

ทางนายศศินให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องตัดสินใจว่าต้องงการเลือกว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยส่วนตัวเห็นว่าในใจความสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญมีความเหมือนกันกับรัฐธรรมนูญฉบับเก่า แต่เมื่อสังเกตรายละเอียดเนื้อหาแล้วยังพบความแตกต่างกัน

 

 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง