• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก เราทำงานให้พี่สืบ ศศิน เฉลิมลาภ บทความโดยศศิน เฉลิมลาภ คิดยกกำลัง 2 : แนวทางรับมือ คลื่นกัดเซาะชายฝั่ง

คิดยกกำลัง 2 : แนวทางรับมือ คลื่นกัดเซาะชายฝั่ง

อีเมล พิมพ์ PDF
รายการคิดยกกำลังสอง คุยกับอาจารย์ ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กับปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งทวีความรุแรงในหลายพื้นที่และส่งผลกระให้พื้นที่ชายหาดนั้นหายไป รวมถึงแนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาสมในเรื่องนี้
สาเหตุของการกัดเซาะชายฝั่งเป็นฝีมือมุนษย์หรือธรรมชาติ
ส่วนใหญ่แล้ว 90 เปอร์เซ็นเป็นฝีมือของมนุษย์ ส่วนใหญ่พื้นที่ที่เกิดปัญหาเยอะจะไล่ตั้งแต่จังหวัดสงขลาต่อเนื่องไปจนถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช เริ่มต้นจากปากทะเลสาบสงขลาที่ไหลออกสู่ทะเล ซึ่งมีเขื่อนกั้นร่องน้ำน้ำทำให้ทรายเข้ามาสะสม ตามจริงแล้วเขื่อนนี้มีประโยชน์ ทำให้เรือน้ำลึกสามารถเข้าออกทะเลสาปสู่ทะเลได้ แต่ก็มีผลกระทบซึ่งถ้าในช่วงนี้ที่ลมเปลี่ยนทิศจะซัดทรายขึ้นมาทางด้านเหนือ ทำให้เกิดจุดที่ทรายสะสมตัวและทำให้พื้นที่บริเวณนั้นมีชายหาดที่งอกเพิ่มขึ้น ส่วนในพื้นที่หลังเขื่อนเมื่อไม่มีทรายไปเติมก็จะเป็นพื้นที่ที่ถูกกัดเซาะชายฝั่ง
การสร้างเขื่อนในเบื้องต้นนี้เพื่ออะไร
เพื่อให้คนที่อยู่ในชุมชนบริเวณทะเลสาบได้ประโยชน์จากการเดินเรื้อเข้าออกสู่ทะเลได้สะดวกขึ้น และกันทรายจากชายหาดเข้าไปปิดร่องน้ำ
ปัญหาเรื่องคลื่นกัดเซาะชายฝั่งในหลายพื้นที่จึงได้จะมาจากสาเหตุเดียวกัน
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ อย่างการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง ปากคลองราพา จังหวัดปัตตานี ที่ทรายได้งอกจนล้นเขื่อนที่กันจนออกมาอีกฝั่งหนึ่ง ก็จะไม่เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ยกเว้นแต่จะทำเขื่อนออกมากั้นในจุดที่มีเรือออกอีก โดยส่วนตัวยังอยากให้กรมเจ้าท่าเข้ามาขุดลอกตะกอนขุดลอกสันดอนเหมือนเดิม เพราะว่าความเสียหายในการทำเขื่อนนั้นมีสูงมาก
อย่างจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ทำเขื่อนกันคลื่นนอกฝั่งกว่า 130 ก้อน เพื่อชะลอคลื่นไม่ให้เข้ามาชายฝั่งรุนแรงน้อยลง แต่เมื่อไม่ได้ทำแบบแถวยาวต่อเนื่องคลื่นก็จะสามารถเข้ามาผ่านช่องได้ ซึ่งการสร้างเขื่อนกั้นคลื่นนอกฝั่งในแต่ละก้อนนั้นใช้งบประมาณกว่า 10 ล้านบาท ระยะทาง 1 กิโลเมตร ก็น่าจะใช้งบประมาณเกิน 50 ล้านบาท
เขื่อนกันคลื่นนอกฝั่งทำให้คลื่นสูงขึ้นและแรงขึ้นด้วยหรือเปล่า
เมื่อคลื่นเข้ามาปะทะหินก็จะทำให้คลื่นนั้นแรงขึ้น แต่ที่สำคัญคือเมื่อสร้างแล้วคลื่นก็ยังสามารถเข้ามาได้ตามช่อง จึงต้องทำกำแพงกันคลื่นขนาดยักษ์ทับถนนอีก อีกปัญหาในการสร้างคือถ้าจะสร้างก็ต้องสร้างให้ปิดชายฝั่งทั้งหมด เพราะถ้ามีช่องหรือพื้นที่คลื่นก็จะเลี้ยวไปกัดเซาะได้ ซึ่งสุดท้ายก็ต้องสร้างให้สุดหาดทราย ถ้าหรือระยะทางชายหาดอีก 40 กิโลเมตรที่ยังสร้างไม่สุด ก็คงจะต้องสร้างกันต่อไป
แนวทางการแก้ปัญหาในภาพรวมควรจะต้องทำอย่างไร
ในภาพรวมผมคิดว่าต้องกลับไปขุดลอกสันดอนทราย และรื้อเขื่อนที่มีอยู่แต่ถ้าหากรื้อไม่ได้ก็คงจะต้องสร้างเขื่อนกั้นกันต่อไป อย่างบางพื้นที่สาเหตุเริ่มต้นเพียงเขื่อนกันทรายเพื่อให้เรือได้สัญจรเพียงเขื่อนเดียวเท่านั้น ถ้ารื้อถอนออกไปแล้วกลับมาใช้วิธีขุดลอกสันดอนทรายเหมือนเดิมปัญหาก็จะจบ ในประเทศไทยฝั่งอ่าวไทยมีปัญหาอยู่ประมาณ 11 พื้นที่ โดยมีชายฝั่งที่จังหวัดนครศรีธรรมราชถึงนราธิวาสเป็นพื้นที่ติดกันที่มีระยะทางความยางของชายหาดมากที่สุดหลายกิโลกเมตร ซึ่งรวมความยาวทั้งหมดที่มีปัญหาประมาณ 400 กิโลเมตร มีงบแก้ไขหลายหมื่นล้าน และโครงสร้างที่มีผลกระทบต่อการกัดเซาะชายฝั่ง มีจำนวนประมาณเกินครึ่งหนึ่งของระยะทางที่ถูกกัดเซาะ นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องของการทำลายป่าชายเลน การทำลายปากแม่น้ำ หรือการทำกำแพงทะเลยื่นออกไป จึงทำให้ถูกคลื่นแรงๆ ปะทะ จึงอยากให้พิจารณากันถึงต้นเหตุด้วย
คลื่นกัดเซาะชายฝั่งรายการคิดยกกำลังสอง คุยกับอาจารย์ ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กับปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งทวีความรุแรงในหลายพื้นที่และส่งผลกระให้พื้นที่ชายหาดนั้นหายไป รวมถึงแนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสมในเรื่องนี้

สาเหตุของการกัดเซาะชายฝั่งเป็นฝีมือมุนษย์หรือธรรมชาติ
ส่วนใหญ่แล้ว 90 เปอร์เซ็นเป็นฝีมือของมนุษย์ ส่วนใหญ่พื้นที่ที่เกิดปัญหาเยอะจะไล่ตั้งแต่จังหวัดสงขลาต่อเนื่องไปจนถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช เริ่มต้นจากปากทะเลสาบสงขลาที่ไหลออกสู่ทะเล ซึ่งมีเขื่อนกั้นร่องน้ำน้ำทำให้ทรายเข้ามาสะสม ตามจริงแล้วเขื่อนนี้มีประโยชน์ ทำให้เรือน้ำลึกสามารถเข้าออกทะเลสาปสู่ทะเลได้ แต่ก็มีผลกระทบซึ่งถ้าในช่วงนี้ที่ลมเปลี่ยนทิศจะซัดทรายขึ้นมาทางด้านเหนือ ทำให้เกิดจุดที่ทรายสะสมตัวและทำให้พื้นที่บริเวณนั้นมีชายหาดที่งอกเพิ่มขึ้น ส่วนในพื้นที่หลังเขื่อนเมื่อไม่มีทรายไปเติมก็จะเป็นพื้นที่ที่ถูกกัดเซาะชายฝั่ง

การสร้างเขื่อนในเบื้องต้นนี้เพื่ออะไร
เพื่อให้คนที่อยู่ในชุมชนบริเวณทะเลสาบได้ประโยชน์จากการเดินเรื้อเข้าออกสู่ทะเลได้สะดวกขึ้น และกันทรายจากชายหาดเข้าไปปิดร่องน้ำ

ปัญหาเรื่องคลื่นกัดเซาะชายฝั่งในหลายพื้นที่จึงได้จะมาจากสาเหตุเดียวกัน
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ อย่างการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง ปากคลองราพา จังหวัดปัตตานี ที่ทรายได้งอกจนล้นเขื่อนที่กันจนออกมาอีกฝั่งหนึ่ง ก็จะไม่เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ยกเว้นแต่จะทำเขื่อนออกมากั้นในจุดที่มีเรือออกอีก โดยส่วนตัวยังอยากให้กรมเจ้าท่าเข้ามาขุดลอกตะกอนขุดลอกสันดอนเหมือนเดิม เพราะว่าความเสียหายในการทำเขื่อนนั้นมีสูงมาก

อย่างจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ทำเขื่อนกันคลื่นนอกฝั่งกว่า 130 ก้อน เพื่อชะลอคลื่นไม่ให้เข้ามาชายฝั่งรุนแรงน้อยลง แต่เมื่อไม่ได้ทำแบบแถวยาวต่อเนื่องคลื่นก็จะสามารถเข้ามาผ่านช่องได้ ซึ่งการสร้างเขื่อนกั้นคลื่นนอกฝั่งในแต่ละก้อนนั้นใช้งบประมาณกว่า 10 ล้านบาท ระยะทาง 1 กิโลเมตร ก็น่าจะใช้งบประมาณเกิน 50 ล้านบาท

เขื่อนกันคลื่นนอกฝั่งทำให้คลื่นสูงขึ้นและแรงขึ้นด้วยหรือเปล่า
เมื่อคลื่นเข้ามาปะทะหินก็จะทำให้คลื่นนั้นแรงขึ้น แต่ที่สำคัญคือเมื่อสร้างแล้วคลื่นก็ยังสามารถเข้ามาได้ตามช่อง จึงต้องทำกำแพงกันคลื่นขนาดยักษ์ทับถนนอีก อีกปัญหาในการสร้างคือถ้าจะสร้างก็ต้องสร้างให้ปิดชายฝั่งทั้งหมด เพราะถ้ามีช่องหรือพื้นที่คลื่นก็จะเลี้ยวไปกัดเซาะได้ ซึ่งสุดท้ายก็ต้องสร้างให้สุดหาดทราย ถ้าหรือระยะทางชายหาดอีก 40 กิโลเมตรที่ยังสร้างไม่สุด ก็คงจะต้องสร้างกันต่อไป

แนวทางการแก้ปัญหาในภาพรวมควรจะต้องทำอย่างไร
ในภาพรวมผมคิดว่าต้องกลับไปขุดลอกสันดอนทราย และรื้อเขื่อนที่มีอยู่แต่ถ้าหากรื้อไม่ได้ก็คงจะต้องสร้างเขื่อนกั้นกันต่อไป อย่างบางพื้นที่สาเหตุเริ่มต้นเพียงเขื่อนกันทรายเพื่อให้เรือได้สัญจรเพียงเขื่อนเดียวเท่านั้น ถ้ารื้อถอนออกไปแล้วกลับมาใช้วิธีขุดลอกสันดอนทรายเหมือนเดิมปัญหาก็จะจบ ในประเทศไทยฝั่งอ่าวไทยมีปัญหาอยู่ประมาณ 11 พื้นที่ โดยมีชายฝั่งที่จังหวัดนครศรีธรรมราชถึงนราธิวาสเป็นพื้นที่ติดกันที่มีระยะทางความยางของชายหาดมากที่สุดหลายกิโลกเมตร ซึ่งรวมความยาวทั้งหมดที่มีปัญหาประมาณ 400 กิโลเมตร มีงบแก้ไขหลายหมื่นล้าน และโครงสร้างที่มีผลกระทบต่อการกัดเซาะชายฝั่ง มีจำนวนประมาณเกินครึ่งหนึ่งของระยะทางที่ถูกกัดเซาะ นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องของการทำลายป่าชายเลน การทำลายปากแม่น้ำ หรือการทำกำแพงทะเลยื่นออกไป จึงทำให้ถูกคลื่นแรงๆ ปะทะ จึงอยากให้พิจารณากันถึงต้นเหตุด้วย

 

รับข่าวสาร