• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ กป.อพช.ใต้ เรียกร้องทหารวางตัวเป็นกลาง หยุดจำกัดเสรีภาพนักวิชาการ

กป.อพช.ใต้ เรียกร้องทหารวางตัวเป็นกลาง หยุดจำกัดเสรีภาพนักวิชาการ

อีเมล พิมพ์ PDF
25 พฤษภาคม 2559 คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) ได้แถลงการณ์ เรียกร้องให้ทหารหยุดจำกัดเสรีภาพของนักวิชาการเพื่อสังคมในกรณีการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพา
กป.อพช.ใต้ ได้แสดงความเห็นว่า การนำเสนอชข้อเท็จจริงของนักวิชาการต่อสังคมนั้นเป็นบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งที่สังคมไทย โดยเฉพาะกรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชนอย่างรุนแรงในอนาคต แต่หนังสือที่พลตรีวิรัชช์ กมลศิลป์ ส่งถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ได้ส่อเจตนาที่จะปิดกั้นพื้นที่ทางวิชาการ หรือการทำหน้าที่ทางวิชาการเพื่อสังคม
พร้อมกันนี้ กป.อพช.ใต้ ได้เรียกร้องให้ มีการถอนหนังสือ กห. 0484.63/1113 ลงวันที่ 21 เมษายน 2559 เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักวิชาการได้ทำหน้าที่ในบทบาทของตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และให้ทหารวางตนให้เป็นกลางที่สุดต่อเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน มิใช่มาวางตนเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง
อ่านแถลงการณ์หยุดจำกัดเสรีภาพของนักวิชาการเพื่อสังคม
ตามที่ พลตรีวิรัชช์ กมลศิลป์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 ได้ออกหนังสือ กห. 0484.63/1113 ลงวันที่ 21 เมษายน 2559 ที่ส่งถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เพื่อขอความร่วมมือในการทำความเข้าใจกับบุคลากรของมหาวิทยาลัยที่เคลื่อนไหวและต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา  ไปนั้นคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ หรือ กป.อพช.ใต้ ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน (ngo.)ที่ทำงานด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และสิทธิชุมชนในพื้นที่ภาคใต้กว่า 20 องค์กร มีความเห็นว่า
1. การทำหน้าที่ของนักวิชาการที่พยายามนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริงต่อสังคม อย่างมีเหตุมีผล และมีรูปธรรมที่พิสูจน์ได้ ถือเป็นบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งที่สังคมไทยควรมี โดยเฉพาะกรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ที่ถือว่าเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนั้น และจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชนอย่างรุนแรงในอนาคตด้วยแล้ว ยิ่งถือว่าต้องมีความกล้าหาญของนักวิชาการที่กล้าจะแสดงเหตุผลอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เป็นทางเลือกของฝ่ายต่างๆ ได้
2. การทำหน้าที่ของนักวิชาการดังกล่าวนี้  เป็นความพยายามที่จะปกป้องฐานทรัพยากร และวิถีชีวิตของชุมชนในท้องถิ่นอย่างเปิดเผย มิได้เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองแต่อย่างใด
3. ถือเป็นการปิดกั้นการแสดงออกทางวิชาการ ถือเป็นการไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะลักษณะการออกหนังสือเพื่อขอความร่วมมือดังกล่าว ส่อเจตนาที่จะใช้อำนาจเกินขอบเขตของตนเองเพื่อให้มีการยับยั้ง หรือปิดกั้นพื้นที่ทางวิชาการ หรือการทำหน้าที่ทางวิชาการเพื่อสังคมโดยรวม
4. การก่อสร้างโรงไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงถ่านหิน มีข้อมูลเป็นที่ประจักษ์ว่ามีความเสี่ยงและอันตรายกับประชาชนเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ ซึ่งเห็นได้จากความพยายามของหลายประเทศที่ต้องการยกเลิก หรือลดการใช้เชื้อเพลิงดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม และการที่นักวิชาการ หรือประชาชนในพื้นที่พยายามเสนอข้อมูล และเหตุผลต่างๆ นั้น ในสถานการณ์ทางการเมืองเช่นนี้ทหารในพื้นที่ก็ควรใช้โอกาสนี้ทำหน้าที่รวมรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงจากนักวิชาการเหล่านี้ เพื่อนำเสนอให้รัฐส่วนกลางได้ประกอบตัดสินใจการดำเนินการทางนโยบายอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น ซึ่งจะเหมาะสมยิ่งกว่าการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบบขาดเหตุผล และขาดข้อมูลอย่างรอบด้านเช่นนี้
ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงขอเสนอเพื่อให้ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 ดำเนินการดังนี้
1. ขอให้ถอนหนังสือ ฉบับที่ กห. 0484.63/1113 ลงวันที่ 21 เมษายน 2559 ที่ส่งถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เพื่อเป็นการเปิดพื้นที่ให้นักวิชาการได้ทำหน้าที่ในบทบาทของตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในการปกป้องฐานทรัพยากร ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และชุมชนท้องถิ่น ซึ่งไม่ใช่เหตุผลทางการเมือง
2. ทหารในพื้นที่ ต้องวางตนให้เป็นกลางที่สุด ต่อเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน และควรสร้างบรรยากาศทางสังคม บ้านเมืองให้สุขสงบ และดำรงอยู่อย่างปกติที่สุด และควรเป็นหน่วยที่ต้องช่วยการสร้างทางออกที่ดีของสังคมในสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน มิใช่มาวางตนเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง
3. ทหาร จะต้องทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง และต้องเปิดพื้นที่การสื่อสารเพื่อให้ประชาชนทั่วไป ได้รับรู้และเข้าใจถึงผลดี และผลเสียของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรงในระยะยาว ทั้งนี้เพื่อให้คนในพื้นที่ได้มีสิทธิที่จะเลือกอนาคตของตนเองอย่างมีเหตุผลมากขึ้น
4. ทหารในพื้นที่ รวมรวมรวมข้อมูลทางวิชาการที่มีอยู่ และรับฟังความเห็นของประชาชนทั้งหมด เพื่อนำเสนอให้กับผู้บังคับบัญชาส่วนกลางทราบ เพื่อรายงานให้กับรัฐบาลต่อไป
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้  เห็นว่าทหารในพื้นที่คือองค์ประกอบสำคัญที่จะส่งเสริมให้บรรยากาศทางสังคมภาคใต้ให้สุขสงบได้ในขณะนี้ และอยากเห็นการวางตนอย่างเหมาะสม เพื่อให้เป็นที่ไว้วางใจของประชาชนในพื้นที่ได้
ทั้งนี้ได้เห็นถึงความสำคัญ และความจำเป็นของการทำหน้าที่ของนักวิชาการของทุกมหาวิทยาลัย ที่ได้ออกมายืนยันถึงบทบาทของตนเองอย่างตรงไปตรงมาเพื่อร่วมกันปกป้องฐานทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของชุมชนท้องถิ่นทั้งภาคใต้โดยรวม  และยืนยันว่าจะเดินหน้าร่วมกับภาคี เครือข่ายภาคประชาชนอื่นๆเพื่อการปกป้องการทำบทบาทหน้าที่นี้อย่างถึงที่สุดต่อไป
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้)
25  พฤษภาคม 2559
อ่านเพิ่มเติม หยุดคุกคามนักวิชาการต้านถ่านหิน โดย เครือข่ายพลเมืองสงขลา
โรงไฟฟ้าถ่านหิน25 พฤษภาคม 2559 คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) ได้แถลงการณ์ เรียกร้องให้ทหารหยุดจำกัดเสรีภาพของนักวิชาการเพื่อสังคมในกรณีการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพา

กป.อพช.ใต้ ได้แถลงว่า การนำเสนอชข้อเท็จจริงของนักวิชาการต่อสังคมนั้นเป็นบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งที่สังคมไทย โดยเฉพาะกรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชนอย่างรุนแรงในอนาคต แต่หนังสือที่พลตรีวิรัชช์ กมลศิลป์ ส่งถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ได้ส่อเจตนาที่จะปิดกั้นพื้นที่ทางวิชาการ หรือการทำหน้าที่ทางวิชาการเพื่อสังคม

พร้อมกันนี้ กป.อพช.ใต้ ได้เรียกร้องให้ มีการถอนหนังสือ กห. 0484.63/1113 ลงวันที่ 21 เมษายน 2559 เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักวิชาการได้ทำหน้าที่ในบทบาทของตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และให้ทหารวางตนให้เป็นกลางที่สุดต่อเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน มิใช่มาวางตนเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง

เสรีภาพ

อ่านแถลงการณ์หยุดจำกัดเสรีภาพของนักวิชาการเพื่อสังคม
ตามที่ พลตรีวิรัชช์ กมลศิลป์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 ได้ออกหนังสือ กห. 0484.63/1113 ลงวันที่ 21 เมษายน 2559 ที่ส่งถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เพื่อขอความร่วมมือในการทำความเข้าใจกับบุคลากรของมหาวิทยาลัยที่เคลื่อนไหวและต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา  ไปนั้นคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ หรือ กป.อพช.ใต้ ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน (ngo.)ที่ทำงานด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และสิทธิชุมชนในพื้นที่ภาคใต้กว่า 20 องค์กร มีความเห็นว่า

1. การทำหน้าที่ของนักวิชาการที่พยายามนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริงต่อสังคม อย่างมีเหตุมีผล และมีรูปธรรมที่พิสูจน์ได้ ถือเป็นบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งที่สังคมไทยควรมี โดยเฉพาะกรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ที่ถือว่าเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนั้น และจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชนอย่างรุนแรงในอนาคตด้วยแล้ว ยิ่งถือว่าต้องมีความกล้าหาญของนักวิชาการที่กล้าจะแสดงเหตุผลอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เป็นทางเลือกของฝ่ายต่างๆ ได้

2. การทำหน้าที่ของนักวิชาการดังกล่าวนี้  เป็นความพยายามที่จะปกป้องฐานทรัพยากร และวิถีชีวิตของชุมชนในท้องถิ่นอย่างเปิดเผย มิได้เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองแต่อย่างใด

3. ถือเป็นการปิดกั้นการแสดงออกทางวิชาการ ถือเป็นการไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะลักษณะการออกหนังสือเพื่อขอความร่วมมือดังกล่าว ส่อเจตนาที่จะใช้อำนาจเกินขอบเขตของตนเองเพื่อให้มีการยับยั้ง หรือปิดกั้นพื้นที่ทางวิชาการ หรือการทำหน้าที่ทางวิชาการเพื่อสังคมโดยรวม

4. การก่อสร้างโรงไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงถ่านหิน มีข้อมูลเป็นที่ประจักษ์ว่ามีความเสี่ยงและอันตรายกับประชาชนเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ ซึ่งเห็นได้จากความพยายามของหลายประเทศที่ต้องการยกเลิก หรือลดการใช้เชื้อเพลิงดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม และการที่นักวิชาการ หรือประชาชนในพื้นที่พยายามเสนอข้อมูล และเหตุผลต่างๆ นั้น ในสถานการณ์ทางการเมืองเช่นนี้ทหารในพื้นที่ก็ควรใช้โอกาสนี้ทำหน้าที่รวมรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงจากนักวิชาการเหล่านี้ เพื่อนำเสนอให้รัฐส่วนกลางได้ประกอบตัดสินใจการดำเนินการทางนโยบายอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น ซึ่งจะเหมาะสมยิ่งกว่าการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบบขาดเหตุผล และขาดข้อมูลอย่างรอบด้านเช่นนี้

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงขอเสนอเพื่อให้ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 ดำเนินการดังนี้

1. ขอให้ถอนหนังสือ ฉบับที่ กห. 0484.63/1113 ลงวันที่ 21 เมษายน 2559 ที่ส่งถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เพื่อเป็นการเปิดพื้นที่ให้นักวิชาการได้ทำหน้าที่ในบทบาทของตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในการปกป้องฐานทรัพยากร ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และชุมชนท้องถิ่น ซึ่งไม่ใช่เหตุผลทางการเมือง

2. ทหารในพื้นที่ ต้องวางตนให้เป็นกลางที่สุด ต่อเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน และควรสร้างบรรยากาศทางสังคม บ้านเมืองให้สุขสงบ และดำรงอยู่อย่างปกติที่สุด และควรเป็นหน่วยที่ต้องช่วยการสร้างทางออกที่ดีของสังคมในสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน มิใช่มาวางตนเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง

3. ทหาร จะต้องทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง และต้องเปิดพื้นที่การสื่อสารเพื่อให้ประชาชนทั่วไป ได้รับรู้และเข้าใจถึงผลดี และผลเสียของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรงในระยะยาว ทั้งนี้เพื่อให้คนในพื้นที่ได้มีสิทธิที่จะเลือกอนาคตของตนเองอย่างมีเหตุผลมากขึ้น

4. ทหารในพื้นที่ รวมรวมรวมข้อมูลทางวิชาการที่มีอยู่ และรับฟังความเห็นของประชาชนทั้งหมด เพื่อนำเสนอให้กับผู้บังคับบัญชาส่วนกลางทราบ เพื่อรายงานให้กับรัฐบาลต่อไป

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้  เห็นว่าทหารในพื้นที่คือองค์ประกอบสำคัญที่จะส่งเสริมให้บรรยากาศทางสังคมภาคใต้ให้สุขสงบได้ในขณะนี้ และอยากเห็นการวางตนอย่างเหมาะสม เพื่อให้เป็นที่ไว้วางใจของประชาชนในพื้นที่ได้

ทั้งนี้ได้เห็นถึงความสำคัญ และความจำเป็นของการทำหน้าที่ของนักวิชาการของทุกมหาวิทยาลัย ที่ได้ออกมายืนยันถึงบทบาทของตนเองอย่างตรงไปตรงมาเพื่อร่วมกันปกป้องฐานทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของชุมชนท้องถิ่นทั้งภาคใต้โดยรวม  และยืนยันว่าจะเดินหน้าร่วมกับภาคี เครือข่ายภาคประชาชนอื่นๆเพื่อการปกป้องการทำบทบาทหน้าที่นี้อย่างถึงที่สุดต่อไป

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้)
25  พฤษภาคม 2559

 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง