• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก เราทำงานให้พี่สืบ ศศิน เฉลิมลาภ บทความโดยศศิน เฉลิมลาภ คิดยกกำลัง 2 : ประเมินภัยแล้ง เริ่มคลี่คลาย

คิดยกกำลัง 2 : ประเมินภัยแล้ง เริ่มคลี่คลาย

อีเมล พิมพ์ PDF

ภัยแล้งเรื่องภัยแล้งในวันนี้ต้องชมเชยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพราะเราเคยคุยกันไว้ว่าจะวิกฤติหรือไม่วิกฤติขึ้นขึ้นอยู่กับการจัดการของรัฐบาลว่าใจแข็งพอที่จะปล่อยน้ำออกมาหรือไม่ แต่ทั้งหมดก็คือสามารถที่จะลดจำนวนนาปรังจากที่ต่อปีจะมีประมาณสองหมื่นไร แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากชาวนาซึ่งมีทำกันไม่มาก


และเรามีวินัยการใช้น้ำ จากที่มีประมาณ 3,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ตั้งเป้าใช้เดือนละ 500 ล้านลูกบาศก์เมตร นับตั้งแต่พฤศจิกายนปีที่ผ่านมาจนถึงเดือนเมษายนปีนี้เพื่อรอน้ำในเดือนพฤษภาคม ปรากฎว่าเราใช้น้ำกันประมาณเดือนละ 400 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้เหลือน้ำอยู่ประมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดง่ายๆ ถ้าใช้เดือนละ 500 ล้านลูกบาศก์เมตร ก็ยังได้อีก 4 เดือนถึงจะหมดเกลี้ยง

สถานการณ์ตอนนี้มีน้ำพอสำหรับที่ราบภาคกลาง ภาคใต้นั้นมีน้ำใช้อยู่แล้ว แต่ปัญหาคือทางภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ เชียงราย น่าน แพร่ พะเยา ลำปาง ลำพูน ฯลฯ จะเอาน้ำที่ไหน เพราะว่าตอนนี้อ่างเก็บน้ำข้างบนแทบจะไม่มีน้ำเลย ภาคอีสานที่ใกล้ๆ ภาคกลางอย่างโคราชขึ้นไปก็แทบไม่มีน้ำเช่นกัน

อีกเรื่องคือภาคเกษตร ถ้าเราจะผ่านวิกฤติไปได้คงต้องพึ่งการเสียสละของพี่น้องเกษตรกรที่ไม่ได้ทำนาปรัง เรื่องนี้คนเมืองไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย การประหยัดไม่ได้มีประโยชน์อะไรในตัวเลขปริมาณจริงๆ แต่มันจะมีผลในเชิงจิตวิทยาว่า เราก็ต้องเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ลำบากไปด้วยกัน

เราควรทบทวนกันว่าเราสามารถผ่านวิกฤติได้อย่างไร เพราะว่าการจัดการน้ำไม่ได้ต้องการใช้น้ำมาก แต่ต้องใช้น้ำให้พอดีต่างหาก ก็หมายความว่าในปีอื่นๆ แทนที่จะปล่อยให้เกษตรกรแล้งทุกปีก็ให้เกษตรกรไม่แล้งได้ไหมซึ่งไม่ใช่โดยการให้น้ำเขามากๆ แต่ปรับเปลี่ยนชนิดของพืชเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยและขายได้ราคา เรื่องนี้กระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับไป ซึ่งถ้าทำได้เราจะแก้ปัญหาเรื่องน้ำได้อย่างเบ็ดเสร็จ เพราะปัญหาเรื่องน้ำเรื่องใหญ่ไม่ใช่น้ำท่วมสำหรับเกษตรกรคือเรื่องน้ำแล้ง

ถ้าเรามีปริมาณน้ำที่มีศักยภาพในการกักเก็บซึ่งวันนี้มีอยู่และสามารถกระจายไปในปริมาณที่พอเพื่อให้เกษตรกรสามารถมีรายได้มากกว่าเดิม ผมว่านี่ต่างหากเป็นความสำเร็จใหญ่

ผมยกตัวอย่างเรื่องแม่วงก์ เราคิดว่าเขื่อนแม่วงก์จะเอาน้ำมาให้ชาวนาที่แถวลาวยาวทำนาได้ 3 ครั้งต่อปี หรือ 7 ครั้งใน 2 ปี เหมือนคนอ่างทอง ชัยนาท แต่จริงๆ ไม่ใช่ ใน EIA เขื่อนแม่วงก์บอกเลยว่าถ้าชาวนาต้องการมีรายได้มากขึ้นหลังจากมีเขื่อนเขาต้องปรับจากปลูกข้าวไปปลูกพืชชนิดอื่น ดังนั้นจริงๆ แล้วมันไม่ถึงขั้นต้องมีเขื่อน ขอให้มีแหล่งน้ำขนาดเล็กกระจายไปทั่ว หัวใจสำคัญคือขอให้มีฝ่ายราชการไปช่วยในเรื่องการปรับเปลี่ยนชนิดพืช ทีนี้เกษตรกรก็จะมีรายได้เท่าเดิมหรือมากขึ้น

องค์ความรู้ของเกษตรกรน่าจะมีมากพอในการปรับเปลี่ยนชนิดพืช แต่สิ่งที่เขาต้องการน่าจะเป็นการประกันราคา การหาตลาด หรือพูดง่ายๆ คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ

เราอาจกังวลเรื่องการส่งออกข้าวของไทยที่เป็นอันดับหนึ่ง แต่จะเป็นอะไรไหมที่จะส่งออกอย่างอื่นเป็นอันดับหนึ่งแทน แต่ผมคิดว่าเราก็ยังเป็นอันดับหนึ่งเรื่องข้าวอยู่ เพราะอย่าลืมว่าภัยแล้งมันไม่ได้มาทุกปี นานๆ มาที ถ้าเรารู้ทัน ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการความเสียหายมันก็ลดลง

 

 

รับข่าวสาร