• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ หยุดถ่านหิน ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้

หยุดถ่านหิน ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้

อีเมล พิมพ์ PDF
คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา8 เมษายน 2559 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กลุ่มภาคประชาชนที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และท่าเทียบเรือสำหรับโรงไฟฟ้าฯ ใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ ในนามเครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (Permatamas) รวมตัวเคลื่อนไหวคัดค้านโรงไฟฟ้าผ่านกิจกรรมเดินรณรงค์ “หยุดถ่านหิน ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้” โดยเริ่มต้นจาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ. ปัตตานี) ถึงบ้านคลองประดู่ ตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ในวันที่ 10 เมษายน เป็นระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร
โดยเครือข่ายฯ ได้ชี้แจงจุดประสงค์การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ผ่านแถลงการณ์ว่า โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายๆ มิติ เช่น ทำลายระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชนที่อาศัยทรัพยากรท้องถิ่นในการดำรงชีพ ด้านมลภาวะที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว อีกทั้งยังสร้างความแตกแยกให้กับชุมชน
เครือข่ายระบุอีกว่า รายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) นั้น ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กล่าวคือ มีการศึกษาไม่ครบทุกพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ และกระบวนการรับฟังความเห็นจากประชาชนทำไม่ครบทุกฝ่าย โดยไม่รับฟังความเห็นของผู้เห็นต่างและยังปิดกั้นการมีส่วนร่วม
กิจกรรม “หยุดถ่านหิน ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้” มีขึ้นตั้งแต่วันนี้ (8 เมษายน) ถึง 10 เมษายน ออกเดินตั้งแต่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ. ปัตตานี) ถึงบ้านคลองประดู่ ตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ในวันที่ 10 เมษายน รวมระยะทาง 30 กิโลเมตร ในช่วงเย็นของแต่ละวันจะมีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นต่อสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น มีกำหนดการดังนี้
กำหนดการเดิน “หยุดถ่านหิน : ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้” วันที่ 8-10 เมษายน 2559 8 เม.ย.59
07.00 น. – 08.00 น. รวมพลก่อนออกเดินหน้าลานพระบิดา – คำประกาศ“หยุดถ่านหิน : ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้” โดยตัวแทนนักศึกษา
08.00 น.- 12.00 น. เริ่มออกเดิน
12.00 น. – 13.30 น. รับประทานอาหารเที่ยง ละหมาด
13.30 น. – 16.30 น. เดินถึงจุดหมายปลายทางโรงเรียนปทุมคงคา อ.หนองจิก 17.30 น. – 18.30 น. รับประทานอาหารเย็น
19.00 น. – 20.00 น. เวทีเสวนาชุมชน – คุณอังคณา นีละไพจิตร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
20.00 น. – 21.00 น. ประชุมสรุปงาน
9 เม.ย.59
05.30 น. ละหมาด
06.00 น. – 07.00 น. รับประทานอาหารเช้า
07.00 น. – 12.00 น. ออกเดิน
12.00 น. – 13.00 น. รับประทานอาหารเที่ยง
13.00 น. – 16.30 น. เดินถึงจุดหมายสำนักงานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี
17.30 น. – 18.30 น. รับประทานอาหารเย็น
19.00 น. – 20.00 น. เวทีเสวนา
– ดร.รุสดี ตาเฮ
– คุณมูฮำหมัดอายุบ ปาทาน ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้
– ทนายอับดุลกอฮา อาแวปูเต๊ะ
– อ.มุส วาบา
10 เม.ย.59
07.00 น.  – 08.00 น. รับประทานอาหาร
08.00 น. – 12.00 น. ออกเดิน
12.00 น. – 13.00 น. รับประทานอาหารเที่ยง
13.00 น. – 16.30 น. เดินถึงจุดหมายปลายทาง ณ.บ้านคลองประดู่ ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา
17.00 -18.00 น. รับประทานอาหารเย็น
18.00 น. – 20.00 น. เวทีเสวนา “หยุดถ่านหิน : ต่อลมหายใจชายแดนใต้” ดำเนินรายการโดยคุณรอมฎอน ปันจอร์ (อยู่ระหว่างการประสานงาน)
– ตัวแทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ
– ตัวแทนเครือข่ายประชาชนชายแดนใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ
– ตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
– ตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา
– ตัวแทนชาวบ้านอำเภอเทพา, จะนะ, สะบ้าย้อย, ตัวแทนกปอพช.ใต้ .
แถลงการณ์ร่วมเดิน "หยุดถ่านหิน:ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้"
โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา โดย กฟผ.และรัฐบาล เป็นโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ถึง 2,200 เมกะวัตต์ ตั้งบนพื้นที่ 3,000 ไร่ ใช้ถ่านหินมาเผาวันละ 23 ล้านกิโลกรัม ใช้น้ำทะเลในกระบวนผลิตวันละ 9 ล้านลูกบาศก์เมตร โครงการดังกล่าวส่งผลเสียอย่างมากต่อประชาชนอันได้แก่
- ด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งตัวท่าเรือและการใช้น้ำทะเลและปล่อยน้ำทิ้งลงทะเล ส่งผลต่อทะเล การกัดเซาะชายฝั่ง การดำรงชีวิตของปูปลากุ้งหอย ทำลายการประมงพื้นบ้าน ทำให้ป่าชายเลนผืนสำคัญเสื่อมโทรมลงไป รวมทั้งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมหาศาล อันจะทำให้โลกร้อนเพิ่มขึ้น
- ด้านสุขภาพ จากมลพิษทางอากาศจากฝุ่น โลหะหนัก สารไฮโดรคาร์บอน ที่ปล่อยออกมาตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะไม่เกินมาตรฐาน แต่ด้วยขนาดกำลังการผลิตที่ใหญ่มาก ทำให้จำนวนมลพิษสะสมในพื้นที่จนเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างแน่นอน
- ด้านสังคม ต้องมีการย้ายประชาชนกว่า240 ครัวเรือน หรือย้ายผู้คนนับพันคน กระทบต่อมัสยิดและกุโบร์(สุสาน) 2 แห่ง วัด 1 แห่ง และโรงเรียนปอเน๊าะอีก 1 แห่ง ซึ่งต้องย้ายออกไป กระทบต่อหลักศรัทธาของประชาชนในพื้นที่อย่างยิ่ง สภาพวิถีประมงพื้นบ้าน วิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ที่ใช้ชีวิตบนฐานเกษตรกรรม จะเสื่อมทรุดและสาบสูญ
- ด้านความมั่นคง โครงการดังกล่าวได้สร้างแตกแยกในชุมชน จากการที่ กฟผ.ใช้เงินซื้อทุกอย่าง ใช้อำนาจอิทธิพลข่มขู่ อีกทั้งพื้นที่เทพาและชายแดนใต้มีปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบอยู่แล้ว โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจะเป็นภัยแทรกซ้อนที่สำคัญและเป็นเงื่อนไขใหม่ต่อการปะทุของสถานการณ์ความไม่สงบได้
ปัจจุบัน กฟผ.ได้ส่งรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)ให้กับทางสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)แล้ว การศึกษาผลกระทบฯในรายงานของ กฟผ.นั้น ได้ใช้วิชามารในการจัดทำรายงานและไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายและวิชาการ กล่าวคือ
1. ได้มีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม ในรัศมีเพียง 5 กิโลเมตร โดยมีเจตนาที่จะไม่ทำการศึกษาเข้าไปในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ทั้งๆที่หมู่บ้านแรกของปัตตานีห่างจากโครงการเพียง 7 กิโลเมตรเท่านั้น อันแสดงถึงความไร้หลักวิชาการ ทั้งๆที่ผลกระทบนั้นไกลถึง 100 กิโลเมตร
2. กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งการทำ ค.1 ค.2 และ ค.3 มีความฉ้อฉล มีการซื้อเสียงด้วยการแจกสิ่งของในเวที ค.1 ไม่มีการรับฟังกลุ่มเห็นต่างในการทำเวที ค.2 และมีการใช้กำลังปิดกั้นการมีส่วนร่วมในเวที ค.3 รวมทั้งไม่มีการจัดเวทีสร้างการรับรู้หรือการรับฟังความคิดเห็นใดๆ ในพื้นที่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส แม้แต่ครั้งเดียว
ยิ่งเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้รับรองรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการการพลังงานต่อข้อเสนอโรงไฟฟ้าถ่านหินปานาเระขนาด 1,000 เมกะวัตต์ ยิ่งมีความชัดเจน จังหวัดปัตตานีและจังหวัดสงขลา จะอบอวลไปด้วยมลพิษของควันถ่านหิน ซึ่งอาจจะหนักกว่าควันระเบิดและควันปืน เพราะมลพิษจากถ่านหินนั้นปล่อยออกมาตลอด 24 ชั่วโมงตลอด 40 ปี ซึ่งจะเกิดความเสื่อมโทรมต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ศาสนา และความแตกแยกในชุมชน
สถานการณ์ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ในปัจจุบันมีสถานการณ์ที่ดีขึ้นบ้างแล้ว แต่ก็ยังเปราะบางมาก การเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่เทพาและปานาเระด้วยกระบวนการที่ไม่เป็นธรรม ไม่มีส่วนร่วมในการรับรู้และการร่วมตัดสินใจของประชาชน ไม่มีการศึกษาผลกระทบอย่างครบถ้วนรอบด้าน ไม่สามารถตอบคำถามข้อสงสัยของชุมชนได้แต่กลับไปใช้การแจกของแจกเสื้อแจกเงินและใช้การดูงานเป็นเครื่องมือซื้อเสียงแทน รวมทั้งในช่วงหลังๆที่ทาง กฟผ.หันไปใช้ภาพของอำนาจทหารภายใต้ มทบ.42 มาสร้างภาพเพื่อกดพื้นที่ไม่ให้คัดค้าน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการสร้างเงื่อนไขต่อการพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้อย่างยั่งยืนและต่อการสร้างสันติภาพชายแดนใต้ด้วย
ด้วยเหตุที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพามีความฉ้อฉลมากมาย จึงขอเชิญชวนพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะคนใต้ มาร่วมเดิน “เพื่อต่อลมหายใจคนชายแดนใต้” ในวันที่ 8-10 เมษายน 2559 จาก มอ.ปัตตานี สู่บ้านคลองประดู่ อำเภอเทพา เพื่อสร้างการรับรู้ต่อประชาชนในพื้นที่ และเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา
เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ(PERMATAMAS)
เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน
เครือข่ายนักศึกษา มอ.ปัตตานี เพื่อความเป็นธรรม
8 เมษายน 2559
ติดตามความเคลื่อนไหวกิจกรรม หยุดถ่านหิน : ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้ ได้ที่ https://www.facebook.com/greensouth.org
คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา8 เมษายน 2559 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กลุ่มภาคประชาชนที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และท่าเทียบเรือสำหรับโรงไฟฟ้าฯ ใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ ในนามเครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (Permatamas) รวมตัวเคลื่อนไหวคัดค้านโรงไฟฟ้าผ่านกิจกรรมเดินรณรงค์ “หยุดถ่านหิน ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้” โดยเริ่มต้นจาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ. ปัตตานี) ถึงบ้านคลองประดู่ ตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ในวันที่ 10 เมษายน เป็นระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร

โดยเครือข่ายฯ ได้ชี้แจงจุดประสงค์การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ผ่านแถลงการณ์ว่า โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายๆ มิติ เช่น ทำลายระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชนที่อาศัยทรัพยากรท้องถิ่นในการดำรงชีพ ด้านมลภาวะที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว อีกทั้งยังสร้างความแตกแยกให้กับชุมชน

เครือข่ายระบุอีกว่า รายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) นั้น ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้อง กล่าวคือ มีการศึกษาไม่ครบทุกพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ และกระบวนการรับฟังความเห็นจากประชาชนทำไม่ครบทุกฝ่าย โดยไม่รับฟังความเห็นของผู้เห็นต่างและยังปิดกั้นการมีส่วนร่วม

กิจกรรม “หยุดถ่านหิน ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้” มีขึ้นตั้งแต่วันนี้ (8 เมษายน) ถึง 10 เมษายน ออกเดินตั้งแต่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ. ปัตตานี) ถึงบ้านคลองประดู่ ตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ในวันที่ 10 เมษายน รวมระยะทาง 30 กิโลเมตร ในช่วงเย็นของแต่ละวันจะมีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็นต่อสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น มีกำหนดการดังนี้

คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

กำหนดการเดิน “หยุดถ่านหิน : ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้”
8 เม.ย.59
07.00 น. – 08.00 น. รวมพลก่อนออกเดินหน้าลานพระบิดา – คำประกาศ“หยุดถ่านหิน : ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้” โดยตัวแทนนักศึกษา
08.00 น. - 12.00 น. เริ่มออกเดิน
12.00 น. – 13.30 น. รับประทานอาหารเที่ยง ละหมาด
13.30 น. – 16.30 น. เดินถึงจุดหมายปลายทางโรงเรียนปทุมคงคา อ.หนองจิก 17.30 น. – 18.30 น. รับประทานอาหารเย็น
19.00 น. – 20.00 น. เวทีเสวนาชุมชน – คุณอังคณา นีละไพจิตร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
20.00 น. – 21.00 น. ประชุมสรุปงาน

9 เม.ย. 59
05.30 น. ละหมาด
06.00 น. – 07.00 น. รับประทานอาหารเช้า
07.00 น. – 12.00 น. ออกเดิน
12.00 น. – 13.00 น. รับประทานอาหารเที่ยง
13.00 น. – 16.30 น. เดินถึงจุดหมายสำนักงานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี
17.30 น. – 18.30 น. รับประทานอาหารเย็น
19.00 น. – 20.00 น. เวทีเสวนา
– ดร.รุสดี ตาเฮ
– คุณมูฮำหมัดอายุบ ปาทาน ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้
– ทนายอับดุลกอฮา อาแวปูเต๊ะ
– อ.มุส วาบา

10 เม.ย. 59
07.00 น.  – 08.00 น. รับประทานอาหาร
08.00 น. – 12.00 น. ออกเดิน
12.00 น. – 13.00 น. รับประทานอาหารเที่ยง
13.00 น. – 16.30 น. เดินถึงจุดหมายปลายทาง ณ.บ้านคลองประดู่ ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา
17.00 -18.00 น. รับประทานอาหารเย็น
18.00 น. – 20.00 น. เวทีเสวนา “หยุดถ่านหิน : ต่อลมหายใจชายแดนใต้” ดำเนินรายการโดยคุณรอมฎอน ปันจอร์ (อยู่ระหว่างการประสานงาน)
– ตัวแทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ
– ตัวแทนเครือข่ายประชาชนชายแดนใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ
– ตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
– ตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา
– ตัวแทนชาวบ้านอำเภอเทพา, จะนะ, สะบ้าย้อย, ตัวแทนกปอพช.ใต้ .

คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

แถลงการณ์ร่วมเดิน "หยุดถ่านหิน:ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้"
โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา โดย กฟผ.และรัฐบาล เป็นโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ถึง 2,200 เมกะวัตต์ ตั้งบนพื้นที่ 3,000 ไร่ ใช้ถ่านหินมาเผาวันละ 23 ล้านกิโลกรัม ใช้น้ำทะเลในกระบวนผลิตวันละ 9 ล้านลูกบาศก์เมตร โครงการดังกล่าวส่งผลเสียอย่างมากต่อประชาชนอันได้แก่

- ด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งตัวท่าเรือและการใช้น้ำทะเลและปล่อยน้ำทิ้งลงทะเล ส่งผลต่อทะเล การกัดเซาะชายฝั่ง การดำรงชีวิตของปูปลากุ้งหอย ทำลายการประมงพื้นบ้าน ทำให้ป่าชายเลนผืนสำคัญเสื่อมโทรมลงไป รวมทั้งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมหาศาล อันจะทำให้โลกร้อนเพิ่มขึ้น

- ด้านสุขภาพ จากมลพิษทางอากาศจากฝุ่น โลหะหนัก สารไฮโดรคาร์บอน ที่ปล่อยออกมาตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะไม่เกินมาตรฐาน แต่ด้วยขนาดกำลังการผลิตที่ใหญ่มาก ทำให้จำนวนมลพิษสะสมในพื้นที่จนเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาวอย่างแน่นอน

- ด้านสังคม ต้องมีการย้ายประชาชนกว่า240 ครัวเรือน หรือย้ายผู้คนนับพันคน กระทบต่อมัสยิดและกุโบร์(สุสาน) 2 แห่ง วัด 1 แห่ง และโรงเรียนปอเน๊าะอีก 1 แห่ง ซึ่งต้องย้ายออกไป กระทบต่อหลักศรัทธาของประชาชนในพื้นที่อย่างยิ่ง สภาพวิถีประมงพื้นบ้าน วิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ที่ใช้ชีวิตบนฐานเกษตรกรรม จะเสื่อมทรุดและสาบสูญ

- ด้านความมั่นคง โครงการดังกล่าวได้สร้างแตกแยกในชุมชน จากการที่ กฟผ.ใช้เงินซื้อทุกอย่าง ใช้อำนาจอิทธิพลข่มขู่ อีกทั้งพื้นที่เทพาและชายแดนใต้มีปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบอยู่แล้ว โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาจะเป็นภัยแทรกซ้อนที่สำคัญและเป็นเงื่อนไขใหม่ต่อการปะทุของสถานการณ์ความไม่สงบได้

ปัจจุบัน กฟผ.ได้ส่งรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)ให้กับทางสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)แล้ว การศึกษาผลกระทบฯในรายงานของ กฟผ.นั้น ได้ใช้วิชามารในการจัดทำรายงานและไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายและวิชาการ กล่าวคือ

1. ได้มีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสังคม ในรัศมีเพียง 5 กิโลเมตร โดยมีเจตนาที่จะไม่ทำการศึกษาเข้าไปในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ทั้งๆที่หมู่บ้านแรกของปัตตานีห่างจากโครงการเพียง 7 กิโลเมตรเท่านั้น อันแสดงถึงความไร้หลักวิชาการ ทั้งๆที่ผลกระทบนั้นไกลถึง 100 กิโลเมตร

2. กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งการทำ ค.1 ค.2 และ ค.3 มีความฉ้อฉล มีการซื้อเสียงด้วยการแจกสิ่งของในเวที ค.1 ไม่มีการรับฟังกลุ่มเห็นต่างในการทำเวที ค.2 และมีการใช้กำลังปิดกั้นการมีส่วนร่วมในเวที ค.3 รวมทั้งไม่มีการจัดเวทีสร้างการรับรู้หรือการรับฟังความคิดเห็นใดๆ ในพื้นที่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส แม้แต่ครั้งเดียว ยิ่งเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้รับรองรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการการพลังงานต่อข้อเสนอโรงไฟฟ้าถ่านหินปานาเระขนาด 1,000 เมกะวัตต์ ยิ่งมีความชัดเจน จังหวัดปัตตานีและจังหวัดสงขลา จะอบอวลไปด้วยมลพิษของควันถ่านหิน ซึ่งอาจจะหนักกว่าควันระเบิดและควันปืน เพราะมลพิษจากถ่านหินนั้นปล่อยออกมาตลอด 24 ชั่วโมงตลอด 40 ปี ซึ่งจะเกิดความเสื่อมโทรมต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ศาสนา และความแตกแยกในชุมชน

สถานการณ์ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ในปัจจุบันมีสถานการณ์ที่ดีขึ้นบ้างแล้ว แต่ก็ยังเปราะบางมาก การเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่เทพาและปานาเระด้วยกระบวนการที่ไม่เป็นธรรม ไม่มีส่วนร่วมในการรับรู้และการร่วมตัดสินใจของประชาชน ไม่มีการศึกษาผลกระทบอย่างครบถ้วนรอบด้าน ไม่สามารถตอบคำถามข้อสงสัยของชุมชนได้แต่กลับไปใช้การแจกของแจกเสื้อแจกเงินและใช้การดูงานเป็นเครื่องมือซื้อเสียงแทน รวมทั้งในช่วงหลังๆที่ทาง กฟผ.หันไปใช้ภาพของอำนาจทหารภายใต้ มทบ.42 มาสร้างภาพเพื่อกดพื้นที่ไม่ให้คัดค้าน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการสร้างเงื่อนไขต่อการพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้อย่างยั่งยืนและต่อการสร้างสันติภาพชายแดนใต้ด้วย

ด้วยเหตุที่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพามีความฉ้อฉลมากมาย จึงขอเชิญชวนพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะคนใต้ มาร่วมเดิน “เพื่อต่อลมหายใจคนชายแดนใต้” ในวันที่ 8-10 เมษายน 2559 จาก มอ.ปัตตานี สู่บ้านคลองประดู่ อำเภอเทพา เพื่อสร้างการรับรู้ต่อประชาชนในพื้นที่ และเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา
เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ(PERMATAMAS)

เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน
เครือข่ายนักศึกษา มอ.ปัตตานี เพื่อความเป็นธรรม
8 เมษายน 2559

ติดตามความเคลื่อนไหวกิจกรรม หยุดถ่านหิน : ต่อลมหายใจคนชายแดนใต้ ได้ที่ https://www.facebook.com/greensouth.org
 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง