• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

บันทึกขึ้นภูกระดึงเมื่อต้นปี 2558 (3)

อีเมล พิมพ์ PDF

ภุกระดึงยามสายของปลายหนาว ผมพบตัวเองอยู่บนเส้นทางท่องเที่ยวบน “ภูกระดึง” เดินผ่านร้านอาหารเจ๊กิมเจ้าเก่าแก่จากพื้นที่โซนบริการไปสู้เส้นทางน้ำตกวังกวาง ซึ่งครั้งนี้ผมรู้อยู่แล้วว่าอยู่ในช่วงแล้งและไม่ค่อยมีน้ำ แต่ต้นอ่อนยอดสนสองใบสามใบ และเฟิร์นใต้ต้นก็ยังงดงามอยู่ข้างทาง สำหรับคนชอบธรรมชาติเส้นทางเดินระหว่างทางแม้แล้งขนาดนี้ก็ยังมีอะไรสวยๆให้ดู และเมื่อถึงที่น้ำตกวังกวาง หน้านี้แล้งมีน้ำหยดรินให้สวยแบบ สวยแบบคนชอบธรรมชาติเข้าใจฤดูกาล


แต่ผมพลันคิดถึงว่า “น่าสงสาร นักท่องเที่ยวที่หากมีกระเช้า ขึ้นมาทุกฤดู แล้วจะมาดูอะไร เดินไหวไหม เดินเข้าไปก็ไกลนัก แต่ละที่ ?”

จากน้ำตกวังกวางบนเส้นทางต่อไป แม้จะแล้ง แต่ลานหิน และเส้นทางก็จินตนาการได้ว่า มีฝนลงมาจะสวยแค่ไหน ทางไปน้ำตกเพ็ญพบรายทางแล้งๆ ผมรู้สึกว่าหากสังเกตรายละเอียดก็ยังมีความงดงามเล็กๆให้ชมบนดูเส้นทางเชื่อมไปยังสถานที่ท่องเที่ยวบนภูกระดึง เส้นทางใกล้ๆ ก็มีการขยายกว้าง แต่ไกลออกไปยังเป็นทางเล็กๆลัดเลาะลานหินและดงหญ้า แสงแดดหน้าหนาว ก็ทำให้ร้อน และไกล แต่นั่นไม่เป็นอุปสรรค์ใดๆกับคนที่ปีนภูสูงขึ้นมาได้ ผมมาถึงน้ำตกเพ็ญพบใหม่มีน้ำรินๆ แต่เห็นแผ่นหินและพืชเกาะก็จินตนาการได้ถึงฤดูที่น้ำไหลแผ่หินมาตกเป็นม่านบางฝอยกระเซ็น ผมสังเกตตามที่ท่องเที่ยวแทบไม่มีร่องรอยของคนทิ้งขยะ สถานที่ดูมีการจัดการที่ดี ระหว่างทางเดินไปที่ต่างๆ มีป้ายบอกทางชัดเจน ป่าสนรอบๆ ตัวผมดูสมบูรณ์หนาตามากกว่าที่ผมเคยเห็นเมื่อยี่สิบปีที่แล้วมาก

ตกเย็น....ผมนั่งรอเวลานัดกับพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก ที่นี่รอรับผู้คน ไม่ต้องเป็นนักเดินทางชั้นเซียน ภูกระดึง ใครๆส่วนใหญ่ก็ขึ้นมาได้ ถ้าตั้งใจ ผมนั่งมองนักท่องเที่ยวกลุ่มต่างๆ แต่งตัวสวย สบายๆ ก็ยังมาได้ทุกคนดูมีความสุขกับอากาศที่เย็นลงอีกครั้ง แสงเย็นสวยให้ถ่ายรูปกันสนุกสนานในวันที่มีคนไม่มากนัก ทุกอย่างสบายๆ บรรยากาศของความสุขในความสวยงามของภูมิประเทศ และความพอดีของจำนวนนักท่องเที่ยวกับพื้นที่ที่เหมาะสม ไม่อึดอัด และเอะอะมั่งเทิ่ง ทุกคนให้เกียรติยิ้มแย้ม เอื้ออาทรกันและกันแม่จะไม่รู้จักกันมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มอื่นๆ ถ่ายภาพในมุมสวย

ผมนั่งมองผู้คนสลับกับท้องฟ้า และดวงอาทิตย์พลางคิดว่า อยากให้ภูกระดึงเป็นจุดหมายของคนที่เริ่มเดินทางสัมผัสธรรมชาติ ด้วยสองเท้า เพื่อผลิตหัวใจที่ใกล้ๆ กันในการเห็นคุณค่าของความไกล...ในวันงามของโลก และแน่นอนว่าให้นำความรู้สึกตอนนี้แหล่ะที่จะเป็นแนวร่วมที่มีพลังที่จะรักษามันไว้

ที่ผาหมากดูกนี้เป็นหน้าผาที่ใกล้จุดที่เขาวางไว้ว่าจะสร้างกระเช้าภูกระดึง ดังนั้นเข้าใจได้ว่าที่นี่คงเป็นพื้นที่เป้าหมายหลักในการให้คนขึ้นกระเช้ามาชมวิวตรงนี้ ว่ากันว่าร้านค้าชาวบ้านที่นี่อาจจะอยากให้เกิดกระเช้าไวๆ ต่างจากร้านที่อื่นที่ไม่ค่อยอยากให้มีกระเช้า แต่ผมก็ไม่ได้ไปสอบถามให้เป็นประเด็นเสียบรรยากาศงดงามในหัวใจ

ภูกระดึง

ดวงอาทิตย์ลดระดับลงมาใกล้เหลี่ยมผา แสงจ้าฝ้าหมอกค่อยๆ หายไปกลายเป็นลูกกลมส้มแดง ลอยอยู่เบื้องหน้าพวกเรา ผมเดินผ่านทางป่าสนสวยงามมาสองกิโลเมตรจากที่กางเต็นท์หลังจากไปเดินตากแดดดูป่าสนบนเส้นทางท่องเที่ยวน้ำตกในวันที่แห้งแล้ง เพื่อนั่งรอแสงสุดท้ายของวันกลางอากาศเย็นสบาย พระอาทิตย์ดวงเดียวกับ ที่อื่นๆ กลับมีความหมายแตกต่างไปเมื่อเดินถึงสุดขอบผา ที่ยกระดับแผ่นดินขึ้นมาเมื่ออดีตกาลโพ้น จนใกล้มวลเมฆงาม ด้วยพลังขา และพลังใจ

อดคิดไม่ได้ว่าอีกหน่อย จะขึ้นมา ก็แค่รอเวลา ที่เหมาะ จองตั๋วทัวร์ขึ้นกระเช้า มาชม แล้วลงไปหาร้านอาหารหรูๆ ที่ข้างล่าง แต่นั่นแหล่ะคงไม่ใช่ความหมายเดิมๆ ของนักเดินทางรุ่นเราในวันนี้อีกต่อไป ผมเชื่อว่าคุณค่าของที่นี่ ภูกระดึงคือเรื่องนี้จริงๆ เรื่องความหมายแห่งการเดินไกล เพื่อมาใกล้คุณค่าของธรรมชาติ และผมแน่ใจว่าภูเขายอดตัดสวยๆ แบบนี้ เป็น เส้นทาง trekking ที่ดีที่สุดของประเทศไทย ไม่ไกลเกิน ไม่ลำบากเกิน แต่ขึ้นมาแล้วสวยคุ้ม องค์ประกอบของการบ่มเพาะความเข้าใจใกล้ชิดธรรมชาติ ให้คนจำนวนมาก ที่เข้าถึงได้ ถึงมีกระเช้าแล้วบอกว่าเส้นทางเดินก็ยังอยู่ แต่เชื่อไหม จะไม่ใช่คุณค่าความหมายของภูกระดึงที่ทำหน้าที่นี้ให้ประเทศไทยมาหลายสิบปี เส้นทางแห่งความหมาย ร่วมกันของยุคสมัย รุ่นคุณปูย่าตายาย มาถึงเรา และ มันจะเป็นเพียงประวัติศาสตร์ เส้นทางที่จะหายไป หายไป หายไปจากยุคสมัย ที่ผ่านมา

ผ่านคืนหนาวเหน็บบนภูสูงอีกคืน ผมเดินผ่านเส้นทางเดินสู่หลังแป เพื่อเดินทางกลับ ขณะเดินทอดน่องสบายๆก่อนลงเขาทางยาว มีรถเข็นกระเป๋าพร้อมหนุ่มหน้าเข้มเดินสวบๆ เข็นรถมาทันผม และทักทายด้วยความที่จำได้ว่าผมเป็นใคร เขาเปิดประเด็นถามผมก่อนเรื่องกระเช้าว่า “เขาจะสร้างแน่ใช่ไหม?”

แหมทำอย่างกับผมเป็นคนตัดสินใจ หรือไปรู้ใจเขาวะอย่างนั้น

ตลอดเกือบสามกิโลเมตรก่อนลงเขา ที่เขาต้องเปลี่ยนจากรถเข็นเป็นหาบลง เราคุยกันมาตลอดทางผมถามเขาได้ความว่าเขาเป็นหนุ่มใต้ชื่อ “เบียร์” ได้เมียที่อำเภอนี้ หาบของมาตั้งแต่สิบปีที่แล้ว ตอนนี้อายุสามสิบกลางๆ น้ำหนักรวมของกระเป๋าที่จะเอาลงวันนี้ 75 กิโลกรัม เบียร์เล่าให้ฟังว่า ครั้งแรกแบกแต่ 18 กิโลกรัมเท่านั้น ใช้เวลาสะสมประสบการณ์อยู่เป็นปีกว่าจะได้ขนาดน้ำหนักนี้ ทั้งเทคนิค ความแข็งแรง และความอดทน ผมทราบจากเขาว่าตอนนี้มีคนหาบของ 330 คน เป็นลูกหาบผู้หญิงประมาณ 50 คน บางคนแบกได้ถึงอายุ 60 คนแข็งแรงหนุ่มๆ ก็ว่ากันที่ 60-70 กิโลกรัม ผู้หญิงราวๆ 40 คน แบกได้ราวๆคนละ 40 กิโลกรัม การมาแบกของนี่จะไม่มีคนต่างถิ่นเลย อย่างเขานี่ก็ต้องมาเป็นเขยบ้านนี้ ถึงมาแบก เคยมีคนตาย ระหว่างแบก คนหนึ่ง จากโรคหัวใจ นอกนั้นก็กระดูก เส้น ไปตามเรื่อง ไม่มีอะไรร้ายแรงมาก ตอนนี้ค่าจ้างน้ำหนัก 30 บาท/กิโลกรัม แต่ถ้าเป็นแบกของร้านค้าประจำ ก็ 15 บาท เดือนที่ได้งานเยอะคือช่วง พ.ย. ถึง ม.ค.

ดังนั้นผมคำนวณคร่าวๆ ก็มีรายได้ 50,000-150,000 แล้วแต่ความแข็งแรง และขยัน แต่อย่างร้านค้าประจำที่ผมฝากท้องอยู่หลายมื้อเมื่อสองวันที่ผ่านมานี้บอกว่าตั้งแต่เปิดการท่องเที่ยวเดือนตุลาคมถึงวันนี้ ก็จ้างแบกของขึ้นทุกวัน ร้านเดียวนี่จ้างแบกไปสามแสนกว่าบาท มีร้านข้างบน 32 ร้าน หมายความว่า เศรษฐกิจ เม็ดเงินแบกของ อยู่ที่ 30-50 ล้านบาท ที่มีต่อท้องถิ่น ต่อปี

ส่วนเรื่องกระเช้า เบียร์เล่าว่าเคยลงชื่อเห็นด้วย แต่ไม่ใช่ว่าเพราะเห็นด้วยจริงๆนะ แต่มีคนจากกรุงเทพที่บอกว่าเป็นนักวิชาการมาศึกษามาจัดประชุมกับผู้นำทางการเมืองท้องถิ่นของอำเภอภูกระดึง และจังหวัดเลย ยืนยันว่า ไม่ว่าลูกหาบเห็นด้วยไม่เห็นด้วย "เขา" ก็สร้าง พวกเขาก็คิดกันว่า เขาเป็นผู้ใหญ่ ผู้นำท้องถิ่น ไปแสดงความไม่เห็นด้วยก็ไม่มีทางสู้ ลงชื่อไปเลยก็ได้ว่าเห็นด้วยจะได้ไม่ขัดกัน

ผมอธิบายว่า "เขา" ที่น้องพูดคือรัฐบาลซึ่งก็เปลี่ยนกันเรื่อยๆ แล้วแต่ใครมีอำนาจช่วงไหน และสนใจประเด็นนี้ มากน้อย ต่างกันอย่างไร อย่างตอนคุณปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ท่านเป็น สส. จังหวัดเลย มาเป็น รมต.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านก็ถือโอกาสผลักดันเพราะอยู่ในอำนาจของท่าน แต่พอผ่านไป ในรัฐบาลการเมืองของท่านเองก็มีการเปลี่ยนตัว รมต. พรรคท่านมา ซึ่งอาจจะไม่สนใจเรื่องนี้มาก เรื่องมันก็ไม่เร่งต่อเร็วนัก เพราะในกรมอุทยานฯ ที่รับผิดชอบคนไม่เห็นด้วยเขาก็มี หัวหน้าอุทยาน เขาก็ต้องเออ ออ ตามนาย ตามการเมืองอยู่แล้ว

จากนั้นเราก็ถึงปลายทางหลังแปเราแยกทางกันที่ตรงนั้น ผมเดินลงเขา ส่วนเบียร์แยกไปเตรียมตัวเอาของขึ้นหาบที่ศาลาใกล้ๆ จริงๆแล้วผมไม่ชอบเห็นพี่น้องต้องมาทำงานหนักหาบของที่อาจจะสร้างผลเสียต่อร่างกาย และต้องอดทน แบกของไปให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปมีความสุข ชมธรรมชาติ สำราญกันบนอาชีพลูกหาบ แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานาน ประเด็นนี้มองไปก็ลำบากใจ ส่วนตัวแล้วขึ้นสามครั้งหลังๆเราก็จำกัดของมีแค่ชุดนอนอีกชุดเดียว เอาขึ้นไปเอง เพราะบนนั้น ก็มีทุกอย่าง ค่าแบก กับ ค่าใช้จ่ายซื้อข้าวข้างบนก็พอกัน ร้านค้าเขาก็ทำธุรกิจจ้างแบกอยู่แล้ว ส่วนใครจะต้องเอาของไปเยอะอันนั้นก็สิทธิส่วนตัวแต่ประเด็นใหญ่คือ คนที่ทำงานเป็นลูกหาบ ที่เป็นกลไกสำคัญพัฒนาการท่องเที่ยวบนนี้มานาน รับกระจายรายได้ปีละ 30-50 ล้านบาท จากการแบก สามสี่เดือน และจากร้านค้าอีกไม่น้อยกว่ากัน สู่ท้องถิ่น ก็จะเปลี่ยนไป

ภูกระดึง

เศรษฐกิจที่จากการท่องเที่ยวตรงสู่ชาวบ้านโดยตรงก็จะไปเป็นสัดส่วนให้นายทุนระดับตำบล อำเภอ จังหวัด มากขึ้น เหมือนๆ ใช้อำนาจแย่งกันซึ่งๆหน้า ส่วนจะบริหารได้ดี และกระจายรายได้ ไปหาชาวบ้านได้จริงหรือไม่ ก็เดาได้ ว่าในที่สุดกำไรก็กระจุกอยู่กับใคร ส่วนธรรมชาตินะหรือ หากวันนี้กำไรไม่พอ ขาดทุนก็คงเพิ่มการลงทุนจากการทำลาย มากขึ้น ทำถนน เพิ่มรถ ทำรถราง ที่พักมีไฟฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวก กันเข้าไปบนภู เพิ่มวิธีให้คนขึ้นไปเที่ยว แบบที่เคยเห็นๆ

ส่วนที่ดินรอบภูกระดึง ก็แน่นอน ใครมีตังค์ซื้อไว้ แค่ข่าวมีกระเช้า ก็มีโปรเจค สารพัดคอยปั่นที่ปั่นเงินรวยกันไปก่อนนานแล้ว คนแบกของ ที่ทรหดอดทน แข็งแรงเกินมนุษย์ 330 คน ย่อมไม่มีความหมายอะไรกับความแรงของพลังความอยาก ความไม่พอ ของ "เขา"

ผมลงมาถึงตีนภูตอนเที่ยงวัน...พร้อมคำถามว่าจะมีโอกาสขึ้นไปข้างบนอีกครั้งไหม? โดยวิธีเดิน หรือ ขึ้นกระเช้า ก็ยังไม่รู้สินะ?

(บันทึกไว้เมื่อต้นปี 2558 ในคอลัมน์ จากป่าสู่เมืองนิตยสารสารคดีเดือน ม.ค, ก.พ., มี.ค. 2558)


บันทึกขึ้นภูกระดึงเมื่อต้นปี 2558 ตอนที่ 1
บันทึกขึ้นภูกระดึงเมื่อต้นปี 2558 ตอนที่ 2
บันทึกขึ้นภูกระดึงเมื่อต้นปี 2558 ตอนที่ 3

 

 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง