• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

บันทึกขึ้นภูกระดึงเมื่อต้นปี 2558 (2)

อีเมล พิมพ์ PDF

ภูกระดึงเช้าวันแดดแรงวันนั้น ยังพอมีความเย็นของความกดอากาศสูงที่มาอีกระลอก ตีนภูอากาศเย็นแสดงว่าพอขึ้นไปข้างบนยามค่ำคืนก็เรียกว่ายะเยือกแน่ นี่เป็นความคาดเดาของผมที่มีต่อช่วงเวลาค่ำคืนที่ผมน่าจะขึ้นไปถึง ผมจำรายละเอียดอะไรเกี่ยวกับการเดินขึ้นภูกระดึงเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วได้ไม่ชัดเจนนัก โดยเฉพาะชื่อจุดพักที่เรียกว่า ซำ ต่างๆ ต้องขอบคุณการผลักดันให้สร้างกระเช้าภูกระดึงครั้งใหม่ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมปีนภูขึ้นมาทบทวนความหลังในวัยขนาดนี้ แน่นอนว่าซำแรกที่ยังจำได้แม่นอยู่ซำเดียวคือ “ซำแฮก”


อากาศสายปลายเดือนมกราคมยังคงหนาวเย็นตั้งแต่ตีนภู แต่พอพระอาทิตย์ขึ้นเต็มที่พ้นยอดไม้ ที่ไม่ค่อยเหลือใบไม้ในหน้าแล้งเนื่องจากเป็นป่าเต็งรังตลอดเส้นทางชันดิกพันกว่าเมตร ก็ทำให้ความร้อนจากภายนอกปะทะกับภายในที่หอบเหนื่อยตั้งแต่ไม่กี่สิบเมตรแรกของการเดินทาง ระหว่างทางผมสวนทางกับคุณลุงคุณป้าคณะหนึ่ง ที่กำลังเดินกลับ คณะนี้ดูแล้วไม่ได้เตรียมตัวมาเที่ยวแบบนี้ แต่ละคนใส่รองเท้าแตะ หอบเหนื่อย แต่มีแววตาสนุกสนาม บอกกับผมว่าขึ้นถึงซำแฮกก็ไม่ไหว เดินลงกลับมา ผมก็ว่าดีแล้ว เพราะต่อจากนั้นไป ก็ยาวไปอีกสี่ห้าเท่าตัว ถ้าไม่ได้เตรียมตัวมาเที่ยวขึ้นไปค้าง แบบนี้ขึ้นต่อไปก็กลับไม่ทัน แต่ดูจากการเตรียมความพร้อมของคนวัยนั้น ที่ไม่พร้อม ไม่รู้ข้อมูลยังไปได้ถึงซำแฮกทำให้ผมค่อยๆ เดินขึ้นบันไดหินที่น่าจะปรับปรุงขึ้นใหม่ บางช่วงเดินยาก ก็มีราวจับ ทำให้การขึ้นถึงซำแฮกของผมไม่ทุลักทุเล เท่าที่กังวล

เพิงอาหารที่ซำแฮกสักสิบกว่าร้านรอรับนักท่องเที่ยวอยู่ แน่นอนว่าผมไม่พลาดที่จะไปอุดหนุนน้ำและขนม เพื่อที่จะหาโอกาสพูดคุยกับแม่ค้า และเก็บข้อมูลราคาอาหาร ผมพบว่าแม้ไม่ได้ขึ้นมาซำแฮกยี่สิบกว่าปี ของขายมากขึ้น อาหารไม่แพง ข้าวราด 45 บาท น้ำกระป๋อง 30 แบกขึ้นมาขนาดนี้ แม่ค้าอัธยาศัยน่ารักมากๆ สุภาพ ใจดี แม้จะเชิญชวนให้เข้าไปนั่ง แต่กริยาอาการดูน่ารัก มีน้ำใจไมตรีอย่างจริงใจ พอ คุยกันเรื่องกระเช้าพี่ร้อยแม่ค้าร้านที่ผมเลือกนั่งร้านนี้บอกว่าคนอำเภอภูกระดึงที่อยากได้ ก็บอกว่าอยากให้ข้างล่างเจริญๆ มีนายทุนมาซื้อที่รอบภูไว้เยอะแล้ว

..แล้วแกก็บอกผมอย่างปลงๆว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิดเน๊าะ...” ผมก็บอกพี่เขาว่า ..ไม่แน่หรอกครับ...

ภูกระดึง

ระหว่างทางต่อจากนั้นผมสวนทางกับคนรับจ้างแบกของของภูกระดึงอายุน่าจะสักหกสิบเมื่ออบถามน้ำหนักที่เขาแบกลงมาเขาตอบว่าเที่ยวนี้ 40 กว่าโล บอกผมว่าคนหนุ่มๆ ได้ถึง 70 โล ผมคิดว่าน้ำหนัก 70 กิโลกรัมเท่าน้ำหนักผมเลย ระหว่างนั้นรู้สึกถึงว่า คนเรานี่ช่างมีศักยภาพ จริงๆ ลำพังเป้ที่ผมเอาขึ้นมาไม่ถึงสิบกิโล ตั้งใจจะแบกเองนี่ก็แทบตายแล้ว เห็นแล้วคิดถึงตัวเอง ปัญหานิดหน่อยก็ไม่อยากเดินต่อท้อบ่อย...ทั้งการเดินครั้งนี้และอุปสรรค์ปัญหาอื่นของชีวิต ระหว่างนั่งพักใต้ต้นไม้ผมก็คิดได้ว่า .......ท้อได้ แต่ไม่แพ้ ...ก็จบ

เออบางทีการเดินขึ้นภูกระดึงนี่มันไม่ใช่ให้ขึ้นไปเที่ยวเล่นอย่างเดียว คนเดินทางขึ้นเขานี่เป็นการต่อสู้กับแรงดึงดูดของโลกที่ดึงเราลงต่ำ ให้เราแพ้ต่อความเย้ายวนใจที่จะเลิกเดินขึ้นหันหลังกลับ ผมว่าเรื่องแบบนี้คงไม่ใช่มีผมคนเดียวที่แว่บคิดได้ระหว่างการเดินเป็นแน่ ระหว่างทางพบน้อง .6 ลุง ป้า น้า อา ทุกวัย สาวบูติก ลูกหาบผู้หญิง เจอหนุ่มคนหนึ่งมาทักจำผมได้ ชวนคุย ไปจบว่า ..ภูกระดึง ไม่ใช่ภูกระเช้า 5555 

ในที่สุดผมก็พาร่างกายวัยกลางคน กับน้ำหนักตัวที่มากกว่าเมื่อขึ้นครั้งแรกเมื่อหนุ่มๆ ผ่านป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าดิบเขาบนเส้นทางโหดทางหินชันดิกก่อนขึ้นถึงยอดหลังแปในตอนบ่าย ที่ผมบันทึกไว้บนเฟสบุว่าวันนี้ใช้เวลา จาก 9.19-15.14 รวมเวลา ขึ้นถึงหลังแป 5 ชั่วโมง 55 นาที 555”

จากหลังแป ทิวทัศน์ป่าสน และไม้พุ่มดูหนาตาขึ้นมาก ระหว่างทางเดินทรายตามการผุพังของหินชุดภูพานที่ผิดทับยอดภูตัดเป็นที่ราบกว้าง ผมพบตัวเองเจ็บขา ตึงไปหมด เมื่อถึงบริเวณกางเตนท์ ก็นำเอกสารจองเตนท์ และเครื่องนอนจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวไปแสดง พบการบริการแบบมืออาชีพ อัธยาศัยการต้อนรับดีมากทั้งๆที่เขาก็จำผมไม่ได้ ผมประเมินการบริการรวมถึงคุณภาพเครื่องนอนเทียบกับค่าใช้จ่ายแล้วคิดว่าไม่แพงเลย และพูดได้เต็มปากว่าการทำงานบริการของอุทยานแห่งชาติที่นี่ดีพอที่จะรองรับนักท่องเที่ยวอย่างน่าประทับใจ หากจำนวนไม่มากจนเกินไป

เย็นค่ำนั้น อากาศเย็นลงฮวบฮาบ ดีที่อาหารร้อนๆ บนร้านค้าที่มีให้เลือกหลายร้านอร่อย ไม่แพงเมื่อเทียบกับการขนส่งที่ต้องจ้างคนแบกขึ้นมาทำให้เราอบอุ่นร่างกาย และที่สำคัญก็คือความน่ารัก และอัธยาศัยใจคอของเจ้าของร้านแทบทุกร้านที่สร้างความอบอุ่นใจอย่างยิ่ง ผมตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะต้องฝ่าความหนาวไปดูพระอาทิตย์ขึ้นให้ได้ก่อนที่จะหลับไปในเตนท์ ที่อุณหภูมิภายนอกต่ำลงไปเป็นเลขตัวเดียวตั้งแต่ยังไม่ดึก

ตีห้าเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง นัดหมายให้คนมาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น มาพร้อมกัน เราออกเดินตรงเวลา ออกมาในความมืด ไฟฉายจากคณะเดินทางที่ไม่รู้จักกันส่องทาง ให้เห็นกลุ่มต่างๆ ผมเดินดุ่มตามกลุ่มแรกในความมืด ลองปิดไฟฉายเดินไปเรื่อยๆ ในความมืด สักพักมีหนุ่มสาวคู่หนึ่งเร่งฝีเท้าแซงขึ้นไป ทำให้ผมรู้แล้วว่าอายุ และร่างกายต่างกับเมื่อก่อนเยอะ นั่นทำให้ผมต้องเร่งฝีเท้าขึ้นมา มีอีกกี่คณะอยู่เบื้องหลังไม่ทราบ เห็นเพียงแสงไฟ และแว่วเสียงคุยมาไกลๆ ร่างกายเมื่อเริ่มเร่งเดินก็หายหนาว ผมจำได้ว่า เมื่อก่อนเคยเดินมาเองครั้งหนึ่งและหลงทาง แล้วทางเมื่อก่อนไม่กว้างขนาดนี้ นอกจากนี้ได้ยินว่า เส้นทางนี้มักมีช้างเดินออกมาเจอกับนักท่องเที่ยวบ่อยๆ

ยังไม่ถึงตีห้าครึ่งดี เราก็มาถึงผานกแอ่น ที่ระยะห่างออกมา 2.3 .. ในความมืดรอบตัว ผมมานั่งสงบอยู่ที่ก้อนหินติดหน้าผา วิวเบื้องหน้า เป็นเมืองเล็กๆ มีไฟระยิบระยับ และมีไฟถนนเหยียดยาว ลมหนาวเริ่มพัดมาให้เย็นขึ้นหลังจากร่างกายหายร้อนจากการออกกำลังกายเดินจ้ำมาสองกิโลกว่า ผมนั่งอยู่ในความมืดสักครู่ก็มีคนอื่นๆ มานั่งกันอยู่ใกล้ๆ ไม่ทราบจำนวน แต่คาดว่าคงเต็มหน้าผา ถ้าเป็นเมื่อก่อนเสียงคุยกันคงมากกว่านี้ แต่เดาว่าเช้านี้ ครึ่งหนึ่งของคนที่มา ก็กำลังใช้โทรศัพท์สื่อสาร ก้มหน้ากันอยู่เหมือนผม ท่ามกลางอากาศเย็น ลมหนาวมากขึ้นๆ

ภูกระดึง

โดยรวมแล้ว ผมรู้สึกดีกับระบบการจัดการของอุทยาน ที่ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่อัธยาศัยดี คอยดูแลนักท่องเที่ยว จำนวนมาก ที่พัก และเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆก็อยู่ในสภาพดี ร้านค้า อยู่ในบริเวณเขตบริการ ตามระเบียบเรียบร้อย อาหารราคายุติธรรม สะอาดสะอ้านดี รสชาติดี ภูกระดึงยังสงบ และงดงามในยามไม่ใช่เทศกาล นักท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ต่างร่วมใจ รักษาธรรมชาติ แม้ผ่านเวลามายาวนาน แน่นอนว่าความรู้สึกแบบนี้ ก็คงเป็นกันทุกคนที่ได้ขึ้นมาสัมผัสที่จะรู้สึกตรงกันว่าเก็บไว้แบบนี้ๆ นานๆไ ด้ไหม

พระอาทิตย์ดวงเดียวกัน สวยมหัศจรรย์นักที่ผานกแอ่น ผมมองไปยังลานหินรอบตัว นักท่องเที่ยวสักร้อยกว่าคนในแสงแรกของวันก็คงคิดเหมือนผม ดูเหมือนว่าหลายคนจะเริ่มจำผมได้ และเข้ามาทักทายถ่ายรูปด้วยมิตรภาพ

ดีที่ไม่มีใครชวนคุยเรื่องหนักๆ แบบกระเช้าภูกระดึงกับผมในเช้าวันนั้น

แน่นอนว่าผมก็ไม่อยากคุยเปิดประเด็นกับใครในเช้าวันสวยเช้านั้น

(บันทึกไว้เมื่อต้นปี 2558 ในคอลัมน์ จากป่าสู่เมืองนิตยสารสารคดีเดือน ., .., มี.. 2558)

บันทึกขึ้นภูกระดึงเมื่อต้นปี 2558 ตอนที่ 1
บันทึกขึ้นภูกระดึงเมื่อต้นปี 2558 ตอนที่ 2
บันทึกขึ้นภูกระดึงเมื่อต้นปี 2558 ตอนที่
3

 

 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง