• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก เราทำงานให้พี่สืบ ศศิน เฉลิมลาภ บทความโดยศศิน เฉลิมลาภ หากไม่สนใจสิ่งที่เราเสนอไป ก็จะต้องเคลื่อนไหวต่อไป

หากไม่สนใจสิ่งที่เราเสนอไป ก็จะต้องเคลื่อนไหวต่อไป

อีเมล พิมพ์ PDF
หากไม่สนใจสิ่งที่เราเสนอไป ก็จะต้องเคลื่อนไหวต่อไป โดยต้องแสดงออกว่าไม่รับ
ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร “…หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมา เราพอรับได้ก็ยอมรับ แต่หากไม่สนใจสิ่งที่เราเสนอไป ก็จะต้องเคลื่อนไหวต่อไป โดยต้องแสดงออกว่า ไม่รับ …”
เรื่องสิทธิชุมชนเพราะถือเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนและชุมชนสู้มา ที่ภาคประชาชนส่วนใหญ่ศึกษามาว่าสิ่งที่มากระทบต่อสิทธิของชุมชนคือ โครงการของรัฐหรือเอกชนที่ร่วมกับรัฐ ที่มาทำลายสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาประชาชนก็ต่อสู้เพื่อให้เกิดการป้องกัน ทั้งนี้ ไม่ใช่การขัดขวางการพัฒนาแต่เป็นการไปสู่ความสมดุลและยั่งยืน ซึ่งความเชื่อนี้มากับกระแสโลกที่ต้องเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่มีมาตั้งแต่ปี 2540 แล้ว แต่รัฐธรรมนูญ ปี 2559 กลับจะกำหนดในสิ่งที่ทำให้ถอยหลังกลับไป นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้บริหารประเทศต้องเข้าใจว่า โลกเราต้องเติบโตอย่างยั่งยืน เราจะกลับไปพัฒนาโดยใช้รัฐเป็นศูนย์กลางไม่ได้ เราในฐานะนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็ต้องไม่ยอม
การกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐนั้นเป็นเรื่องของเมื่อประมาณ 40-50 ปี ที่แล้ว ที่ข้าราชการมีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชน และยังไม่ได้ถูกแทรกแซงจากภายนอก แต่ปัจจุบันไม่ใช่ ข้าราชการบางส่วนก็มีผลประโยชน์ ดังนั้น รัฐอาจทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ เพราะเป็นอำนาจ รัฐอาจบอกว่าทำได้เท่านี้ จะรับหรือไม่รับ แนวคิดแบบนี้ ทำไม่ได้ ต้องมีการคาน มีความสมดุล มีความยั่งยืน
“ที่ผ่านมา ราชการก็ร่วมมือกันทำงานกับประชาชนมานานแล้ว จะย้อนกลับไปใช้วิธีเดิมทำไม การที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมคือการทำงานที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ส่วนการเปิดช่องให้ประชาชนฟ้องร้องรัฐในฐานละเมิด ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ปี 2559 หายไปนั้น ผมมองว่าเมื่อรัฐทำในสิ่งที่ดีที่ไม่มีผลกระทบต่อประชาชน ก็ไม่มีใครจะไปฟ้องร้องรัฐ แต่การทำแบบนี้เหมือนกับรัฐต้องการทำบางอย่างที่มีผลกระทบแล้วให้ประชาชนฟ้องไม่ได้ นั่นแสดงว่า รัฐไม่มีธรรมาภิบาล”
ผมได้ส่งข้อเสนอแนะและเรียกร้องต่อ กรธ.ไปว่า อย่างน้อยขอให้ในร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2559 นั้น การคุ้มครองสิทธิทางด้านสิ่งแวดล้อมไม่ย้อนกลับไปแย่กว่าปี 2540 หรือปี 2550 แต่นี่แย่กว่า ผมก็ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นอกจากนี้ที่ผ่านมาสื่อมวลชนมักสนใจแต่ประเด็นด้านการเมือง ทำให้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมไม่เป็นที่สนใจ ดังนั้นในเดือนมีนาคมนี้จะจัดเวทีเพื่อพูดคุยและหารือในกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดในร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2559 ด้วย ส่วนการจะยกระดับเปลี่ยนเป็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น มองว่า วันนี้เขารับฟัง ก็เสนอความเห็นไป และเสนอไปเรื่อยๆ เขาจะรับหรือไม่รับ ก็เป็นสิทธิของเขา แต่หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมา เราพอรับได้ก็ยอมรับ แต่หากไม่สนใจสิ่งที่เราเสนอไป ก็จะต้องเคลื่อนไหวต่อไป โดยต้องแสดงออกว่า ไม่รับ
“ผมเชื่อว่า กรธ.น่าจะยอมแก้ไขในสิ่งที่ภาคเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมเสนอ เนื่องจากการแก้ไขไม่ขัดกับการดำเนินโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล และมองว่าขณะนี้รัฐบาลไม่อยากจะเสียความเชื่อมั่นจากประชาชนไปมากกว่านี้”
ที่มา ‘รธน.ฉบับมีชัย’ คุ้มครองหรือจำกัดสิทธิชุมชน-สิ่งแวดล้อม’ มติชน ออนไลน์ 14 ก.พ. 59 อ่านเนื้อหาฉบับเต็มพร้อมความเห็น เดชรัตน์ สุขกำเนิด ได้ที่ http://www.matichon.co.th/news/37340
ศศิน เฉลิมลาภเรื่องสิทธิชุมชนเพราะถือเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนและชุมชนสู้มา ที่ภาคประชาชนส่วนใหญ่ศึกษามาว่าสิ่งที่มากระทบต่อสิทธิของชุมชนคือ โครงการของรัฐหรือเอกชนที่ร่วมกับรัฐ ที่มาทำลายสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาประชาชนก็ต่อสู้เพื่อให้เกิดการป้องกัน ทั้งนี้ ไม่ใช่การขัดขวางการพัฒนาแต่เป็นการไปสู่ความสมดุลและยั่งยืน ซึ่งความเชื่อนี้มากับกระแสโลกที่ต้องเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่มีมาตั้งแต่ปี 2540 แล้ว แต่รัฐธรรมนูญ ปี 2559 กลับจะกำหนดในสิ่งที่ทำให้ถอยหลังกลับไป นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้บริหารประเทศต้องเข้าใจว่า โลกเราต้องเติบโตอย่างยั่งยืน เราจะกลับไปพัฒนาโดยใช้รัฐเป็นศูนย์กลางไม่ได้ เราในฐานะนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็ต้องไม่ยอม

การกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐนั้นเป็นเรื่องของเมื่อประมาณ 40-50 ปี ที่แล้ว ที่ข้าราชการมีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชน และยังไม่ได้ถูกแทรกแซงจากภายนอก แต่ปัจจุบันไม่ใช่ ข้าราชการบางส่วนก็มีผลประโยชน์ ดังนั้น รัฐอาจทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ เพราะเป็นอำนาจ รัฐอาจบอกว่าทำได้เท่านี้ จะรับหรือไม่รับ แนวคิดแบบนี้ ทำไม่ได้ ต้องมีการคาน มีความสมดุล มีความยั่งยืน

“ที่ผ่านมา ราชการก็ร่วมมือกันทำงานกับประชาชนมานานแล้ว จะย้อนกลับไปใช้วิธีเดิมทำไม การที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมคือการทำงานที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ส่วนการเปิดช่องให้ประชาชนฟ้องร้องรัฐในฐานละเมิด ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ปี 2559 หายไปนั้น ผมมองว่าเมื่อรัฐทำในสิ่งที่ดีที่ไม่มีผลกระทบต่อประชาชน ก็ไม่มีใครจะไปฟ้องร้องรัฐ แต่การทำแบบนี้เหมือนกับรัฐต้องการทำบางอย่างที่มีผลกระทบแล้วให้ประชาชนฟ้องไม่ได้ นั่นแสดงว่า รัฐไม่มีธรรมาภิบาล”

ผมได้ส่งข้อเสนอแนะและเรียกร้องต่อ กรธ.ไปว่า อย่างน้อยขอให้ในร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2559 นั้น การคุ้มครองสิทธิทางด้านสิ่งแวดล้อมไม่ย้อนกลับไปแย่กว่าปี 2540 หรือปี 2550 แต่นี่แย่กว่า ผมก็ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นอกจากนี้ที่ผ่านมาสื่อมวลชนมักสนใจแต่ประเด็นด้านการเมือง ทำให้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมไม่เป็นที่สนใจ ดังนั้นในเดือนมีนาคมนี้จะจัดเวทีเพื่อพูดคุยและหารือในกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดในร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2559 ด้วย ส่วนการจะยกระดับเปลี่ยนเป็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น มองว่า วันนี้เขารับฟัง ก็เสนอความเห็นไป และเสนอไปเรื่อยๆ เขาจะรับหรือไม่รับ ก็เป็นสิทธิของเขา แต่หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมา เราพอรับได้ก็ยอมรับ แต่หากไม่สนใจสิ่งที่เราเสนอไป ก็จะต้องเคลื่อนไหวต่อไป โดยต้องแสดงออกว่า ไม่รับ

“ผมเชื่อว่า กรธ.น่าจะยอมแก้ไขในสิ่งที่ภาคเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมเสนอ เนื่องจากการแก้ไขไม่ขัดกับการดำเนินโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล และมองว่าขณะนี้รัฐบาลไม่อยากจะเสียความเชื่อมั่นจากประชาชนไปมากกว่านี้”

ที่มา ‘รธน.ฉบับมีชัย’ คุ้มครองหรือจำกัดสิทธิชุมชน-สิ่งแวดล้อม’ มติชน ออนไลน์ 14 ก.พ. 59 อ่านเนื้อหาฉบับเต็มพร้อมความเห็น เดชรัตน์ สุขกำเนิด ได้ที่ http://www.matichon.co.th/news/37340
 

รับข่าวสาร