• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก นางสิงห์เฝ้าป่า รตยา จันทรเทียร นางสิงห์เผ้าป่า - บทความ - ถึงเวลาใช้ป่าอนุรักษ์เป็นป่าชุมชนหรือยัง

ถึงเวลาใช้ป่าอนุรักษ์เป็นป่าชุมชนหรือยัง

อีเมล พิมพ์ PDF

หากลองเอาแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงภาพป่าธรรมชาติของประเทศไทยมาวางซ้อนทับด้วยแผนที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ จะเห็นได้ว่า ป่าผืนใหญ่ที่เหลืออยู่ในวันนี้ เป็นป่าอนุรักษ์แทบทั้งสิ้น

ป่าอนุรักษ์อันได้แก่ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและป่าต้นน้ำ ล้วนมีความสำคัญยิ่งต่อคุณภาพชีวิตของมหาชนคนไทยทุกคน หรืออีกนัยหนึ่งอาจเรียกได้ว่า ป่ามหาชน หมายถึง มหาชนต้องพึ่งพาป่าอนุรักษ์โดยใช้ประโยชน์ทางอ้อมจากป่า เช่น มหาชนใช้น้ำที่ป่าเก็บไว้และ ค่อย ๆ ปล่อยออกมาให้ใช้ ใช้เป็นธนาคารรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พันธุ์พืช จุลินทรีย์เป็นบ้านของสัตว์ป่า

หากป่าอนุรักษ์เสียหาย มหาชนก็เสียหายตามไปด้วย

พระราชบัญญัติป่าชุมชนฉบับที่วุฒิสภารับหลักการในวาระที่ 1 เมื่อ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญ มีข้อกำหนดซึ่งอ่านแล้วได้ความว่า สามารถเปิดป่ามหาชนของประเทศไทยทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ ป่าอุทยานแห่งชาติเขตต้นน้ำลำธาร

ที่รวมเรียกว่าเขตหรือป่าอนุรักษ์ เป็นป่าชุมชนได้ในอนาคต โดยมีข้อแม้สำหรับการขอป่าอนุรักษ์เป็นป่าชุมชน คือ ผู้ขอที่รวมตัวกันห้าสิบคน ต้องเป็นชุมชนดั้งเดิม อยู่ใกล้ป่าที่ขอ และมีพฤติกรรมและประเพณีป้องกันรักษาป่าเป็นเวลาห้าปีติดต่อกันก่อนวันยื่นขอมีป่าชุมชนก็สามารถยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป่าชุมชนประจำจังหวัดเพื่อให้มีป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์ได้

ข้อกำหนดเหล่านี้ผู้เขียนมีความเป็นห่วงใยต่ออนาคตของป่าอนุรักษ์ในเมืองไทยมาก

ผู้เขียนสนับสนุนให้ใช้ป่าขนาดกลางขนาดเล็กเป็นป่าชุมชน แต่การเปิดป่าผืนใหญ่หรือป่าอนุรักษ์ เป็นป่าชุมชนนั้นผู้เขียนยังคิดว่ายังไม่ถึงเวลาเพราะในทรรศนะของผู้เขียนป่าอนุรักษ์เป็นผืนป่าใหญ่และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของชาวไทยทั้งปวง บน ภูเขาที่มีป่าธรรมชาติปกคลุม จะมีต้นน้ำที่เป็นเพียงแอ่งน้ำเล็ก ๆ ตาน้ำที่ไหลซึมออกจากดินรวมกันเป็นธารน้ำน้อย ๆ หลาย ๆ ต้นน้ำรวมกันเป็นห้วยเล็ก ๆ หลาย ๆ ห้วย รวมเป็น ลำธาร หลายลำธารรวมเป็น แม่น้ำ ปิง วัง ยม น่าน ท่าจีน แม่กลอง บางปะกง และแม่น้ำสายหลัก ๆ ของประเทศไทย น้ำเหล่านั้นมาจากผืนป่าขนาดใหญ่เหล่านี้ทั้งสิ้น มาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ

จะมีใครทราบหรือไม่ว่าสองในสามของป่าที่เหลืออยู่ในประเทศไทยวันนี้คือ ป่าที่มีพื้นที่กว้างใหญ่นับแสนไร่ขึ้นไปภายใต้ชื่อเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ ที่ยังอยู่ได้ก็เพราะมีกฎหมายเฉพาะ มีกติกาและเจ้าหน้าที่ในการบริหารจัดการ และที่สำคัญคือ ประชาชนส่วนใหญ่ทั้งในท้องถิ่นและที่อยู่ห่างไกลยอมรับกติกาช่วยกันรักษาไว้ การเปิดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานแห่งชาติ เขตต้นน้ำเป็นป่าชุมชนโดยอาศัยพฤติกรรมของชุมชนเป็นตัวกำหนดจึงเป็นการเสี่ยงอย่างยิ่งที่ผืนป่าใหญ่จะถูกซอยเล็ก ๆ ลงไป ระบบนิเวศที่เคยเกื้อกูลกันระหว่างพืช สัตว์ป่า จุลินทรีย์ ฯลฯ ก็จะถูกรบกวน

สภาพความเป็นต้นน้ำลำธาร สภาพของการเป็นธนาคารรักษาความหลากหลายทางชีวภาพไว้ในพื้นที่ ก็จะถูกแทรกแซง

ถึงวันนี้เป็นที่ประจักษ์ว่า การรักษาผืนป่าธรรมชาติที่เหลืออยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าป่าใหญ่ ป่าเล็ก ป่าน้อย เป็นความจำเป็นของชาติ เป็นประโยชน์กว่าที่จะนำแผ่นดินเหล่านั้นไปเปลี่ยนสภาพเพื่อถ้าเรายังต้อง การให้มีน้ำใช้เพียงพอในหน้าแล้ง

ถ้าไม่ต้องการให้หมู่บ้านถูกน้ำป่าพัง โคลนถล่มทับในหน้าฝน ยังมีสัตว์ป่า สมุนไพร พืชพันธุ์ต่าง ๆ ไว้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมีความเห็นว่า การรักษาป่าใหญ่ต้นน้ำลำธารที่มหาชนใช้ประโยชน์ทางอ้อม เช่น ป่าหรือเขตอนุรักษ์น่าจะเป็นสิทธิและหน้าที่ของมหาชนเข้าร่วมรักษามิใช่กรมป่าไม้แต่เพียงผู้เดียว หรือยกให้เป็นชุมชนดูแลใช้ประโยชน์ แต่ต้องจัดให้มีกรรมการภาคมหาชนเข้าร่วมรักษา ในทุกอุทยานแห่งชาติ ทุกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุกเขตต้นน้ำลำธาร

ส่วนป่าเล็ก ป่าน้อย ขนาด 50 ไร่ 100 ไร่ 1,000 ไร่ กลางที่ทำกินหรือมีพื้นที่ติดต่อกับป่าใหญ่เหล่านี้ น่าจะมอบให้ชุมชนเป็นผู้ดูแลโดยใช้ประโยขน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแต่คงความเป็นธรรมชาติโดยภาคราชการเข้าร่วมในการติดตามดูแลภายใต้หลักการบริหารจัดการต่อไปนี้

- ถ้าเป็นเขตอนุรักษ์ ป่าขนาดใหญ่ ภาคราชการเป็นหลัก ภาคมหาชนเป็นรอง

- ถ้าเป็นป่าชุมชน ป่าขนาดเล็ก ชุมชนเป็นหลัก ภาคราชการเป็นรอง

ผู้เขียนขอย้ำว่าผู้เขียนสนับสนุนการจัดตั้งป่าชุมชนในที่ดินสาธารณะ ป่าสงวนแห่งชาติ ฯลฯ ยกเว้นในเขตอนุรักษ์ เพราะในหลักการไม่ควรมีป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์ แต่ตามความเป็นจริงทุกวันนี้มีป่าชุมชนอยู่ในเขตอนุรักษ์อยู่แล้ว

จึงต้องหาแนวทางแก้ปัญหาโดยสันติวิธี โดยหากบริเวณใดชุมชนได้ดูแลรักษา และใช้ประโยชน์ป่าชุมชนในเขตอนุรักษ์อยู่ก่อนแล้ว

ไม่น้อยกว่าห้าปี ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และยังได้ดูแลรักษาป่าผืนนั้นอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ขอจัดตั้งเป็นป่าชุมชน

ก็สมควรอนุญาตให้จัดตั้งป่าชุมชนได้ แต่ไม่ควรเปิดให้ขออนุญาตจัดตั้งป่าชุมชนในป่าอนุรักษ์ต่อ ๆ ไปในอนาคตไม่สิ้นสุด เช่นที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติป่าชุมชนฉบับที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมายังวุฒิสภาในปัจจุบัน

ขอจบบทความนี้ ด้วยวาทะของอาจารย์ขวัญสรวง อติโพธิ ที่สรุปไว้ในรายการ ”ลานบ้านลานเมือง” เรื่อง”ทิศทางป่าไทย”

เมื่อวาระครบรอบสิบปีของการจากไปของคุณสืบ นาคะเสถียร กันยายน 2543 ดังนี้

ทรัพยากรเป็นป่าของปวงชนชาวไทย เป็นภาระหน้าที่ของรัฐ และสาธารณะชนพลเมือง ระดับต่าง ๆ (ประเทศ, ภูมิภาค,

จังหวัด และชุมชน) จะต้องร่วมกันดูแลรักษา และจัดการทรัพยากร อย่างสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืน เพื่อคุณภาพชีวิต

และสิ่งแวดล้อมของทุกคน …. โดยเฉพาะอย่างยิ่งของอนุชนคนรุ่นหลัง

 

อ.รตยา จันทรเทียร

7 ธันวาคม 2544

 

รับข่าวสาร