• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก

นักวิชาการชี้ผันน้ำโขงไม่คุ้ม

อีเมล พิมพ์ PDF
นักวิชาการชี้ผันน้ำโขงไม่คุ้ม
อบต.จ่ายอ่วมค่าไฟสูบน้ำเข้านาเดือนละล้านข้องใจตัวเลขชลประทาน “แสนไร่” เครือข่ายอีสานแถลง 40 ปีรัฐจัดการน้ำอีสานระบบนิเวศพัง
วันที่ 14 มกราคม 2559 นายสันติภาพศิริวัฒนไพบูลย์อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานีเปิดเผยว่า กรณีที่คณะกรรมการน้ำแห่งชาติได้เห็นชอบแนวทางการผันน้ำจากลุ่มน้ำโขงและสาละวิน เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งซึ่งระบุว่าจะเริ่มดำเนินการทันทีที่พื้นที่ลุ่มน้ำห้วยหลวงโดยจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 4 เดือนและมีโครงการอื่นๆ อาทิโครงการพัฒนาการใช้น้ำโขง-ห้วยหลวง-ลุ่มน้ำสงครามนั้นตนมีความเห็นว่าสำหรับในฤดูแล้งโดยสภาพปัจจุบันน้ำในลำห้วยมีปริมาณน้อยแทบไม่มีอยู่แล้ว และยังมีโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าอีกหลายจุดที่จะสูบน้ำเพื่อทำนาปรังตลอดลำห้วยหลวงทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่ที่ถ่ายโอนมาให้องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) แต่ปัญหาในพื้นที่คือในลำห้วยไม่มีน้ำให้สูบอบต.ก็สูบไม่ได้เพราะมีการบุกรุกพื้นที่ชุมน้ำป่าบุ่งป่าทามเพื่อทำนาปรังกันแทบหมดแล้วสภาพแบบนี้แทบทุกที่รวมทั้งที่ลุ่มน้ำสงครามก็เช่นกัน
“แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือบรรดาอบต. กำลังตกที่นั่งลำบากเนื่องจากอบต. ต้องจ่ายเงินประมาณ 40-60 เปอร์เซนต์ของค่าไฟฟ้าในการสูบน้ำที่เหลือชาวบ้านจ่ายและต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาด้วยที่อบต.สามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม มีสถานีสูบน้ำ 3 แห่งซึ่งโอนมาจากกรมชลประทานมีการสูบน้ำตลอด 24 ชั่วโมงตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 จนถึงเดือนมีนาคมนี้คาดว่าจะได้พื้นที่นาปรัง 3,000ไร่แต่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเดือนละ 1 ล้านบาทไม่รวมค่าบำรุงรักษาระบบเฉลี่ยแล้วต้นทุนค่าน้ำต่อไร่คือ 1,666 บาทในส่วนนี้หากแปลงเป็นเอกชนดำเนินการแทนและชาวบ้านต้องจ่ายทั้งหมดต้นทุนค่าน้ำน่าจะแพงกว่านี้แน่นอนเนื่องจากเอกชนต้องคิดต้นทุนจากค่าไฟฟ้าค่าดูแลรักษาค่าก่อสร้างและกำไรซึ่งอาจทำให้ค่าน้ำแพงมากกว่าเท่าตัว ในกรณีปัจจุบันเป็นน้ำในลำห้วยที่ไม่ได้เสียค่าไฟสูบขึ้นมาจากน้ำโขงแต่หากในอนาคตต้องรวมค่าไฟฟ้าที่สูบน้ำขึ้นมาจากแม่น้ำโขงอีกและสูบข้ามฝายต่างๆ มาเป็นช่วงๆ อีกตามแผนที่มีการศึกษาไว้นั้นจะยิ่งทำให้ค่าน้ำแพงเข้าไปใหญ่ยิ่งอยู่ไกลก็ยิ่งแพง” อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏกล่าวและเพิ่มเติมว่าตัวเลขเดิมความคุ้มค่าอยู่ที่ 5.60 บาท/ลูกบาศก์เมตรที่ไจก้า (JICA- องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น) ได้มาดูและศึกษาเมื่อปี 2553 แล้วบอกว่ามันไม่คุ้ม
“ไจก้าเลยไม่ให้เงินกู้มันแพงและไม่คุ้มทุน แม้ว่าจะทำให้ค่าน้ำลดลงมาเหลือ 3 บาทก็คิดว่ายังแพงอยู่เพราะใช้น้ำ 1,500 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ ดังนั้นค่าน้ำในการทำนาจะอยู่ที่ประมาณ 4,500 บาท/ไร่ คำถามคือปลูกข้าวไร่หนึ่งมีกำไรสูงถึง 4.5 พันบาทหรือไม่ หากทำแบบนี้ชาวบ้านเจ๊งแน่แต่ถ้ารัฐและอบต.ช่วยอุดหนุนให้ในช่วงแรกเพื่อให้ชาวบ้านสนับสนุนโครงการแต่เมื่อทำไปสักระยะจึงโอนให้เอกชนมาบริหารคราวนี้บรรลัยแน่ไม่มีปัญญาซื้อน้ำทำนาแน่นอน”
อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏกล่าวเพิ่มเติมว่าตอนนี้อ่างเก็บน้ำห้วยหลวงมีพื้นที่ชลประทานฤดูแล้งเท่ากับ 0 ไร่ “เวลานี้มีน้ำเพียงพอที่จะทำประปาถึงเดือนพฤษภาคมหรือเปล่ายังต้องลุ้นเป็นแบบนี้มาหลายปีแล้วไม่เคยเกิน 60 เปอร์เซนต์ของพื้นที่โครงการเลยในรอบ 5 ปีมานี้มีพื้นที่ชลประทาน 0 เปอร์เซนต์มา 2 ปีแล้ว”
นายหาญณรงค์เยาวเลิศประธานมูลนิธิบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการกล่าวว่าตนมีข้อสังเกตุดังนี้ 1 โครงการเป็นการสูบน้ำและประตูระบายน้ำ 4-5 แห่งซึ่งจะต้องมีสถานีสูบน้ำที่ใช้ไฟฟ้าเข้ามาพักเป็นช่วงๆก่อนที่น้ำจะลงแม่น้ำโขงคำถามคือเวลาต้องสูบน้ำใครจะจ่ายใช้งบประมาณส่วนใดต้นทุนที่เพิ่มมาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาเนื่องจากมิใช่เพียงการก่อสร้างโครงการแล้วจบ
“2 ตัวเลขที่ภาครัฐระบุว่าจะสามารถเปิดพื้นที่ชลประทานในฤดูฝนได้ประมาณ 250,000 ไร่และฤดุแล้งได้ 102,000 ไร่จำเป็นที่ต้องร่วมกันตั้งคำถามว่าเป็นตัวเลขจริงหรือไม่หลายคนสงสัยว่าตัวเลขนี้มาจากไหน หากคำนวณจากปริมาณน้ำที่จะสูบเข้ามาหรือกักเก็บเพียงร้อยกว่าล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีมันขัดกับตัวเลขพื้นที่ชลประทานเป็นแสนๆ ไร่ ที่อ้างมาคำถามคือตัวเลขเหล่านี้สร้างขึ้นมาเพื่อสนับสนุนความคุ้มทุนของโครงการหรือไม่ ”
ในวันเดียวกันเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสานได้ออกแถลงการณ์ต่อกรณีดังกล่าวโดยระบุว่า กิจกรรมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงมาพื้นที่พร้อมกับหน่วยงานงานที่เกี่ยวข้องมีนัยยะแอบแฝงที่จะฟื้นโครงการโขงชีมูลเดิมซึ่งเป็นโครงการที่มักกล่าวอ้าวอ้างว่าอีสานแล้งซ้ำซากกลายเป็นช่องทางของหน่วยงานรัฐในการนำเสนอโครงการจัดการน้ำขนาดใหญ่ในภาคอีสานตลอดมาอย่างเช่น “โครงการผันน้ำโขง-ชี-มูล”
"บทเรียนการจัดการน้ำด้วยโครงการขนาดใหญ่ในอีสานกว่า 40 ปีแทบจะเป็นบทสรุปความล้มเหลวในทุกโครงการได้แก่ โครงการโขง-ชี-มูลเขื่อนปากมูลโครงการชลประทานระบบท่อโครงการน้ำแก้จนฯลฯ ผลที่เกิดจากโครงการเหล่านี้ได้ทำให้ระบบนิเวศโดยเฉพาะการขุดลอกแหล่งน้ำสำคัญของอีสานพังพินาศไปมากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ การแพร่กระจายของดินเค็มการสูญเสียที่ดินทำกินการสูญเสียพันธุ์ปลาและความหลากหลายทางชีวภาพ ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนมากที่ต้องประสบปัญหาและรอการแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงการเหล่านี้มามากกว่า 20 ปีและผ่านมาแล้วมากกว่า 10 รัฐบาลโครงการบางแห่งก็กลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลวประจานผลงานภาครัฐบทเรียนและงบประมาณรัฐหลายแสนล้านบาทเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างคุ้มค่าและสร้างปัญหามากมายในภายหลัง แต่ก็ไม่ได้ทบทวนแนวทางรูปแบบโครงการแต่อย่างใดกลับจะเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่โดยละเลยกระบวนการและขั้นตอนที่ภาคประชาชนให้ความสำคัญและติดตามมาตลอดและยังวนเวียนซ้ำซากกับโครงการแบบเดิมๆที่เพิ่มขนาดใหญ่ขึ้นใช้เงินมากขึ้นและสร้างผลกระทบมากขึ้น" แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ระบุอีกว่า “เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสานขอแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับโครงการผันน้ำโขง-ชี-มูล เนื่องจากประชาชนทั้งภาคอีสานทุกอำเภอทุกจังหวัดไม่ได้แสดงความคิดเห็นและเปิดให้มีการถกเถียงกันถึงความจำเป็นของโครงการรวมทั้งให้โอกาสประชาชนได้เสนอทางเลือกอันหลากหลายในการจัดการน้ำที่สอดคล้องกับระบบนิเวศอีสานทั้งหมดที่ประกอบไปด้วยพื้นที่ทามทุ่งโคกภู ซึ่งมีลักษณะจำเพาะของแต่ละพื้นถิ่นและสามารถพัฒนารูปแบบที่หลากหลายสอดคล้องมีความยั่งยืนกว่าการบริหารจัดการง่ายกว่าโดยไม่จำเป็นที่จะต้องผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ หรือใช้แม่น้ำระหว่างประเทศเลยกรมชลประทานไม่ควรรวบรัดตัดตอนดำเนินโครงการโดยไม่ฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ของภาคอีสานรัฐควรให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่ทำไปตามรูปแบบขั้นตอนให้เสร็จๆไปทั้งที่ได้กำหนดทุกอย่างเอาไว้แล้วประชาชนคนอีสานไม่ควรถูกบังคับให้ยอมรับการพัฒนาที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดและนำความหายนะมาให้เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา
“เครือข่ายลุ่มน้ำภาคอีสานยังสนับสนุนแนวทางและกระบวนการจัดการน้ำในรูปแบบของชุมชนที่เข้าถึงทรัพยากรอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศในแต่ละท้องถิ่นนั้นๆตามสิทธิการจัดการทรัพยากรน้ำโดยไม่เบี่ยงเบนจากหลักการของการจัดการน้ำที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ” แถลงการณ์ระบุ
ผันน้ำโขงอบต.จ่ายอ่วมค่าไฟสูบน้ำเข้านาเดือนละล้านข้องใจตัวเลขชลประทาน “แสนไร่” เครือข่ายอีสานแถลง 40 ปีรัฐจัดการน้ำอีสานระบบนิเวศพัง

วันที่ 14 มกราคม 2559 นายสันติภาพศิริวัฒนไพบูลย์อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานีเปิดเผยว่า กรณีที่คณะกรรมการน้ำแห่งชาติได้เห็นชอบแนวทางการผันน้ำจากลุ่มน้ำโขงและสาละวิน เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งซึ่งระบุว่าจะเริ่มดำเนินการทันทีที่พื้นที่ลุ่มน้ำห้วยหลวงโดยจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 4 เดือน และมีโครงการอื่นๆ อาทิโครงการพัฒนาการใช้น้ำโขง-ห้วยหลวง-ลุ่มน้ำสงครามนั้นตนมีความเห็นว่าสำหรับในฤดูแล้งโดยสภาพปัจจุบันน้ำในลำห้วยมีปริมาณน้อยแทบไม่มีอยู่แล้ว และยังมีโครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้าอีกหลายจุดที่จะสูบน้ำเพื่อทำนาปรังตลอดลำห้วยหลวงทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่ที่ถ่ายโอนมาให้องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) แต่ปัญหาในพื้นที่คือในลำห้วยไม่มีน้ำให้สูบอบต.ก็สูบไม่ได้เพราะมีการบุกรุกพื้นที่ชุมน้ำป่าบุ่งป่าทามเพื่อทำนาปรังกันแทบหมดแล้วสภาพแบบนี้แทบทุกที่รวมทั้งที่ลุ่มน้ำสงครามก็เช่นกัน

“แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือบรรดาอบต. กำลังตกที่นั่งลำบากเนื่องจากอบต. ต้องจ่ายเงินประมาณ 40-60 เปอร์เซนต์ของค่าไฟฟ้าในการสูบน้ำที่เหลือชาวบ้านจ่ายและต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาด้วยที่อบต.สามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม มีสถานีสูบน้ำ 3 แห่งซึ่งโอนมาจากกรมชลประทานมีการสูบน้ำตลอด 24 ชั่วโมงตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 จนถึงเดือนมีนาคมนี้คาดว่าจะได้พื้นที่นาปรัง 3,000ไร่แต่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าเดือนละ 1 ล้านบาทไม่รวมค่าบำรุงรักษาระบบเฉลี่ยแล้วต้นทุนค่าน้ำต่อไร่คือ 1,666 บาทในส่วนนี้หากแปลงเป็นเอกชนดำเนินการแทนและชาวบ้านต้องจ่ายทั้งหมดต้นทุนค่าน้ำน่าจะแพงกว่านี้แน่นอนเนื่องจากเอกชนต้องคิดต้นทุนจากค่าไฟฟ้าค่าดูแลรักษาค่าก่อสร้างและกำไรซึ่งอาจทำให้ค่าน้ำแพงมากกว่าเท่าตัว ในกรณีปัจจุบันเป็นน้ำในลำห้วยที่ไม่ได้เสียค่าไฟสูบขึ้นมาจากน้ำโขงแต่หากในอนาคตต้องรวมค่าไฟฟ้าที่สูบน้ำขึ้นมาจากแม่น้ำโขงอีกและสูบข้ามฝายต่างๆ มาเป็นช่วงๆ อีกตามแผนที่มีการศึกษาไว้นั้นจะยิ่งทำให้ค่าน้ำแพงเข้าไปใหญ่ยิ่งอยู่ไกลก็ยิ่งแพง” อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏกล่าวและเพิ่มเติมว่าตัวเลขเดิมความคุ้มค่าอยู่ที่ 5.60 บาท/ลูกบาศก์เมตรที่ไจก้า (JICA- องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น) ได้มาดูและศึกษาเมื่อปี 2553 แล้วบอกว่ามันไม่คุ้ม

“ไจก้าเลยไม่ให้เงินกู้มันแพงและไม่คุ้มทุน แม้ว่าจะทำให้ค่าน้ำลดลงมาเหลือ 3 บาทก็คิดว่ายังแพงอยู่เพราะใช้น้ำ 1,500 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ ดังนั้นค่าน้ำในการทำนาจะอยู่ที่ประมาณ 4,500 บาท/ไร่ คำถามคือปลูกข้าวไร่หนึ่งมีกำไรสูงถึง 4.5 พันบาทหรือไม่ หากทำแบบนี้ชาวบ้านเจ๊งแน่แต่ถ้ารัฐและอบต.ช่วยอุดหนุนให้ในช่วงแรกเพื่อให้ชาวบ้านสนับสนุนโครงการแต่เมื่อทำไปสักระยะจึงโอนให้เอกชนมาบริหารคราวนี้บรรลัยแน่ไม่มีปัญญาซื้อน้ำทำนาแน่นอน”

อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏกล่าวเพิ่มเติมว่าตอนนี้อ่างเก็บน้ำห้วยหลวงมีพื้นที่ชลประทานฤดูแล้งเท่ากับ 0 ไร่ “เวลานี้มีน้ำเพียงพอที่จะทำประปาถึงเดือนพฤษภาคมหรือเปล่ายังต้องลุ้นเป็นแบบนี้มาหลายปีแล้วไม่เคยเกิน 60 เปอร์เซนต์ของพื้นที่โครงการเลยในรอบ 5 ปีมานี้มีพื้นที่ชลประทาน 0 เปอร์เซนต์มา 2 ปีแล้ว”
ผันน้ำโขง

นายหาญณรงค์เยาวเลิศประธานมูลนิธิบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการกล่าวว่าตนมีข้อสังเกตุดังนี้ 1 โครงการเป็นการสูบน้ำและประตูระบายน้ำ 4-5 แห่งซึ่งจะต้องมีสถานีสูบน้ำที่ใช้ไฟฟ้าเข้ามาพักเป็นช่วงๆก่อนที่น้ำจะลงแม่น้ำโขงคำถามคือเวลาต้องสูบน้ำใครจะจ่ายใช้งบประมาณส่วนใดต้นทุนที่เพิ่มมาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาเนื่องจากมิใช่เพียงการก่อสร้างโครงการแล้วจบ

“2 ตัวเลขที่ภาครัฐระบุว่าจะสามารถเปิดพื้นที่ชลประทานในฤดูฝนได้ประมาณ 250,000 ไร่และฤดุแล้งได้ 102,000 ไร่จำเป็นที่ต้องร่วมกันตั้งคำถามว่าเป็นตัวเลขจริงหรือไม่หลายคนสงสัยว่าตัวเลขนี้มาจากไหน หากคำนวณจากปริมาณน้ำที่จะสูบเข้ามาหรือกักเก็บเพียงร้อยกว่าล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีมันขัดกับตัวเลขพื้นที่ชลประทานเป็นแสนๆ ไร่ ที่อ้างมาคำถามคือตัวเลขเหล่านี้สร้างขึ้นมาเพื่อสนับสนุนความคุ้มทุนของโครงการหรือไม่ ”

ในวันเดียวกันเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสานได้ออกแถลงการณ์ต่อกรณีดังกล่าวโดยระบุว่า กิจกรรมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงมาพื้นที่พร้อมกับหน่วยงานงานที่เกี่ยวข้องมีนัยยะแอบแฝงที่จะฟื้นโครงการโขงชีมูลเดิมซึ่งเป็นโครงการที่มักกล่าวอ้าวอ้างว่าอีสานแล้งซ้ำซากกลายเป็นช่องทางของหน่วยงานรัฐในการนำเสนอโครงการจัดการน้ำขนาดใหญ่ในภาคอีสานตลอดมาอย่างเช่น “โครงการผันน้ำโขง-ชี-มูล”

"บทเรียนการจัดการน้ำด้วยโครงการขนาดใหญ่ในอีสานกว่า 40 ปีแทบจะเป็นบทสรุปความล้มเหลวในทุกโครงการได้แก่ โครงการโขง-ชี-มูลเขื่อนปากมูลโครงการชลประทานระบบท่อโครงการน้ำแก้จนฯลฯ ผลที่เกิดจากโครงการเหล่านี้ได้ทำให้ระบบนิเวศโดยเฉพาะการขุดลอกแหล่งน้ำสำคัญของอีสานพังพินาศไปมากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ การแพร่กระจายของดินเค็มการสูญเสียที่ดินทำกินการสูญเสียพันธุ์ปลาและความหลากหลายทางชีวภาพ ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนมากที่ต้องประสบปัญหาและรอการแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงการเหล่านี้มามากกว่า 20 ปีและผ่านมาแล้วมากกว่า 10 รัฐบาลโครงการบางแห่งก็กลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลวประจานผลงานภาครัฐบทเรียนและงบประมาณรัฐหลายแสนล้านบาทเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างคุ้มค่าและสร้างปัญหามากมายในภายหลัง แต่ก็ไม่ได้ทบทวนแนวทางรูปแบบโครงการแต่อย่างใดกลับจะเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่โดยละเลยกระบวนการและขั้นตอนที่ภาคประชาชนให้ความสำคัญและติดตามมาตลอดและยังวนเวียนซ้ำซากกับโครงการแบบเดิมๆที่เพิ่มขนาดใหญ่ขึ้นใช้เงินมากขึ้นและสร้างผลกระทบมากขึ้น" แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ระบุอีกว่า “เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอีสานขอแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับโครงการผันน้ำโขง-ชี-มูล เนื่องจากประชาชนทั้งภาคอีสานทุกอำเภอทุกจังหวัดไม่ได้แสดงความคิดเห็นและเปิดให้มีการถกเถียงกันถึงความจำเป็นของโครงการรวมทั้งให้โอกาสประชาชนได้เสนอทางเลือกอันหลากหลายในการจัดการน้ำที่สอดคล้องกับระบบนิเวศอีสานทั้งหมดที่ประกอบไปด้วยพื้นที่ทามทุ่งโคกภู ซึ่งมีลักษณะจำเพาะของแต่ละพื้นถิ่นและสามารถพัฒนารูปแบบที่หลากหลายสอดคล้องมีความยั่งยืนกว่าการบริหารจัดการง่ายกว่าโดยไม่จำเป็นที่จะต้องผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ หรือใช้แม่น้ำระหว่างประเทศเลยกรมชลประทานไม่ควรรวบรัดตัดตอนดำเนินโครงการโดยไม่ฟังเสียงประชาชนส่วนใหญ่ของภาคอีสานรัฐควรให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่ทำไปตามรูปแบบขั้นตอนให้เสร็จๆไปทั้งที่ได้กำหนดทุกอย่างเอาไว้แล้วประชาชนคนอีสานไม่ควรถูกบังคับให้ยอมรับการพัฒนาที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดและนำความหายนะมาให้เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

“เครือข่ายลุ่มน้ำภาคอีสานยังสนับสนุนแนวทางและกระบวนการจัดการน้ำในรูปแบบของชุมชนที่เข้าถึงทรัพยากรอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศในแต่ละท้องถิ่นนั้นๆตามสิทธิการจัดการทรัพยากรน้ำโดยไม่เบี่ยงเบนจากหลักการของการจัดการน้ำที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ” แถลงการณ์ระบุ
 

รับข่าวสาร