• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ เครือข่ายปกป้องอันดามันนัดรวมพล 26 ม.ค. ค้านรัฐบาลเปิดช่องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

เครือข่ายปกป้องอันดามันนัดรวมพล 26 ม.ค. ค้านรัฐบาลเปิดช่องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมา เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินได้ออกมาแถลงการหน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.กระบี่ แสดงจุดยืนคัดค้านรัฐบาลใช้ช่องทางกฎหมายในการเปิดพื้นที่คุ้มครอง เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งนี้พร้อมนัดรวมพลออกมาแสดงพลังเพื่อปกป้องภัยร้ายจากอุสาหกรรมถ่านหินในวันที่ 26 มกราคม 2559 เวล 11.00 น. หน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
แถลงการเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ฉบับที่ 1 / 2559
กรณีที่รัฐบาลจะแก้กฎหมายให้พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมจังหวัดกระบี่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติวันที่ 26 สิงหาคม 2540 เห็นชอบในประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่ม น้าในลําดับที่ 1100 ของโลก โดยมีผลบังคับใช้ต่อประเทศไทยในลําดับที่ 4 มีเนื้อที่ประมาณ 133,120 ไร่รวม ถึงพื้นที่ป่าโกงกางและหญ้าทะเลที่เกาะศรีบอยา มีพื้นที่ 62,500 ไร่ โดยมีผลบังคับใช้ต่อประเทศไทยในวัน ที่ 13 กันยายน 2551 ประเทศไทยจึงมีพันธกรณีต้องดําเนินการตามข้อกําหนดของอนุสัญญา และมีผล บังคับใช้ตามพันธกรณีอันเกี่ยวเนื่องกับพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสําคัญระหว่างประเทศคือประเทศภาคีอนุสัญญา แรมซาร์จะต้องกําหนดพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสําคัญระหว่างประเทศ ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวัน ที่ 3 พฤศจิกายน 2552 ให้ความเห็นชอบตามมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในการปกป้อง คุ้มครองและรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำ มิให้ผู้ใด หน่วยงานใด เข้าไปบุกรุก ทําลาย ทําให้เสียประโยชน์หรือกระทบต่อ ความเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ และคุณสมบัติทางพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม
เมื่อประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมแล้ว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะต้องดําเนิน การกําหนดมาตรการเพื่อรักษาไว้ซึ่งความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ แต่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมกลับละเลยการประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม และปล่อยให้มีการแก้ไขข้อความ เปิดทางให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว การตัดสินใจให้มีการเปลี่ยนแปลงสาระของ กฎหมายพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมจังหวัดกระบี่โดยการยินยอมให้มีการสร้างท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหินใน พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม เป็นการกระทําซึ่งถือเป็นการละเมิดเจตนารมณ์อย่างร้ายแรงที่มีต่ออนุสัญญาว่า ด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติและกฎหมายคุ้มครองพื้นที่สิ่งแวดล้อม เพราะกิจการที่เกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน และการขนส่งถ่านหินได้รับการพิสูจน์ในทางวิชาการและปฏิบัติจากจากทั่วโลกว่าเป็นอันตรายต่อสิ่ง แวดล้อมและมนุษย์อย่างยิ่ง
เขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อมจังหวัดกระบี่ประกาศเมื่อ 17 มีนาคม 2550 มีระยะเวลาการบังคับใช้ 5 ปีและสิ้น สุดลงเมื่อปี 2555 หลังจากนั้นมากระบวนการประกาศพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมไม่ได้รับการปฏิบัติแม้จะมี การดําเนินการเพื่อให้เกิดการประกาศเขตคุ้มครองพื้นที่สิ่งแวดล้อมจากหน่วยงานรัฐแต่เป็นที่น่าสังเกตุว่า กลับปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาถึง 5 ปี เป็นช่วงเวลาที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตพยายามทํางานมวลชนและดําเนินการ เพื่อให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว และเมื่อปรากฎร่างพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่กําลัง จะประกาศใช้กลับปรากฎข้อความให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ มีข้อสังเกตุว่าทั้งช่วงเวลาที่ไม่ประกาศ และเนื้อหาการประกาศใหม่กลับสอดคล้องต้องกันเพื่อเอื้อให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้น คําถามคือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกําลังคิดอะไรอยู่?
หากรัฐมนตรีและข้าราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ทําหน้าที่ในการรักษาสิ่ง แวดล้อมก็ขอให้ลาออกไปทําหน้าที่อื่น เพราะประเทศนี้ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอันเหลือเฟือให้พวกคุณ ทําลายได้อีกต่อไป เจตนาอันส่อไปในทางทําลายสิ่งแวดล้อมนี้เราไม่สามารถรับได้และเราจะปกป้องพื้นที่ คุ้มครองสิ่งแวดล้อมอย่างถึงที่สุด เพื่อถวายแด่สมเด็จพระราชินีตามที่พระองค์ทรงตรัสไว้เมื่อวัน ที่ 11 สิงหาคม 2543 ว่า ‘อย่างที่ข้าพเจ้าไปขอกับชาวกระบี่ว่าป่าชายเลนอันนี้อย่าทําลายเลย ขอให้ข้าพเจ้า เถอะ ขอให้เป็นป่าชายเลนอย่างเดิม เพื่อความยั่งยืนของประเทศไทยเอง’
เราไม่อาจปล่อยให้รัฐบาลทหารสมคบคิดกับนายทุนอุตสาหกรรมเพื่อทําลายทรัพยากรธรรมชาติที่กําลังเกิด ขึ้นทั่วทั้งประเทศในขณะนี้ เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินจึงขอเชิญชวนคนทั้งประเทศไปพร้อมกันที่ หน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในวันที่ 26 มกราคม 2559 เวลา 10.00 น. เพื่อทวงคืน ป่าชายเลนจากภัยร้ายอุตสาหกรรมถ่านหินโดยพร้อมเพรียงกัน
เครือข่ายปกป้องอันดามันเมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมา เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินได้ออกมาแถลงการหน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.กระบี่ แสดงจุดยืนคัดค้านรัฐบาลใช้ช่องทางกฎหมายในการเปิดพื้นที่คุ้มครอง เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งนี้พร้อมนัดรวมพลออกมาแสดงพลังเพื่อปกป้องภัยร้ายจากอุสาหกรรมถ่านหินในวันที่ 26 มกราคม 2559 เวล 11.00 น. หน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

แถลงการเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ฉบับที่ 1 / 2559

กรณีที่รัฐบาลจะแก้กฎหมายให้พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมจังหวัดกระบี่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติวันที่ 26 สิงหาคม 2540 เห็นชอบในประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่ม น้าในลําดับที่ 1100 ของโลก โดยมีผลบังคับใช้ต่อประเทศไทยในลําดับที่ 4 มีเนื้อที่ประมาณ 133,120 ไร่รวม ถึงพื้นที่ป่าโกงกางและหญ้าทะเลที่เกาะศรีบอยา มีพื้นที่ 62,500 ไร่ โดยมีผลบังคับใช้ต่อประเทศไทยในวัน ที่ 13 กันยายน 2551 ประเทศไทยจึงมีพันธกรณีต้องดําเนินการตามข้อกําหนดของอนุสัญญา และมีผล บังคับใช้ตามพันธกรณีอันเกี่ยวเนื่องกับพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสําคัญระหว่างประเทศคือประเทศภาคีอนุสัญญา แรมซาร์จะต้องกําหนดพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสําคัญระหว่างประเทศ ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวัน ที่ 3 พฤศจิกายน 2552 ให้ความเห็นชอบตามมติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในการปกป้อง คุ้มครองและรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำ มิให้ผู้ใด หน่วยงานใด เข้าไปบุกรุก ทําลาย ทําให้เสียประโยชน์หรือกระทบต่อ ความเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ และคุณสมบัติทางพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม

เมื่อประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมแล้ว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะต้องดําเนิน การกําหนดมาตรการเพื่อรักษาไว้ซึ่งความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ แต่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมกลับละเลยการประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม และปล่อยให้มีการแก้ไขข้อความ เปิดทางให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว การตัดสินใจให้มีการเปลี่ยนแปลงสาระของ กฎหมายพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมจังหวัดกระบี่โดยการยินยอมให้มีการสร้างท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหินใน พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม เป็นการกระทําซึ่งถือเป็นการละเมิดเจตนารมณ์อย่างร้ายแรงที่มีต่ออนุสัญญาว่า ด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติและกฎหมายคุ้มครองพื้นที่สิ่งแวดล้อม เพราะกิจการที่เกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหิน และการขนส่งถ่านหินได้รับการพิสูจน์ในทางวิชาการและปฏิบัติจากจากทั่วโลกว่าเป็นอันตรายต่อสิ่ง แวดล้อมและมนุษย์อย่างยิ่ง

เขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อมจังหวัดกระบี่ประกาศเมื่อ 17 มีนาคม 2550 มีระยะเวลาการบังคับใช้ 5 ปีและสิ้น สุดลงเมื่อปี 2555 หลังจากนั้นมากระบวนการประกาศพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมไม่ได้รับการปฏิบัติแม้จะมี การดําเนินการเพื่อให้เกิดการประกาศเขตคุ้มครองพื้นที่สิ่งแวดล้อมจากหน่วยงานรัฐแต่เป็นที่น่าสังเกตุว่า กลับปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาถึง 5 ปี เป็นช่วงเวลาที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตพยายามทํางานมวลชนและดําเนินการ เพื่อให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว และเมื่อปรากฎร่างพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่กําลัง จะประกาศใช้กลับปรากฎข้อความให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ มีข้อสังเกตุว่าทั้งช่วงเวลาที่ไม่ประกาศ และเนื้อหาการประกาศใหม่กลับสอดคล้องต้องกันเพื่อเอื้อให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้น คําถามคือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกําลังคิดอะไรอยู่?

หากรัฐมนตรีและข้าราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ทําหน้าที่ในการรักษาสิ่ง แวดล้อมก็ขอให้ลาออกไปทําหน้าที่อื่น เพราะประเทศนี้ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอันเหลือเฟือให้พวกคุณ ทําลายได้อีกต่อไป เจตนาอันส่อไปในทางทําลายสิ่งแวดล้อมนี้เราไม่สามารถรับได้และเราจะปกป้องพื้นที่ คุ้มครองสิ่งแวดล้อมอย่างถึงที่สุด เพื่อถวายแด่สมเด็จพระราชินีตามที่พระองค์ทรงตรัสไว้เมื่อวัน ที่ 11 สิงหาคม 2543 ว่า ‘อย่างที่ข้าพเจ้าไปขอกับชาวกระบี่ว่าป่าชายเลนอันนี้อย่าทําลายเลย ขอให้ข้าพเจ้า เถอะ ขอให้เป็นป่าชายเลนอย่างเดิม เพื่อความยั่งยืนของประเทศไทยเอง’

เราไม่อาจปล่อยให้รัฐบาลทหารสมคบคิดกับนายทุนอุตสาหกรรมเพื่อทําลายทรัพยากรธรรมชาติที่กําลังเกิด ขึ้นทั่วทั้งประเทศในขณะนี้ เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินจึงขอเชิญชวนคนทั้งประเทศไปพร้อมกันที่ หน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในวันที่ 26 มกราคม 2559 เวลา 10.00 น. เพื่อทวงคืน ป่าชายเลนจากภัยร้ายอุตสาหกรรมถ่านหินโดยพร้อมเพรียงกัน

 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง