• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ ผลลัพธ์การประชุมโลกร้อนครั้งประวัติศาสตร์

ผลลัพธ์การประชุมโลกร้อนครั้งประวัติศาสตร์

อีเมล พิมพ์ PDF

cop21กว่า 20 ปีที่เหล่าผู้นำประเทศพยายามที่จะ ‘เคาะ’ สนธิสัญญาเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กระทั่งเมื่อวันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม 2558 ตัวแทนจากกว่า 195 ประเทศได้ลงนามในข้อตกลงสำคัญที่มีเป้าหมายเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างแรงหนุนการเปลี่ยนผ่านจากถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ


“น้อยครั้งที่ในชีวิตหนึ่งเราจะมีโอกาสได้เปลี่ยนโลก” Francois Hollande ประธานาธิบดีฝรังเศสกล่าวต่อผู้แทนจากนานาประเทศก่อนที่ผลการตัดสินใจครั้งสุดท้ายจะเกิดขึ้นเมื่อราว 19.30 นาฬิกาตามเวลากลางสหภาพยุโรป

ภายหลังข้อตกลงดังกล่าวได้ข้อสรุป เลขาธิการสหประชาชาติ Ban Ki-moon ประกาศว่า “สิ่งที่ครั้งหนึ่งเราแทบจะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ตอนนี้กลายเป็นประเด็นที่ยากจะหยุดยั้ง”

ภายหลังการประชุมที่ต่อเนื่องกว่าสองสัปดาห์ที่ทั่วโลกจับตาและคาดหวัง จบลงด้วยข้อตกลงที่น่าประหลาดใจและทะเยอทะยานในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อตกลงจำนวน 31 หน้าผูกพันให้ประเทศที่ร่ำรวยมอบเงินนับพันล้านดอลล่าร์สหรัฐให้กับประเทศยากจนเพื่อรับมือกับระดับน้ำทะเลที่จะเพิ่มสูงขึ้น สภาพอากาศแบบสุดขั้ว และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

แต่เราก็ยังต้องจับตาดูว่าแต่ละประเทศจะดำเนินการตามที่ให้คำมั่นไว้หรือไม่ และเป้าหมายที่ค่อนข้างจะทะเยอทะยานจะสามารถบรรลุได้อย่างไร แต่พิมพ์เขียวสำหรับอนาคตนี้ นักเจรจาต่างพึงพอใจกับผลลัพธ์ และแม้แต่นักกิจกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเองก็ยอมรับว่าข้อตกลงบางส่วน ‘เกินความคาดหมาย’ ของพวกเขา

“นานาประเทศต่างร่วมมือกันสร้างข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ที่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” Jennifer Morgan ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสากลกล่าว

อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา Al Gore กล่าวเสริมว่า “อีกหลายปีต่อจากนี้ ลูกหลานของเราจะชื่นชมในความกล้าหาญที่จะแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยมองว่าวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 2558 คือวันที่ประชาคมโลกตัดสินใจเดินหน้า”

cop21

ต่อไปนี้คือสาระสำคัญของข้อตกลง ณ กรุงปารีส บางประเด็นน่าประหลาดใจ บางประเด็นไม่ได้รับการกล่าวถึง ความหมายของแต่ละประเด็นคืออะไร และประเด็นเหล่านั้นมีปลายทางตรงไหน

1.5 องศาเซลเซียส
สิ่งที่น่าประหลาดใจในข้อตกลงคือความทะเยอทะยานของเหล่าผู้ร่วมเจรจา ณ กรุงปารีสที่มีพันธกิจจะหยุดการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกก่อนที่ปริมาณก๊าซเรือนกระจกจะสูงจนก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจฟื้นฟูได้ แต่เดิมนั้น แต่ละประเทศได้ตั้งเป้าหมายที่จะไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส แต่ข้อตกลงใหม่ได้กล่าวว่าจะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ “ไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส” และจะ “พยายามจำกัดการเพิ่มของอุณหภูมิให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส”

หลังจากความล้มเหลวในการหาข้อยุติหลายปี ผู้แทนเจรจาหลายคนคาดว่าปีนี้ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลง ยิ่งภายหลังจากรายงานวิจัยที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้ที่สรุปว่า แม้จะจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส แต่ระดับน้ำทะลก็ยังจะเพิ่งสูงในระดับที่ประเทศที่ค่อนข้างต่ำในมหาสมุทรแปซิฟิกเช่นหมู่เกาะ Marshall หรือ Kiribati ก็มีแนวโน้มที่จะถูกน้ำท่วมทั้งประเทศ อย่างไรก็ดี เป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสก็ยังไม่ได้มีความผูกพันทางกฎหมาย

1.5 องศาเซลเซียส

ประเทศหมู่เกาะ
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าประหลาดใจคือเสียงที่ดังขึ้น และอิทธิพลที่มากขึ้นของประเทศแถบทวีปแปซิฟิกและประเทศกำลังพัฒนาขนาดเล็กเช่น แอฟริกาใต้ ที่ร่วมมือกันเป็นกลุ่มพันธมิตรกับประเทศพัฒนาแล้วซึ่งแทบไม่มีใครคาดคิด เช่น สหรัฐอเมริกาและบางประเทศในสหภาพยุโรปได้ร่วมผลักดันการดำเนินการที่เข้มข้นขึ้น กลุ่มดังกล่าวเรียกตัวเองว่า “แนวร่วมเพื่อเป้าหมายที่สูงกว่า” หรือ Higher Ambition Coalition

ก่อนที่ผู้แทนเจรจราจะเริ่มการถกเถียงในเอกสารสุดท้าย Tony de Brum รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ หมู่เกาะ Marshall ได้โพสต์ภาพถ่ายของเขากำลังไกวทารกลงบนทวิตเตอร์โดยมีข้อความประกอบว่า “หลานคนที่สิบของผม ในวันนี้ผมจะต่อสู้เพื่อเขา”

เป้าหมายที่สูงกว่า
ก่อนที่จะเดินทางมาประชุม ณ กรุงปารีส 187 ประเทศที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็นราวร้อยละ 90 ของทั้งโลกได้จัดทำแผนลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในทศวรรษหน้า แผนการดำเนินงานเหล่านั้นไม่ได้เข้าใกล้เป้าหมายที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส ไม่ต้องพูดถึง 1.5 องศาเซลเซียส เพราะในความเป็นจริงแล้ว มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์สองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งจากประเทศเยอรมัน อีกหนึ่งกลุ่มร่วมกับ Massachusetts Institute of Technology ระบุว่าหากทุกประเทศดำเนินการตามแผนการดังกล่าวจะทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นราว 2.7 ถึง 3.5 องศาเซลเซียส

ในวันสุดท้ายของการประชุม ตัวแทนเจรจาต่างตกลงว่าทุกประเทศจะต้องเริ่มยกระดับความเข้มข้นของแผนระยะยาวให้มากกว่าที่คาดไว้ โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 และจะกลับมาเพื่อประเมินความก้าวหน้าภายในปี พ.ศ. 2563 โดยคาดว่าแผนการใหม่ที่ไปไกลกว่าเดิมจะถูกเสนอโดยหลายประเทศ เนื่องจากข้อตกลงที่เกิดขึ้น ณ กรุงปารีสและเทคโนโลยีใหม่ๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดพลังงานหมุนเวียนเช่น ลม แสงอาทิตย์ หรือแม้แต่พลังงานคลื่น ซึ่งทำให้มีความเป็นไปได้ว่าแต่ละประเทศจะเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านไปเร็วขึ้น และประหยัดขึ้น

เชื้อเพลิงฟอสซิล
ตั้งแต่กลางทศวรรษที่ผ่านมา แม้ความพยายามที่จะบรรลุข้อตกลงจะไม่เป็นผล แต่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทนก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่น้อยคนจะคาดว่าในข้อตกลง ณ กรุงปารีสจะกล่าวถึงความพยายามที่จะ ‘สิ้นสุดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมด’ ในเอกสารกล่าวถึงความจะพยายามที่จะเดินสู่ระดับการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดภายในทศวรรษหน้า แม้ว่านั่นหมายถึงจะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ สิ่งที่เราได้อย่างชัดเจนคือทุกประเทศที่เข้าร่วมประชุมในปารีสต่างเห็นตรงกันว่า มีความสำคัญอย่างยิ่งที่โลกจะต้องก้าวข้ามยุคเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเราจะเห็นได้จากความพยายามที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

“ตัวเลขดังกล่าวเพียงตัวเลขเดียวย่อมสร้างความไม่สบายใจทั้งในที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทถ่านหินยักษ์ใหญ่ และในราชวังของประเทศส่งออกน้ำมัน” Kumo Naido จากองค์กรกรีนพีซกล่าว

น้ำมันดิบ

ซาอุดิอาระเบีย
ยักษ์ใหญ่ผู้ค้าน้ำมันคือกลุ่มที่มักลังเลเสมอในทุกการประชุมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมักจะใช้อำนาจในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางเพื่อโน้มน้าวโต๊ะเจรจา และขณะที่ซาอุดิอาระเบียเข้าร่วมประชุมในกรุงปารีส เขาก็พยายามที่จะขัดขวางครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อกุมอำนาจในฐานะแหล่งพลังงานหลักของโลก อย่างไรก็ดี หลังจากที่ราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างรุนแรงและสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยเกินปกติ การเปลี่ยนผ่านของซาอุดิอาระเบียย่อมพบผู้คัดค้านไม่มากนัก

นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักกิจกรรมอย่าง James Hansen อดีตนักวิทยาศาสตร์ขององค์การ NASA และ Bill McKibben นักเขียน ได้โจมตีเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง ต่อสู้กับโครงการ Keystone pipeline หรือการส่งออกถ่านหินไปยังเอเชียผ่านท่าเรือแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือ พวกเขาได้ผลักดันให้มหาวิทยาลัยและมูลนิธิหยุดการลงทุนในธุรกิจน้ำมันและถ่านหิน การต่อสู้มีทั้งชนะบ้างแพ้บ้าง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์ว่าการต่อสู้ในแต่ละประเด็นดูจะสร้างการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมได้ไม่มากนัก แต่ทั้งสองนักกิจกรรมก็ยังเดินหน้า เขากล่าวว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลจะต้องเก็บไว้ใต้ดินเพื่อให้โลกปลอดภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวันนี้ผู้แทนเจรจาเกือบ 200 ประเทศก็ดูเหมือนจะเห็นตรงกับนักรณรงค์ทั้งสอง

นักลงทุนในธุรกิจพลังงาน
การเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ยังเป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่สุดในปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และเป็นเรื่องที่น่ารำคาญใจสำหรับธุรกิจที่ต้องคิดว่าจะนำเงินและพลังงานของพวกเขาไปไว้ที่ใด ผู้ดูแลกองทุน นายธนาคาร และนักการเงินด้านพลังงานถูกถามครั้งแล้วครั้งเล่าว่าในอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร หลายคนค่อนข้างเห็นใจนักรณรงค์ที่เรียกร้องให้ขายการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลแต่พวกเขาก็ยังมีภาระผูกพันต่อผู้ถือหุ้น เขาต้องการความเชื่อมั่นที่ว่าการก้าวออกจากการลงทุนในถ่านหินและน้ำมันเป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาด

และในที่สุด ตอนนี้พวกเขาก็ได้คำตอบ

“สิ่งที่พวกเขาต้องการคือสัญญาณที่จะบอกว่าเศรษฐกิจในอนาคตจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร” Micheal Jacobs นักรัฐศาสตร์จากองค์กร New Climate Economy ที่ร่วมงานกับธนาคารโลกในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนกล่าว “และนี่คือสัญญาณที่ว่าโลกมีแนวโน้มที่จะเดินหน้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำโดยยากที่จะย้อนกลับ ผมมองว่าสัญญาณนี้ชัดเจนอย่างมาก”

ถอดความบางส่วนจาก “Historic New Climate Deal: Surprises, Snubs, and What it Really Means” โดย Craig Welch เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/2015/12/151212-Paris-climate-change-agreement-fossil-fuels/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

 

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง