• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

เกิดเป็นเสือโคร่ง [1]

อีเมล พิมพ์ PDF

รตยา จันทรเทียรผู้เขียนเป็นเด็กเมืองจันท์ เมื่อยังเล็กอยู่ที่บ้านสวนหนองอ้อ ต้องเดินสี่ชั่วโมงจึงจะถึงตลาดจันท์ ได้รู้จักเสือโคร่งแต่ครั้งนั้น ทั้งเป็นเรื่องใกล้ตัวและไกลตัว


ใกล้ตัวก็คือ ที่สวนยางบนซึ่งอยู่เชิงเขาสระบาป ห่างจากหนองอ้อราวสามกิโลเมตร เมื่อถึงหน้าทุเรียนสุก ที่บ้านต้องทำข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียนไปเซ่นที่จอมปลวกกลางสวนยางบน นัยว่าที่นั่นคนตัดยางถูกเสือกัดตาย ไม่ใช่กัดธรรมดา แต่กัดแล้วกินเฉพาะ “ไอนั่น” โดยเอาตัวพิงจอมปลวกไว้เพื่อกินเฉพาะที่ได้อย่างถนัดๆ หน้านาวของทุกปีที่เรียกว่าลมว่าว บนเขาสระบาปจะขาดน้ำ เสือจะลงมาตีนเขาเพื่อหาน้ำ มีข่าวว่าเสือลงมาทางโน้นทางนี้ คนตัดยางไปตัดยางตอนเช้ามืดก็ถูกเตือนว่าระวังจะถูกเสือกัด แกก็ปากพล่อยท้าทายว่า “เสือกัด... น่ะซี” ผลปรากฏว่ามิช้ามินาน แกก็ยืนตายพิงจอมปลวกกลางสวนยาง เสือกินเฉพาะที่แกท้าทายพอดี เป็นผลให้ต้องเซ่นข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียนทุกปี

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เสือโคร่งที่เขาเกลือ เขาเกลือนี้เป็นชาวเขาของเขาสอยดาว กั้นทางจากมะขามขึ้นไปโป่งน้ำร้อน จะไปโป่งน้ำร้อน กำพุช บ้านผักกาด ฯลฯ จะต้องข้ามเขาเกลือ เดินทางข้ามเขาเป็นทางเกวียน ต่อมาสมัยที่ไทยรบกับฝรั่งเศสเมื่อ 70 ปีมาแล้ว ทหารได้ปรับปรุงทางเกวียนให้เป็นทางรถยนต์ขนปืนใหญ่ข้ามไปได้ บนจุดสูงสุดของทางมีศาลเจ้าพ่อเขาเกลือ ใครไปใครมาก็จะหักกิ่งไม้มาบูชาจนเป็นกองสูง บนเขานี้อุดมไปด้วยหมี เพราะมีป่าระกำหนาแน่น สำหรับเสือก็แน่นอนว่าต้องชุมด้วย มีหนุ่มหนึ่งข้ามมาจากฝั่งโป่งน้ำร้อนจะลงมาที่บ้านโป่งโรงเซ็นทางมะขาม เห็นว่าบ่ายแล้ว เกรงว่าข้ามเขาไม่ทันมืด ก็เลยอธิฐานขอเจ้าพ่อเขาเกลือให้กลับถึงบ้านก่อนมืด ไม่ทันขาดคำเจ้าพ่อก้จัดให้ คือมีหน้าเสือโคร่งตัวใหญ่โผล่มาข้างศาล ได้ผลทันที พ่อหนุ่มก็วิ่งจากศาลไม่ยอมหยุดลงมาถึงบ้านที่ตีนเขาก่อนค่ำจริงๆ

ที่บ้านโป่งโรงเซ็นนี้ก็มีเสือโคร่ง เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่สองยุติในปี 2487 ผู้เขียนเดินทางกลับจากพระตะบองผ่านป่าเขากลับมาจันทบุรี ข้ามเขาเกลือมาแล้วเราก็พักขบวนเกวียนที่วัดเชิงเขาเกลือ ที่นี่มีผู้ใหญ่บ้าน จำชื่อไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่าแกหัวร้านแบบแร้งกระพือปีก แกเล่าเรื่องเสือโคร่งว่า คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด แกและลูกบ้านอีกหลายคนมาค้างวัดถือศีล เนื่องจากเป็นวันพระ ในป่ามีเสียงเสือคำรามโฮกฮาก พร้อมกับมีผู้หญิงร้องโอ๊ยๆ โหยหวนสลับกันไป แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย จนรุ่งเช้าถึงได้เกณฑ์กันเข้าไปในป่า ผลปรากฏว่าไม่พบร่องรอยของผู้หญิงถูกทำร้ายเลย มีแต่รอยเท้าเสือ แกสรุปให้ฟังว่านั่นแหละเสือสมิง แต่เรื่องนี้พอเถียงได้ เพราะได้รับข้อมูลภายหลังว่า ในป่ามีตัวที่ร้องเหมือนผู้หญิงถูกทรมานเยือกเย็นนั้น คือบ่างชนิดหนึ่ง ที่เขานางรำห้วยขาแข้งก็มี ที่เขาหลวงปักษ์ใต้ก็มี

รตยา จันทรเทียร

เรื่องของเสือโคร่งจึงเป็นเรื่องที่ผู้เขียนรับรู้มาตั้งแต่ยังเด็ก แม้เมื่อเป็นสาวแล้ว เวลานั่งเล่นที่เฉลียงหน้าบ้านที่บ้านหนองอ้อตอนกลางคืน ก็ยังอดหวาดๆ ไม่ได้ว่าจะจ๊ะเอ๋กับเสือโคร่ง ดังนั้นเมื่อได้ติดตามงานของ ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ ผู้ศึกษาเรื่องเสืออย่างจริงจังทั้งภาคปฏิบัติและภาคทฤษฎีเป็นเวลายาวนานเกือบยี่สิบปี จึงเป็นเรื่องที่สนใจและประทับใจ

มาถึงเรื่องของเสือที่ห้วยขาแข้ง

ประมาณเกือบยี่สิบปีที่แล้ว เท่ากับอายุของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ผู้เขียนได้เห็นภาพของเสือโคร่งเล่นน้ำอยู่ในลำห้วยขาแข้งตรงสบกระดิ่ง เป็นเสือโคร่งตัวโตเต็มวัย แต่ภาพนั้นไหว ผู้ถ่ายคือ ดร.ฝน ซึ่งสารภาพอย่างติดตลกว่า “มือสั่น” เรื่องของเสือโคร่งในป่าห้วยขาแข้งก็เหมือนๆ กับเสือโคร่งในป่าเมืองจันท์ คือมีเรื่องราวมากมาย แต่ไม่ใช่ข้อมูลทางวิชาการ มาได้เรื่องจริงๆ ก็เมื่อ ดร.ศักดิ์สิทธิ์ และคณะสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำทำการศึกษา

เขียนโดย รตยา จันทรเทียร
ตีพิมพ์ครั้งแรก หนังสือที่ระลึก งานประกาศผลและมอบรางวัล ชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ ครั้งที่ 8 ประจำปี 2554

 

 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง