• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ เรื่องควรรู้ การประชุมโลกร้อนที่กรุงปารีส

เรื่องควรรู้ การประชุมโลกร้อนที่กรุงปารีส

อีเมล พิมพ์ PDF

cop21เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผู้นำโลกได้เดินทางมารวมตัวกันเพื่อทำในสิ่งที่เขาทำไม่สำเร็จมาร่วมสองทศวรรษ คือการป้องกันโลกจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนี่คือสิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับสองสัปดาห์ที่สำคัญที่สุดสำหรับอนาคตของมนุษยชาติ


การประชุมที่ปารีสคืออะไร ? จัดเพื่ออะไร ? และใครเข้าร่วมบ้าง ?
ตัวแทนจาก 195 ประเทศรวมถึงสหภาพยุโรป และผู้นำรัฐกว่า 130 คนรวมตัวกันเพื่อหาข้อตกลงในการจำกัดระดับก๊าซเรือนกระจกก่อนที่มันจะเป็นอันตราย หรือก่อให้เกิดภัยพิบัติที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้ นักวิทยาศาสตร์ได้เตือนว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสคือเพดานที่เหมาะสม บางคนมองว่าตัวเลขดังกล่าวยังคงมีความเสี่ยงที่สูงเกินไป หลายคนเชื่อว่าการจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสนั้นเป็นไปไม่ได้

ฝรั่งเศสคาดว่าจะมีประชาชนกว่า 40,000 คนเข้าร่วมในการประชุมดังกล่าว เช่น นักเคลื่อนไหว ผู้นำทางธุรกิจ พนักงานรัฐ และนักข่าวนับพัน ในสองสัปดาห์นี้ ตัวแทนและผู้นำจากแต่ละประเทศจะต้องถกเถียง พูดคุย และ ‘เคาะ’ ข้อตกลงในระดับโลกว่าจะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไร

ทำไมเราต้องสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นในงานประชุมนี้ ?
มีเพียงไม่กี่การประชุมในประวัติศาสตร์ที่จะส่งผลกระทบต่อทุกคนทั่วโลก และนี่คือหนึ่งในงานประชุมนั้น การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติสู่ชั้นบรรยากาศส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง เพิ่มความเสี่ยงต่อเมืองที่อยู่ติดกับชายฝั่ง พายุเฮอร์ริเคนและสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้น การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิยังอาจส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และคุกคามแหล่งน้ำของประชาชนนับล้าน ทำลายความมั่นคงทางอาหารในระดับโลก น้ำแข็งขั้วโลกที่กำลังละลายก็เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเล สัตว์และพืชเริ่มอพยพสู่พื้นที่แห่งใหม่ เพิ่มโอกาสในการเกิดโรคชนิดใหม่ที่อาจเป็นภัยต่อมนุษย์

การลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจโลก รวมไปถึงอาหารที่เรารับประทาน วิธีการเดินทาง รวมไปถึงชีวิตประจำวันของเรา การต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือการไม่ทำอะไรเลย อาจส่งผลต่อภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ตัวอย่างเช่น ประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรน้ำมันอย่างตะวันออกกลางจะมีวิถีทางปรับเปลี่ยนอย่างไรสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ?

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ?
การประชุมปารีสเป็นผลพวงมาจากสนธิสัญญาระดับโลกเมื่อปี พ.ศ. 2535 โดยในแต่ละปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2538 ตัวแทนจากแต่ละประเทศจะมาพบปะกัน แต่พวกเขากลับไม่สามารถที่จะสร้างข้อตกลงในระดับโลกเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ ความพยายามได้เข้าใกล้ความเป็นจริงถึงสองครั้ง ครั้งแรกคือสนธิสัญญาเกียวโตเมื่อปี พ.ศ. 2540 ที่ได้รับการลงนามโดยประเทศส่วนใหญ่บนโลกภายในปี พ.ศ. 2548 ยกเว้นหนึ่งประเทศคือสหรัฐอเมริกา ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 ณ กรุงโคเปนเฮเกน หลายประเทศได้ตกลงว่าต้องมีการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิแต่ก็ไม่มีแผนดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

แต่ละประเทศทำอะไรไปแล้วบ้างในการเตรียมตัวเพื่อเข้าร่วมประชุมที่ปารีส ?
ผู้นำแต่ละประเทศต่างให้คำมั่นว่าจะพัฒนาแผนการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจ ในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กว่า 161 ประเทศ หรือคิดเป็นราวร้อยละ 93 ของการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโลกได้ส่งแผนดังกล่าว โดยมีบางประเทศที่มีความมุ่งมั่นมากกว่าประเทศอื่น

ส่วนแผนการเหล่านั้นเข้าใกล้เป้าหมายหรือไม่? น่าเสียดายที่แผนดังกล่าวยังไม่เข้าใกล้เป้าหมายที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียสแม้แต่น้อย มีงานวิเคราะห์หนึ่งโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันพบว่าหากประเทศต่างๆ ดำเนินการตามแผนลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2.7 องศาเซลเซียส ในขณะที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จาก Massachusetts Institute of Technology มองว่าแผนการดังกล่าวน่าจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิอย่างน้อย 3.5 องศาเซลเซียส

แล้วตกลงว่านี่คือข่าวดีหรือข่าวร้ายกันแน่ ?
ถือว่ามองได้ทั้งสองมุม เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เหล่าประเทศผู้ก่อมลภาวะมีแผนการที่จะมุ่งสู่อนาคตทางพลังงานที่สะอาดขึ้น โดยเฉพาะประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน อินเดีย และสหรัฐอเมริกา ที่สัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งอาจทำให้ราคาของพลังงานหมุนเวียนลดต่ำลง และเพิ่มความเป็นไปได้ที่พลังงานลม และแสงอาทิตย์จะถูกใช้อย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น ข้อตกลงไม่ว่ารูปแบบใดย่อมส่งสัญญาณไปยังตลาดว่าประเทศกำลังมุ่งหน้าไปยังทิศทางใด และย่อมกระตุ้นให้นักลงทุนทุ่มเงินลงสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด Tarry Fransen มองว่าแนวโน้มดังกล่าวอาจช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 จากที่ระบุไว้ในแผน

ส่วนข่าวร้ายคือ ในทางภูมิอากาศความแตกต่างระหว่าง 2 องศาเซลเซียส และ 3.5 องศาเซลเซียสอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะนอกจากจะหมายถึงน้ำทะเลที่อาจสูงขึ้นอีกหลายฟุต แต่รวมถึงอุทกภัย และภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น สิ่งเหล่านี้ย่อมนำไปสู่ความอดอยาก ผู้อพยพที่มากขึ้น ไฟป่า รวมถึงสภาพอากาศแบบสุดขั้ว “เราต้องพยายามลดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะชิ้นส่วนเล็กๆ เหล่านั้นอาจรวมตัวกันกลายเป็นมหันภัยที่อาจนำมาซึ่งโศกนาฎกรรมของมนุษยชาติ” Michael B. Gerrard ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายภูมิอากาศกล่าว

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือความรวดเร็วในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเกรงว่าเราเดินหน้าช้าเกินไป เพราะนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่แน่ใจว่าเมื่อใดที่ระบบภูมิอากาศจะถึงจุดที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดเร็วขึ้น และไม่สามารถหยุดยั้งได้ ผู้เชี่ยวชาญบางรายคาดว่าการละลายของน้ำแข็งทางตะวันตกของแอนตาร์กติก อาจเป็นสิ่งที่ไม่สามารถย้อนกลับได้

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแต่ละประเทศดำเนินการตามแผนที่สัญญาไว้ ?
น่าเสียดาย เราไม่มีทางรู้ได้เลย เพราะคำสัญญาดังกล่าวก็เป็นเพียงคำสัญญา ซึ่งแตกต่างจากสนธิสัญญาเกียวโตที่มีสภาพบังคับ นั่นหมายความว่าจะไม่มีการรับรองใดๆ ในกรณีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจแล้วประเทศเหล่านั้นจะไม่หันกลับไปใช้แหล่งพลังงานราคาถูกเช่นน้ำมัน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความคลุมเครือว่าบางประเทศจะสามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ตนเองตั้งขึ้นได้หรือไม่ หรือประธานาธิบดีคนใหม่ที่จะได้รับการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2560 จะพับแผนการของบารัค โอบามา

cop21

ถ้าแต่ละประเทศมีแผนการของตัวเองแล้ว ทำไมยังต้องมาประชุมที่ปารีส ?
อย่างแรกคือแผนขั้นที่สอง เนื่องจากคำมั่นที่แต่ละประเทศส่งมานั้นมีระยะเวลาถึง พ.ศ. 2568 หรือ พ.ศ. 2573 โดยฝรั่งเศสและจีนจะพยายามโน้มน้าวให้แต่ละประเทศลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นและเร็วยิ่งขึ้น รวมทั้งต้องการให้แต่ละประเทศส่งแผนพัฒนาขั้นต่อไปภายในปี พ.ศ. 2563 โดยคำนึงถึงเทคโนโลยีใหม่ และเศรษฐกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด และหวังว่าแผนรอบใหม่นี้จะสามารถขยับเป้าหมายให้ใกล้ระดับ 2 องศาเซลเซียสยิ่งขึ้น

“ปัจจุบัน ราคาของพลังงานแสงอาทิตย์และลมได้ลดลงอย่างมาก และหลายประเทศที่เริ่มลงทุนในนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศก็มีความข้องใจน้อยลงในเรื่องที่ว่าต้องเลือกระหว่างสภาพอากาศและการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะเราเห็นได้ว่าการบรรลุทั้งสองเรื่องพร้อมกันนั้นเป็นไปได้” Jennifer Morgan ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศกล่าว

แล้วใครเป็นคนจ่ายเงินให้กับโครงการเหล่านี้ ?
ประเด็นดังกล่าวยังคงอยู่ในระหว่างการถกเถียง หากนึกถึงประเทศอย่างอินเดียที่มีประชากรกว่า 300 ล้านคนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงกระแสไฟฟ้า อินเดียต้องการลงทุนจำนวนมหาศาลในพลังงานแสงอาทิตย์ที่นอกจะช่วยลดการพึ่งพิงถ่านหินแล้วยังลดราคาโดยรวมของพลังงานแสงอาทิตย์อีกด้วยโดยรัฐบาลอินเดียจะใช้งบประมาณของตัวเอง โดยให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการลงทุนหากได้รับการช่วยเหลือจากต่างประเทศ จากการประชุมครั้งที่ผ่านมา หลายประเทศให้คำมั่นว่าจะตั้งกองทุนมูลค่า 100 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯต่อปี สำหรับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดหรือดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเมื่อปีที่แล้วมีการสนับสนุนเงินลงทุนราว 62 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ โดยจีนสนับสนุนเพิ่มอีก 3 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ

อย่างไรก็ดี มีหลายภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ไม่สามารถบรรเทาได้ เช่นประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็กซึ่งกำลังจมอย่างช้าๆเนื่องจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น ทำให้ประชากรทั้งประเทศอาจต้องอพยพไปยังพื้นที่อื่น กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาต่างยืนกรานว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วซึ่งเป็นผู้ก่อปัญหา จะต้องร่วมรับผิดชอบต้นทุนดังกล่าว บางประเทศปฏิเสธการร่วมมือ ผู้นำบางคนก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถชักจูงให้ประชาชนคล้อยตามได้หรือไม่ ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นเรื่องร้อนที่อาจจะไม่จบง่ายๆ ในการประชุมปารีส

มีประเด็นอะไรอีกบ้างที่ถูกนำมาพูดคุยในการประชุมนี้ ?
มีประเด็นอีกนับไม่ถ้วนที่ถูกนำมาถกเถียง เช่นประเด็นเรื่องป่าไม้ เนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่า และการเกษตรกรรมปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงเป็นอันดับสองของโลก ประเด็นนี้รวมถึงการที่ประเทศพัฒนาแล้วจะต้องจ่ายเงินให้กับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อเก็บรักษาคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ในป่าแทนที่จะเปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม

และที่สำคัญคือ หลายประเทศก็ถกเถียงว่าจะมีส่วนใดบ้างที่จะถูกหยิบยกมาเป็นข้อกฎหมายระหว่างประเทศ และจะนำไปบังคับใช้ได้อย่างไร

ถอดความจาก ‘What You Need to Know About the Paris Climate Talks’ โดย Craig Welch เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/2015/11/151130-paris-talks-climate-co2-kyoto-warming-arctic-antarctica-china-india/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

 

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง