• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ กินเนื้อวัวส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าขับรถยนต์

กินเนื้อวัวส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าขับรถยนต์

อีเมล พิมพ์ PDF

เนื้อวัวผลงานวิจัยชิ้นล่าสุดแสดงให้เห็นว่า หากเปรียบเทียบผลกระทบสิ่งแวดล้อมของเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ พบว่าเนื้อวัวมีผลกระทบมากกว่าเนื้อไก่และเนื้อหมู หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการลดรับประทานเนื้อแดงถือเป็นแนวทางลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีกว่าการงดขับรถยนต์


ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิตเนื้อสัตว์นั้นเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไป แต่งานวิจัยชิ้นใหม่นี้แสดงให้เห็นถึงขอบเขตและระดับของความรุนแรง โดยเฉพาะการผลิตเนื้อวัวซึ่งเป็นเนื้อแดงที่ได้รับความนิยมสูงสุด การผลิตเนื้อวัวนั้นจำเป็นต้องใช้พื้นที่มากกว่าการผลิตเนื้อหมูหรือเนื้อไก่ 28 เท่า ใช้น้ำมากกว่า 11 เท่า และส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าถึง 5 เท่า และหากเปรียบเทียบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของเนื้อวัวกับพืช เช่น มันฝรั่ง ข้าวสาลี หรือข้าว ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่อแคลอรีจากเนื้อวัวยิ่งเข้าขั้นสุดขั้ว เพราะต้องใช้พื้นที่มากกว่าถึง 160 เท่า และปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 11 เท่า

เกษตรกรรมนับว่าเป็นปัจจัยผลักดันสำคัญต่อสภาวะโลกร้อน โดยคิดเป็นทั้งสิ้นร้อยละ 15 จากการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยกว่าครึ่งนั้นมาจากการปศุสัตว์ ยิ่งไปกว่านั้น ปริมาณน้ำและธัญญาหารที่จำเป็นต้องใช้ในการเลี้ยงโคสร้างความกังวลให้กับผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากภายในปี ค.ศ. 2050 เราจะมีประชากรเพิ่งขึ้นอีกถึง 2 พันล้านคน อย่างไรก็ดี ความพยายามที่จะสนับสนุนให้ประชาชนกินเนื้อน้อยลงเพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมกลับกลายเป็นประเด็นถกเถียงที่ยังไม่มีข้อสรุป

“ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตเนื้อวัวนั้นมากกว่าอาหารชนิดอื่นๆ อย่างมาก การลดการสนับสนุนจากรัฐบาลในการผลิตเนื้อสัตว์อาจเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยลดปริมาณการบริโภคลงโดยไม่เกิดความขัดแย้ง” ศาสตราจารย์ Gidon Eshel จากวิทยาลัย Bard นิวยอร์ก หนึ่งในผู้นำทีมวิจัยผลกระทบของเนื้อวัวกล่าว

“ผมหวังอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะไม่เข้ามาจัดการกับอาหารของประชาชน แต่ในขณะเดียวกัน นโยบายปัจจุบันของรัฐบาลก็ดูจะสนับสนุนให้เนื้อสัตว์กลายเป็นอาหารยอดนิยม การยกเลิกการสนับสนุนต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์จะทำให้ราคาเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นซึ่งจะส่งผลต่อปริมาณการรับประทานเนื้อสัตว์ของประชาชน โดยรัฐบาลไม่จำเป็นต้องออกนโยบายจัดการอาหารทางตรงที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง” Gidon Eshel กล่าวเสริม

เนื้อวัว

ทีมนักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ถึงที่ดิน น้ำ และปุ๋ยไนโตรเจนที่จำเป็นต่อการเลี้ยงโคเนื้อโดยเปรียบเทียบกับไก่เนื้อ หมู ไข่ และโคนม โคเนื้อใช้ทรัพยากรต่อหน่วยสูงสุดเนื่องจากสัตว์เคี้ยวเอื้องจะนำพลังงานจากอาหารที่กินเข้าไปไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่ำที่สุด “มีอาหารเพียง 1 ใน 60 เท่านั้นที่จะเข้าไปสู่กระแสเลือดของโค นั่นหมายความว่าพลังงานปริมาณมหาศาลหายไประหว่างทาง” Gidon Eshel อธิบายต่อว่าโคเนื้อจะสามารถรับพลังงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าหากกินหญ้าแทนธัญพืช แต่โคที่กินหญ้าเป็นหลักก็ยังมีรอยเท้าในสิ่งแวดล้อมมากกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นอยู่ดี อย่างไรก็ดี งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้คำนวณผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการเลี้ยงแกะ

Tim Benton อาจารย์จากมหาวิทยาลัย Leeds กล่าวว่างานชิ้นนี้ใช้ฐานข้อมูลระดับชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งสามารถให้ภาพกว้างได้ดีกว่างานวิจัยที่ใช้ฐานข้อมูลระดับฟาร์ม และสร้างความชัดเจนว่าการปศุสัตว์นับเป็นปัจจัยหลักปัจจัยหนึ่งของความยั่งยืนในการเกษตรกรรมระดับโลก

“หากเราต้องการช่วยลดรอยเท้าคาร์บอน สิ่งหนึ่งที่เราทำได้อาจไม่ใช้งดการใช้รถยนต์ แต่คือการลดการบริโภคเนื้อแดงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่า หากทดแทนการผลิตธัญพืชเพื่อเป็นอาหารโคแล้วนำทรัพยากรดังกล่าวไปผลิตพืชเพื่อเป็นอาหารมนุษย์จะเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความอดอยาก” Tim Benton กล่าว โดยเน้นย้ำว่าประเด็นดังกล่าวมีความขัดแย้งค่อนข้างสูง

Mark Sutton อาจารย์จากศูนย์นิเวศวิทยาและอุทกวิทยา ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า “รัฐบาลควรพิจารณางานวิจัยชิ้นดังกล่าวอย่างถี่ถ้วนหากว่าเราต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในขณะที่งานชิ้นนี้สื่อสารอย่างชัดเจนต่อผู้บริโภคว่าการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อวัวนั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

“สหรัฐอเมริกาและยุโรปนั้นมีความคล้ายคลึงกันที่ใช้ที่ดินส่วนใหญ่เพื่อระบบปศุสัตว์ที่ค่อนข้างไร้ประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีที่ดินซึ่งเหมาะสมกับการปลูกพืชอาหารสำหรับมนุษย์แต่กลับถูกใช้เพื่อปลูกพืชอาหารสัตว์” Mark Sutton กล่าวเสริม

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งศึกษาอาหารที่ชาวอังกฤษราวหนึ่งหมื่นคนรับประทานในหนึ่งวันแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์จะกินอาหารที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าผู้กินมังสวิรัติถึงสองเท่า

งานชิ้นนี้ดำเนินการโดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัย Oxford โดยพบว่าอาหารที่มีเนื้อมาก กล่าวคือมีเนื้อมากกว่า 100 กรัม จะมีรอยเท้าคาร์บอนทั้งสิ้น 7.2 กิโลกรัม ในขณะที่อาหารมังสวิรัติ และอาหารของผู้กินเฉพาะเนื้อปลา จะมีรอยเท้าคาร์บอนเพียง 3.8 กิโลกรัม ส่วนอาหารเจ (อาหารที่ไม่มีส่วนผสมจากผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากสัตว์ – ผู้แปล) จะมีรอยเท้าคาร์บอนเพียง 2.9 กิโลกรัมเท่านั้น

ถอดความจาก ‘Giving up beef will reduce carbon footprint more than cars, says expert’ โดย Damian Carrington เข้าถึงได้ที่ http://www.theguardian.com/environment/2014/jul/21/giving-up-beef-reduce-carbon-footprint-more-than-cars
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

 

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง