• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ เชื้อเพลิงฟอสซิลถูกกว่าพลังงานแสงอาทิตย์และลม จริงหรือ ?

เชื้อเพลิงฟอสซิลถูกกว่าพลังงานแสงอาทิตย์และลม จริงหรือ ?

อีเมล พิมพ์ PDF

พลังงานลมปัจจุบัน ลมกลายเป็นแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ราคาถูกที่สุดในประเทศเยอรมันและอังกฤษโดยไม่จำเป็นต้องได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล อ้างอิงจากรายงานการวิเคราะห์ล่าสุดของ Bloomberg New Energy Finance (BNEF) นับว่าเป็นครั้งแรกที่ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนได้ข้ามผ่านต้นทุนของเชื้อเพลิงฟอสซิลในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจ G7

แต่เรื่องนี้ดูจะน่าสนใจน้อยกว่าสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา


ก่อนที่จะชื่นชมในสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่คุณต้องทำความเข้าใจคือ Capacity Factor ซึ่งหมายถึง สัดส่วนของพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตอย่างเต็มศักยภาพ ต่อพลังงานไฟฟ้าตามกำลังการผลิตติดตั้งในรอบ 1 ปี

ลองพิจารณาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พระอาทิตย์ไม่ได้ส่องสว่างในเวลากลางคืน หรือแม้แต่ในช่วงกลางวันความสว่างของแสงอาทิตย์ก็แปรผันไปตามสภาพอากาศและฤดูกาล ดังนั้นโครงการที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 100 เมกะวัตต์ในช่วงที่แสงแดดแรงที่สุด อาจผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยเพียงร้อยละ 20 ตลอดทั้งปี นั่นหมายความว่าโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มี Capacity Factor เท่ากับร้อยละ 20

ข้อได้เปรียบหนึ่งของโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลคือสามารถควบคุมปริมาณการผลิตได้ และสามารถคาดการณ์ Capacity Factor ได้อย่างแม่นยำ ตัวอย่างเช่น Capacity Factor ของโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในอเมริกามีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 70 จากกำลังการผลิตติดตั้ง (สาเหตุที่ต่ำกว่า 100% เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่แปรผันตามฤดูกาลและช่วงเวลาที่ปิดบำรุงรักษา) แต่นี่คือประเด็นสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลง

เป็นครั้งแรกที่การผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่เริ่มแพร่หลายทำให้ Capacity Factor ของโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลลดลง เหตุผลก็เพราะหลังจากก่อสร้างโครงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์หรือลม ต้นทุนส่วนเพิ่มของการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยก็ต่ำจนแทบจะเป็นศูนย์ หรืออาจกล่าวได้ว่าสามารถผลิตไฟฟ้าได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในขณะที่หากต้องการผลิตไฟฟ้าเพิ่มหนึ่งหน่วยในโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ ต้นทุนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากคุณเป็นบริษัทพลังงานที่มีตัวเลือก แน่นอนว่าตัวเลือกแรกของคุณย่อมเป็นของที่ไม่มีต้นทุนเสมอ

นี่คือระบบที่หนุนเสริมด้วยตนเอง ยิ่งมีการติดตั้งพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นเท่าไร โรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซก็จะถูกใช้น้อยลงเท่านั้น และเมื่อมีการใช้ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติน้อยลง ต้นทุนต่อหน่วยของโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลก็จะเพิ่มขึ้น และเมื่อต้นทุนของเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้น การติดตั้งพลังงานหมุนเวียนก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

พลังงานลม

ในอดีต ลมและแสงอาทิตย์คิดเป็นสัดส่วนไม่มากนักในสหรัฐอเมริกา ราวร้อยละ 5 ในปี พ.ศ. 2557 แต่การผลิตกำลังเพิ่มขึ้นในอัตราก้าวกระโดด และแหล่งพลังงานทั้งลมและแสงอาทิตย์ก็เริ่มจะมีขนาดใหญ่และสามารถส่งอิทธิพลต่อโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติที่ยังดำเนินการอยู่ อ้างอิงจาก BNEF

มีสองเหตุผลที่การเปลี่ยนแปลงใน Capacity Factor มีความสำคัญมาก อย่างแรก นี่คือสัญญาณที่พลังงานหมุนเวียนจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดพลังงาน คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่สนใจพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกับที่เคยทำเมื่อสองสามปีก่อน "พลังงานหมุนเวียนกำลังเป็นแหล่งพลังงานที่สามารถแข่งขันได้ในเชิงต้นทุน เป็นคู่แข่งทางตรงกับเชื้อเพลิงฟอสซิล" Luke Mills นักวิเคราะห์จาก BNEF ให้สัมภาษณ์ “เราเห็นว่าสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง”

เหตุผลที่สองคือ การเปลี่ยนแปลง Capacity Factor นี้เป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรงสำหรับบริษัทพลังงานที่กำลังวางแผนจะลงทุนในโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ในอดีต Capacity Factor เป็นตัวแปรคงที่ในการคำนวณต้นทุนของโรงไฟฟ้า แต่ปัจจุบัน หากใครต้องการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้ามูลค่าระดับพันล้านดอลล่าร์ที่มีอายุการใช้งานมากกว่าทศวรรษ ก็ต้องพิจารณาความเป็นไปได้ว่าในอนาคตอาจมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าน้อยกว่าวันที่เริ่มต้นการผลิต

สาเหตุสำคัญที่ Capacity Factor ลดลงคือ “โรงไฟฟ้าพื้นฐานดำเนินการผลิตน้อยลงเนื่องจากพลังงานหมุนเวียน” อ้างอิงจาก Jacqueline Lilinshtein นักวิเคราะห์จาก BNEF โรงงานหลายแห่งถูกออกแบบให้ดำเนินการผลิตเฉพาะในช่วงที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในรอบปี หรือที่เรียกว่า ‘peaker plant’ มีบทบาทลดลงอย่างมาก ไม่ว่าในกรณีใด ผลลัพธ์สุดท้ายคือการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและก๊าซธรรมชาติจะแพงขึ้น และมีกำไรลดลง

ขณะที่พลังงานลมและแสงอาทิตย์มีแนวโน้มในทิศทางตรงข้ามกับพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ระบบแบตเตอรี่ใหม่ที่จับคู่กับพลังงานหมุนเวียนก็สามารถใช้ชดเชยกำลังไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการสูงได้ พลังงานลมที่รวมถึงโครงการที่รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุน ได้กลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ราคาถูกที่สุดในสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา ขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์ยังมีราคาแพงกว่าค่อนข้างมาก แต่ต้นทุนก็กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะโครงการใหม่ที่กำลังอยู่ในช่วงจัดหาเงินทุน

ข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจของพลังงานลมและแสงอาทิตย์ต่อเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นมีมากกว่าราคา จากรายงานของ BNEF เป็นที่ชัดเจนว่าในหลายทวีปทั่วโลก ต้นทุนตลอดอายุการใช้งานของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในครึ่งปีหลังของ พ.ศ. 2558 ในขณะที่ต้นทุนของพลังงานหมุนเวียนในหลายทวีปกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง

ถอดความจาก ‘Solar and Wind Just Passed Another Big Turning Point’ โดย Tom Randall เข้าถึงได้ที่ http://www.bloomberg.com/news/articles/2015-10-06/solar-wind-reach-a-big-renewables-turning-point-bnef
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

 

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง