• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ ศาลเนเธอร์แลนด์สั่งรัฐบาลต้องลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ศาลเนเธอร์แลนด์สั่งรัฐบาลต้องลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

อีเมล พิมพ์ PDF
ศาลเนเธอร์แลนด์สั่งรัฐบาลต้องลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ศาลประเทศเนเธอร์แลนด์ ณ กรุงเฮก สั่งให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตัดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างน้อยร้อยละ 25 ภายใน 5 ปี นับว่าเป็นคำพิพากษาที่สำคัญที่คาดว่าจะสร้างแรงกระตุ้นต่อคนทั่วโลก
ท่ามกลางเสียงสนับสนุนของนักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้พิพากษาสามท่านได้ตัดสินให้แผนการของรัฐบาลที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 14 ถึง 17 เปรียบเทียบกับระดับการปลดปล่อยเมื่อปี พ.ศ. 2533 ภายในปี 2563 ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เนื่องจากระดับและขนาดของภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นมีความรุนแรงอย่างมาก
นักรณรงค์ที่กำลังยินดีกล่าวว่า แผนการที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์เตรียมไว้สำหรับนำเสนอในการประชุมภูมิอากาศโลก (Climate Summit)ที่จะจัดขึ้น ณ กรุงปารีสในปลายปีนี้ ควรมีความระมัดระวังโดยยึดความท้าทายทางกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนในปัจจุบัน ที่มองว่าระดับการลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เสนอนั้นยังไม่เพียงพอ
“ก่อนการตัดสินครั้งนี้ สิ่งที่เป็นพันธะผูกพันทางกฎหมายสำหรับรัฐบาลคือสิ่งที่พวกเขาตัดสินใจกันเองในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ” Dennis van Berkel ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของกลุ่ม Urgenda ที่ทำการฟ้องร้องกล่าว “นับเป็นครั้งแรกที่ศาลตัดสินให้รัฐมีพันธะผูกพันทางกฎหมายที่เป็นอิสระต่อประชาชน คำตัดสินนี้ส่งผลต่อแผนที่กำลังจะนำเสนอในที่ประชุมกรุงปารีส เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลในครั้งนี้”
นับว่าเป็นคดีความเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งแรกที่ยึดตามกฎหมายสิทธิมนุษยชน และกฎหมายละเมิด Hans Hofhuis ผู้พิพากษาได้กล่าวว่าภัยคุกคามจากสภาวะโลกร้อนมีความรุนแรง และรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ก็รับรู้โดยการลงชื่อในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ “รัฐบาลไม่ควรหลบอยู่หลังคำถกเถียงที่ว่าการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพยายามของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์เพียงอย่างเดียว” เขากล่าว “การลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปแบบใดก็ตามที่จะช่วยบรรเทาความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนเธอร์แลนด์ในฐานะประเทศพัฒนาแล้วควรมีบทบาทเป็นผู้นำในเรื่องดังกล่าว”
หลังจากการรณรงค์ที่ใช้เวลากว่าสองปีครึ่งเพื่อให้มีการว่าความครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา คำตัดสินของผู้พิพากษาในคดีนี้ทำให้ Roger Cox ผู้สนับสนุนหลักของการรณรงค์น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว
นักกิจกรรมรุ่นใหม่กล่าวว่า คำตัดสินของศาลได้กู้เกียรติของเนเธอร์แลนด์กลับมา หลังจากที่ทั่วโลกมองว่าประเทศอย่างเดนมาร์ก เยอรมัน และอังกฤษ ต่างก็นำหน้าในฐานะผู้นำการต่อสู้สภาพภูมิอากาศในการแข่งขันเพื่อเศรษฐกิจสีเขียว
คดีนี้เกิดจากการรวมตัวของชาวเนเธอร์แลนด์ 886 รายโดย Urgenda โดยฟ้องต่อรัฐบาลเนเธอร์แลนด์เนื่องจากละเลยการปฏิบัติหน้าที่ทั้งที่รู้ว่ามีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับที่จะทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเกินสององศาเซลเซียส
ข้อกล่าวหายึดตามหลักกฎหมายที่ห้ามไม่ให้รัฐปลดปล่อยมลภาวะที่อาจมีผลเสียต่อประเทศอื่น รวมถึงยึดตามแนวทางของสหภาพยุโรปเรียกว่า “หลักระมัดระวังล่วงหน้า”ที่กำหนดไม่ให้รัฐกระทำการใดๆ ที่ไม่ทราบผลของการกระทำ แต่มีโอกาสก่อให้เกิดอันตรายอย่างรุนแรง
คำกล่าวของเลขาธิการสหประชาชาติที่ระบุให้ทุกรัฐบาลทำอะไรก็ได้ที่จำเป็นต่อการลดอันตรายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอต่อศาล รวมถึงรายงานของคณะทำงานด้านภูมิอากาศของสหประชาชาติ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) เมื่อปี พ.ศ. 2550 ที่คำนวณระดับการลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่จำเป็นเพื่อให้มีโอกาสร้อยละ 50 ที่อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส
James Thornton ผู้บริหารกลุ่มนักกฎหมายสิ่งแวดล้อม ClientEarth กล่าวถึงการตัดสินครั้งนี้ว่า “กล้าหาญและมีวิสัยทัศน์” และจะเป็นกรณีตัวอย่างสำหรับการฟ้องร้องในอนาคต “หลายครั้งในประวัติศาสตร์ที่ศาลได้เข้ามาจัดการปัญหา เช่นในอดีตคือปัญหาการเหยียดสีผิว ส่วนปัญหาปัจจุบันคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งศาลก็ได้เข้ามามีบทบาทอีกครั้ง คำตัดสินของศาลเนเธอร์แลนด์จึงเป็นแรงกระตุ้นให้ศาลทั่วโลกต่อกรกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”
ถอดความบางส่วนจาก Dutch government ordered to cut carbon emissions in landmark ruling โดย Arthur Neslen เข้าถึงได้ที่ http://www.theguardian.com/environment/2015/jun/24/dutch-government-ordered-cut-carbon-emissions-landmark-ruling
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ศาลประเทศเนเธอร์แลนด์ ศาลประเทศเนเธอร์แลนด์ ณ กรุงเฮก สั่งให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตัดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างน้อยร้อยละ 25 ภายใน 5 ปี นับว่าเป็นคำพิพากษาที่สำคัญที่คาดว่าจะสร้างแรงกระตุ้นต่อคนทั่วโลก  

ท่ามกลางเสียงสนับสนุนของนักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้พิพากษาสามท่านได้ตัดสินให้แผนการของรัฐบาลที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ร้อยละ 14 ถึง 17 เปรียบเทียบกับระดับการปลดปล่อยเมื่อปี พ.ศ. 2533 ภายในปี 2563 ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เนื่องจากระดับและขนาดของภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นมีความรุนแรงอย่างมาก

นักรณรงค์ที่กำลังยินดีกล่าวว่า แผนการที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์เตรียมไว้สำหรับนำเสนอในการประชุมภูมิอากาศโลก (Climate Summit)ที่จะจัดขึ้น ณ กรุงปารีสในปลายปีนี้ ควรมีความระมัดระวังโดยยึดความท้าทายทางกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนในปัจจุบัน ที่มองว่าระดับการลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เสนอนั้นยังไม่เพียงพอ

“ก่อนการตัดสินครั้งนี้ สิ่งที่เป็นพันธะผูกพันทางกฎหมายสำหรับรัฐบาลคือสิ่งที่พวกเขาตัดสินใจกันเองในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ” Dennis van Berkel ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของกลุ่ม Urgenda ที่ทำการฟ้องร้องกล่าว “นับเป็นครั้งแรกที่ศาลตัดสินให้รัฐมีพันธะผูกพันทางกฎหมายที่เป็นอิสระต่อประชาชน คำตัดสินนี้ส่งผลต่อแผนที่กำลังจะนำเสนอในที่ประชุมกรุงปารีส เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลในครั้งนี้”

นับว่าเป็นคดีความเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งแรกที่ยึดตามกฎหมายสิทธิมนุษยชน และกฎหมายละเมิด Hans Hofhuis ผู้พิพากษาได้กล่าวว่าภัยคุกคามจากสภาวะโลกร้อนมีความรุนแรง และรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ก็รับรู้โดยการลงชื่อในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ “รัฐบาลไม่ควรหลบอยู่หลังคำถกเถียงที่ว่าการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพยายามของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์เพียงอย่างเดียว” เขากล่าว “การลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปแบบใดก็ตามที่จะช่วยบรรเทาความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนเธอร์แลนด์ในฐานะประเทศพัฒนาแล้วควรมีบทบาทเป็นผู้นำในเรื่องดังกล่าว”

หลังจากการรณรงค์ที่ใช้เวลากว่าสองปีครึ่งเพื่อให้มีการว่าความครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา คำตัดสินของผู้พิพากษาในคดีนี้ทำให้ Roger Cox ผู้สนับสนุนหลักของการรณรงค์น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว

นักกิจกรรมรุ่นใหม่กล่าวว่า คำตัดสินของศาลได้กู้เกียรติของเนเธอร์แลนด์กลับมา หลังจากที่ทั่วโลกมองว่าประเทศอย่างเดนมาร์ก เยอรมัน และอังกฤษ ต่างก็นำหน้าในฐานะผู้นำการต่อสู้สภาพภูมิอากาศในการแข่งขันเพื่อเศรษฐกิจสีเขียว

คดีนี้เกิดจากการรวมตัวของชาวเนเธอร์แลนด์ 886 รายโดย Urgenda โดยฟ้องต่อรัฐบาลเนเธอร์แลนด์เนื่องจากละเลยการปฏิบัติหน้าที่ทั้งที่รู้ว่ามีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับที่จะทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเกินสององศาเซลเซียส

ข้อกล่าวหายึดตามหลักกฎหมายที่ห้ามไม่ให้รัฐปลดปล่อยมลภาวะที่อาจมีผลเสียต่อประเทศอื่น รวมถึงยึดตามแนวทางของสหภาพยุโรปเรียกว่า “หลักระมัดระวังล่วงหน้า”ที่กำหนดไม่ให้รัฐกระทำการใดๆ ที่ไม่ทราบผลของการกระทำ แต่มีโอกาสก่อให้เกิดอันตรายอย่างรุนแรง

คำกล่าวของเลขาธิการสหประชาชาติที่ระบุให้ทุกรัฐบาลทำอะไรก็ได้ที่จำเป็นต่อการลดอันตรายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอต่อศาล รวมถึงรายงานของคณะทำงานด้านภูมิอากาศของสหประชาชาติ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) เมื่อปี พ.ศ. 2550 ที่คำนวณระดับการลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่จำเป็นเพื่อให้มีโอกาสร้อยละ 50 ที่อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส

James Thornton ผู้บริหารกลุ่มนักกฎหมายสิ่งแวดล้อม ClientEarth กล่าวถึงการตัดสินครั้งนี้ว่า “กล้าหาญและมีวิสัยทัศน์” และจะเป็นกรณีตัวอย่างสำหรับการฟ้องร้องในอนาคต “หลายครั้งในประวัติศาสตร์ที่ศาลได้เข้ามาจัดการปัญหา เช่นในอดีตคือปัญหาการเหยียดสีผิว ส่วนปัญหาปัจจุบันคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งศาลก็ได้เข้ามามีบทบาทอีกครั้ง คำตัดสินของศาลเนเธอร์แลนด์จึงเป็นแรงกระตุ้นให้ศาลทั่วโลกต่อกรกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

ถอดความบางส่วนจาก Dutch government ordered to cut carbon emissions in landmark ruling โดย Arthur Neslen เข้าถึงได้ที่ http://www.theguardian.com/environment/2015/jun/24/dutch-government-ordered-cut-carbon-emissions-landmark-ruling

ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง