• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

อะไรกินแล้วไม่ตาย ?

อีเมล พิมพ์ PDF

ศศิน เฉลิมลาภงานแรกที่ผมทำเต็มตัวที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรเมื่อสิบเอ็ดปีที่แล้ว คืองานอบรมเสริมความรู้ให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิเพื่อเตรียมตัวทำงานใหญ่ในผืนป่าตะวันตก ที่ผมตกลงจะลาออกจากอาจารย์มหาวิทยาลัยมาเป็นผู้จัดการโครงการ ตอนนั้นเราใช้ชื่อภารกิจที่เราจะไปทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และอุทยานแห่งชาติทั้ง 17 แห่งในผืนป่าตะวันตก และชาวบ้านชุมชนที่อยู่ในป่าว่า “ร่วมรักษาป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ” ตอนนั้นทางมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เริ่มหาตัวคนหนุ่มสาวมาสร้างทีมทำงานในป่าลึกไว้รอผมอยู่แล้วสิบกว่าคน ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวที่ไม่ได้เรียนหนังสือมาทางระบบนิเวศอะไรที่ว่ามาตามชื่อโครงการ ดังนั้นผมคิดว่าพวกเราเองรวมทั้งผมด้วยควรจะมาปรับพื้นฐานความคิดความเข้าใจเรื่อง “ระบบนิเวศ” นี้ร่วมกัน


คนที่ผมต้องการความช่วยเหลือคนแรกที่นึกถึงคือ “อ.ยงยุทธ จรรยารักษ์” ตอนนั้นอาจารย์ใกล้เกษียณอายุจากภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯ เต็มทีแล้ว โชคดีของพวกเราเป็นอย่างยิ่งที่อาจารย์ตอบรับมาช่วยผมเป็นวิทยากรในการปรับพื้นฐานความคิดดังกล่าว

ผมจำได้ว่าขับรถพาอาจารย์เดินทางจากกรุงเทพมาเมืองกาญฯ เพื่อจะเข้าป่าเต่าดำในอุทยานแห่งชาติไทรโยค เราแวะดูปัญหาการระเบิดหินที่เขาแรดกลางเมืองกาญฯ กันก่อนที่จะเดินทางไปสมทบกับคณะของมูลนิธิที่ไทรโยค ตอนนั้นปัญหาของการระเบิดหินที่นี่ฝุ่นฟุ้ง หินปลิว กระเทือนมาจนว่ากันว่ากระจกอาคารราชการที่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำยังแตก

อาจารย์ชวนผมคิดว่า “นักอนุรักษ์กลัวเรื่องการตัดไม้ แต่ดูภูเขานี้สิมันเหมือนกระดูก ต้นไม้เหมือนผม เหมือนขนตัดทิ้งก็ขึ้นใหม่แต่ต้องใช้เวลา คนสมัยก่อนปลูกบ้านด้วยไม้มันเป็นทรัพยากรที่หมุนเวียนมาเกิดใหม่ได้ใหม่ได้ แต่ระเบิดภูเขาทำซีเมนต์ นี่เราก็เสียภูเขาไปและเกิดใหม่ไม่ได้ เหมือนเราขุดกระดูกของเปลือกโลกไปใช้”

ผมนึกถึงหน้าที่ของภูเขาที่ อ.ยงยุทธเคยสอนผมในการสื่อความหมายธรรมชาติสมัยเรียนว่า ความสูงต่ำของภูเขาเป็นสิ่งที่ควบคุมภูมิอากาศในพื้นที่ภูมิภาคต่างๆ ลมมรสุมที่ปะทะเขาก็เกิดเขตฝนชุก หลังเขาก็เป็นเงาฝนแล้งหน่อย แต่ทั้งหมดก็เป็นความหลากหลายที่ชีวิตที่ต้องการความแตกต่างตามเผ่าพันธุ์ได้อิงอาศัย และนั่นคือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ระบบนิเวศ หรือ บ้านของสิ่งมีชีวิตต่างกัน

อาจารย์น่าจะเป็นคนเดียวมั๊ง ที่เคยถามคำถามแปลกๆ แบบนี้กับผมที่เป็นนักธรณีว่า “ภูเขาทำหน้าที่อะไร ?”

แน่นอนว่าโลกนี้มาไกลขนาดย้อนไปไม่อยู่ตึกปูนคงไม่ได้ เพียงแต่มนุษย์ก็ควรรู้หน้าที่และคุณค่าของภูเขาเอาไว้บ้างขณะที่จะทำลายมันทิ้ง

และก็เกิดคำถามในใจว่า ทำไมโลกเราถึงไม่สามารถตัดไม้ใช้ และจัดการการปลูกคืนให้พอใช้ ทุกอย่างขึ้นกับวิสัยทัศน์ และการเอาจริงเอาจังในการจัดการแท้ๆ

ศศิน เฉลิมลาภ

ต่อคำถามที่ว่าเราควรใช้ทรัพยากรอย่างไร ในการฝึกอบรมคราวนั้น

อาจารย์ไม่ตอบตรงๆ แต่ชวนคิดว่า “คนเราตัดผม โกนหนวด ตัดเล็บ กันบ่อยๆ อย่างไรก็ได้ โดยไม่ต้องมากังวลว่าจะเจ็บปวดบาดเจ็บ เพราะมันอยู่ภายนอก แต่ถ้าเมื่อไหร่อยากสวย ศัลยกรรมผ่าตา ตัดโน่นเสริมนี่ ก็อาจจะเจ็บหน่อย เสี่ยงหน่อย แต่ก็พอทำได้ บางทีก็มีผลกระทบบ้าง แต่โอกาสถึงตายก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเมื่อไหร่เราต้องผ่าตัดอวัยวะภายใน มันย่อมมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเพิ่มขึ้น พิการหรือผิดปกติยาวไปเลยเพิ่มขึ้น ธรรมชาติก็เหมือนกัน จะทำอะไรแค่ไหนก็ต้องประเมินเอาว่าเราจะเสี่ยงที่จะกระทบกับความสำคัญเรื่องอะไรแค่ไหน คุ้มไหม ที่จะเสี่ยง”

นั่นคือเรื่องขอบเขตของการพัฒนา ที่เหลือก็ไปคิดเอาเอง แน่ละว่าการประเมินความคุ้มความเสี่ยงแต่ละเรื่อง แต่ละคนมันก็ต่างกันไป

ขณะที่เราเดินป่ากันอ้าวๆ อาจารย์ชวนหยุด มองรอบตัว บอกว่าเวลาพาคนไปดูป่าชอบเดินไกลๆ ไปจนเหนื่อยมาแข่งกันว่าใครจะแข็งแรงกว่า แต่นั่นใช่วัตถุประสงค์ของการสื่อความหมายธรรมชาติไหม? มีอะไรรอบตัวที่สื่อความหมายให้เราคิด ให้เราเข้าใจมากมาย เข้าป่ารอบตัวเรา เมตรเดียวนี่ก็ดูได้เป็นชั่วโมง

คำถามสำคัญเรื่องป่าของอาจารย์คือ “ป่าคืออะไร?”

เราตอบกันไปแบบที่เคยฟังเคยเรียน ว่า ป่าเป็นที่สิ่งมีชีวิตพืชสัตว์ อยู่กัน มีหมุนเวียนแร่ธาตุ มีกินกันเป็นทอดๆ แบบห่วงโซ่อาหาร มีความหลากหลาย อะไรไป บลาๆๆๆ

อาจารย์มองหน้า (อีกแล้ว) แล้วพูดเสียงนุ่มเป็นเอกลักษณ์ว่า “ป่าคือที่ที่ชีวิตอยู่อย่างอิสระ...เราค่อยๆ คิดตามแล้วแต่ใครจะบรรลุไปถึงไหน

เวลาเจอต้นไม้ อาจารย์ยงยุทธแทบจะไม่เคยเรียกชื่อมันให้ฟังก่อนเลย แต่ให้สังเกตรูปร่างลักษณะ และให้คิดไปว่าต้นแบบนี้ ใบแบบนี้ น่าจะอยู่อย่างไร สภาพแวดล้อมแบบไหนที่มันชอบ หรือมันจะปรับตัวอะไรอย่างไร คิดให้จบเรื่องนี้ก่อน เข้าใจเรื่องแบบนี้ก่อนค่อยรู้ชื่อก็ได้ หรือแม้แต่พอรู้จักคุณสมบัติของมันแล้วไม่รู้ชื่อ ก็มาช่วยตั้งชื่อกันก็ไม่เห็นแปลก

มีหนุ่มคะนองคนหนึ่งลองดี หยิบลูกอะไรสักอย่างมาถามอาจารย์ยงยุทธว่า “กินแล้วตายไหมครับ?” อาจารย์หันมามองหน้าช้าๆ แล้วถามกลับว่า “มีอะไรกินแล้วไม่ตายบ้าง?”

หลังจากฮากันป่าแทบแตกจากคำตอบอาจารย์ เราคิดอะไรไปได้อีกมากมายทีเดียว

จำได้ว่างานนั้นพวกเราได้ความรู้ และแนวคิดการทำงานอนุรักษ์กันเต็มเปี่ยม ไม่ใช่เฉพาะแต่ความรู้ทางวิชาการ แต่เป็นการกระตุ้นให้หาคำตอบที่มากกว่าความรู้ที่บอกต่อๆ กันมา อาจารย์บอกผมว่าออกมาจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแล้วอย่าทิ้งงานสอนเรื่องธรรมชาติให้ผู้คน ตอนนี้ทีมงานต่างๆ ก็พร้อมแล้ว ขอให้ทำงานที่ตั้งใจให้เต็มที่ มีอะไรก็รีบมาใช้งานอาจารย์ซะก่อนจะตาย

ในช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมา ผมชวนอาจารย์มาเยี่ยม มาสอนทีมงานอีกหลายครั้ง ทุกครั้งนอกจากความรู้ และการเปิดความคิดใหม่ๆให้พวกเราแล้ว แน่นอนว่าสิ่งที่เติมมาทุกครั้งคือ “แรงบันดาลใจ” ในการสื่อสารธรรมชาติ และรักษามันเอาไว้

อาจารย์ยงยุทธ แอบสอนผมคนเดียวถึงเคล็ดลับการทำงานที่ต้องออกมาเป็นผู้นำทีมใหม่แบบนี้ว่า ศศิน การทำงานควรจำคำนี้ไว้ได้ว่า “ลูกน้องได้หน้า หัวหน้าได้งาน”

ผ่านมาหลายปี ผมเข้าใจเลยว่าคำสอนของอาจารย์เรื่องนี้สำคัญขนาดไหน

วันที่รดน้ำศพอาจารย์ผมนึกถึงวันที่อาจารย์ชวนกราบพระพุทธรูปที่สำนักสงฆ์กลางป่าด้วยกัน อาจารย์ชวนพวกเราให้สบตากับพระพุทธ แล้วชวนสังเกตว่าพระพุทธรูปที่ปั้นกันจะมองลงต่ำมาหาคน ด้วยความเมตตาเสมอๆ และมีแต่ความเข้าใจให้ผู้คน ขอให้พวกเราใช้มุมมองแบบนี้ในการมองงาน และผู้คนที่ต้องร่วมงาน

ผมจำคำสอนของอาจารย์ได้พอสมควร ทุกเรื่องนำมาใช้ได้ไม่หมดไม่สิ้น และจะใช้มันตลอดไป

แม้ว่าอาจารย์จะไม่อยู่สอนเราได้อีกแล้วก็ตาม เพราะ “ไม่มีอะไรกินแล้วไม่ตาย”

คอลัมน์ ไฟป่า นิตยสาร a day

 

 

รับข่าวสาร