• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ กฎใหม่ของอเมริกา ปิดฉากยุคถ่านหิน!

กฎใหม่ของอเมริกา ปิดฉากยุคถ่านหิน!

อีเมล พิมพ์ PDF

ถ่านหินในอดีตถ่านหินไม่ต่างจากราชา เพราะการผลิตไฟฟ้ากว่าครึ่งของอเมริกานั้นมาจากการเผาถ่านหิน สนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมในอเมริกา และให้พลังงานแก่เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จึงให้ความเคารพต่อถ่านหิน ให้เกียรติต่อเจ้าของ และชาวเหมืองถ่านหิน ที่ครั้งหนึ่งเคยมีจำนวนสหภาพแรงงานสูงเป็นอันดับต้นๆ


บารัค โอบารา ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เมื่อครั้งยังเป็นสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนรษฎร ปี พ.ศ. 2547 เขาสนับสนุนให้รัฐอุดหนุนเงินจำนวนมหาศาลในโครงการเปลี่ยนถ่านหินให้เป็นพลังงานสำหรับรถยนต์เพื่อลดการพึ่งพิงน้ำมันของอเมริกา

โอบามา เคยกล่าวเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 ว่า “หากเราใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่เหมาะสม ถ่านหินมีศักยภาพที่จะกลายเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดขึ้น และเป็นทางเลือกภายในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้าน้ำมัน”

แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลโอบามาได้ประกาศกฎหมายใหม่ที่มีชื่อเล่นว่า กฎหมายพลังงานสะอาด (Clean Power Plan) แผนการซับซ้อนที่มีจุดมุ่งหมายในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการผลิตพลังงานไฟฟ้าสำหรับแต่ละรัฐ และแน่นอนว่าเป้าหมายหลักคือลดการใช้ ‘ถ่านหิน’

ปัจจุบัน ประชากรในสหรัฐอเมริกาทำงานในการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่าในอุตสาหกรรมถ่านหิน ส่วนความคิดที่จะใช้ถ่านหินเหลวในรถยนต์ก็ดูจะไม่มีวี่แววที่จะเป็นไปได้ การใช้พลังงานในอุตสาหกรรมก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น และส่วนแบ่งของถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าก็มีแนวโน้มลดลงเพราะทดแทนโดยก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน

มีเพียงโรงงานถ่านหินแห่งใหม่จำนวนหยิบมือที่ถูกสร้างในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่ Sierra Club องค์การไม่แสวงหากำไรที่ต่อต้านการใช้ถ่านหิน ก็จดบันทึกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ยกเลิกจำนวนมาก ไม่ต่างจากถ้วยรางวัลแห่งความสำเร็จ

เหตุผลในการมุ่งเน้นไปที่ถ่านหินเนื่องจากถ่านหินยังเป็นแหล่งปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญที่สุดในสหรัฐอเมริกา ขณะที่โอบามาพยายามอย่างยิ่งที่จะบรรลุข้อตกลงในการประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเดือนธันวาคม ณ กรุงปารีส เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ระบุเป้าหมายของประเทศต่อองค์การสหประชาชาติว่าจะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 26 ถึง 28 โดยใช้ปี พ.ศ. 2548 เป็นปีฐาน การลดการใช้ถ่านหินก็เป็นส่วนหนึ่งในแผนการดังกล่าว

พลังงาน

ประธานาธิบดีโอบามา ยังไปเยี่ยมเยือนผู้นำในแต่ละประเทศตั้งแต่จีน อินเดีย และบราซิล เพื่อสร้างพันธสัญญาในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก จีนได้ยึดปีที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดเป็นหมุดหมาย อินเดียตั้งเป้าหมายที่ดูเป็นไปได้ยากในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ส่วนบราซิลก็สัญญาว่าจะปกป้องป่าดิบฝนที่ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์

ในขณะที่ท่านประธานาธิบดีพยายามหาแนวร่วมในต่างประเทศ เขาก็ต้องสู่กับศึกใกล้ตัวในสหรัฐฯ เพราะพรรครีพับลิกันโจมตีการ ‘ทำสงครามกับถ่านหิน’ ของโอบามา แต่ Ernest Moniz รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานก็ออกมาตอบโต้โดยยกตัวอย่าง Sounthern Co. ที่พยายามสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูงที่ดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหลวเพื่อฉีดกลับไปในแหล่งน้ำมันที่ถูกทิ้งร้างเพื่อผลิตน้ำมันใหม่ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ใต้ดินอย่างถาวร

แต่เทคโนโลยีดังกล่าวมีต้นทุนค่อนข้างสูง ยิ่งไปกว่านั้น ก๊าซธรรมชาติก็ราคาลดลงอย่างฮวบฮาบ โรงงานหลายแห่งจึงหันมาใช้ก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะภายหลังที่บริษัทพลังงานคิดออกว่าจะขุดเจาะเอาก๊าซธรรมชาติใต้ชั้นหินดินดานมาใช้ได้อย่างไร

ก๊าซธรรมชาตินั้นปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียงครึ่งหนึ่งของถ่านหินเท่านั้น ซึ่งโอบามาเคยกล่าวว่าก๊าซธรรมชาติเปรียบเสมือน ‘สะพาน’ ข้ามไปสู่อนาคตของพลังงานหมุนเวียน

กฎหมายดังกล่าวสามารถเดินหน้าได้โดยต่อยอดมาจากกฎหมายเพื่ออากาศสะอาด (Clean Air Act) ที่เน้นลดการปลดปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และสารปรอท ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2550 ศาลฎีกาแห่งสหรัฐฯ ได้ตัดสินว่าคาร์บอนไดออกไซด์เป็นหนึ่งในมลภาวะ ทำให้สามารถควบคุมโดยสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ ได้

ในสมัยที่โอบามาเป็นประธานาธิบดี ได้มีความพยายามที่จะจำกัดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่นการใช้กลไกตลาดแต่กฎหมายดังกล่าวไม่ผ่านวุฒิสภา รวมทั้งอีกทางเลือกคือการใช้มาตรการภาษีในการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากสภาฯ จึงเหลือทางเลือกสุดท้ายคือการออกกฎหมายบังคับ โดยให้แต่ละรัฐสามารถกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และมาตรการที่เหมาะสมของตนเอง

โลกธุรกิจให้ความเข้าใจกับกฎหมายใหม่เป็นอย่างดี ไม่ว่านักการเมืองจะพูดอย่างไรก็ตาม หลายโรงงานเริ่มเปลี่ยนมาใช้พลังงานหลากหลายรูปแบบเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ และโควตาพลังงานทดแทนที่ใช้กันกว่าครึ่งประเทศ รวมถึงช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไร

ตัวอย่างเช่น Duke Energy ที่หยุดดำเนินการโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 40 โรงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 และทดแทนด้วยโรงงานก๊าซธรรมชาติ รวมถึงได้ลงทุนเป็นเม็ดเงินมหาศาลในฟลอริด้า โดยคาดว่าจะหยุดดำเนินการโรงไฟฟ้าถ่านหินเกินกว่าครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2561 พร้อมกับเริ่มลงทุนในพลังงานหมุนเวียน

กฎหมายที่ส่งผลร้ายต่อโรงไฟฟ้าถ่านหินย่อมกระทบต่อธุรกิจทำเหมืองถ่านหิน ในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา Wa;ter Energy, Patriot Coal และ James River Coal ได้ยื่นคำร้องล้มละลาย เนื่องจากความต้องการถ่านหินที่ลดลงอย่างรุนแรงในอุตสาหกรรมเหล็ก เช่นเดียวกับ Alpha Natural ที่ผลิตถ่านหินให้กับโรงไฟฟ้า ก็มีแนวโน้มที่จะล้มละลายเช่นกัน

ครั้งหนึ่ง สหรัฐอเมริกาเคยได้รับฉายาว่าเป็น ‘ซาอุดิอาระเบียของถ่านหิน’ แต่ปัจจุบัน ปริมาณสำรองถ่านหินในสหรัฐฯ ได้ถูกเรียกในคำศัพท์ทางบัญชีว่า ‘สินทรัพย์ที่กลายเป็นภาระผูกพัน’ (Stranded Assets) ซึ่งหมายความว่าถ่านหินดังกล่าวจะไม่ถูกนำมาใช้อีกต่อไป แม้ถ่านหินยังคงเป็นแหล่งพลังงานสำคัญในสหรัฐอเมริกา แต่ต้องยอมรับว่าถ่านหินได้เสีย ‘บัลลังก์’ ไปแล้ว

ถอดความบางส่วนจาก ‘New EPA rule on greenhouse gases the latest blow to King Coal’ โดย Steven Mufson เข้าถึงได้ที่ http://www.washingtonpost.com/business/economy/new-epa-rule-on-greenhouse-gases-the-latest-blow-to-king-coal/2015/08/01/c8bd3936-3791-11e5-9739-170df8af8eb9_story.html
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

 

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง