• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

แผ่นปิดหนัง Medicine Man

อีเมล พิมพ์ PDF

Medicine Manผมอยากเป็นนักอนุรักษ์มานานนมเน ตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย (ราวๆสามสิบปีโน้น) เสียดายที่สมัยนั้นไม่มีการเรียนการสอนให้ออกไปเป็นนักอนุรักษ์ ผมทบทวนดู ว่าจุดเปลี่ยนใหญ่ที่ทำให้ตัวเองตัดสินใจอยากทำงานอนุรักษ์จริงๆ จังๆ คือวันที่เดินออกจากโรงหนังแมคเคนนา แถวราชเทวี หลังจากดูหนังเรื่อง “Medicine Man” แปลชื่อไทย ว่า หมอยาผู้ยิ่งใหญ่ หนังเรื่องนี้น่าจะฉายบ้านเราในช่วงปี 2535  (โรงหนังสมัยนั้นยังขายตั๋วหนังแถวหน้าสุดแค่ยี่สิบสามสิบบาทให้ผมดูได้บ่อยๆ)


เรื่องนี้แสดงนำโดยดาราดัง (สมัยผม) คือ ฌอง เคนเนอรี (Sean Kennery) แสดงเป็น ดร.แคมป์เบล กับดาราสาวอีกคน แสดงเป็น ดร. เร เครน ผมชอบขนาดมีแผ่นปิดหนังใส่กรอบไว้ระลึกถึงอยู่ที่บ้าน เพราะสมัยนั้นไม่ไช่ทุกอย่างจะปรากฏเป็นภาพตามที่หาจากกูเกิ้ลได้เหมือนเดี๋ยวนี้

หนังเรื่องนี้ทำให้ผมเห็นภาพ Tropical Forest หรือ ป่าฝนเขตร้อน ที่น่าจะเป็นฉากในป่าอเมริกาใต้ ชัดๆ ว่ามันยิ่งใหญ่งดงามเพียงใด จากการติดตามคุณเร เครน มุดป่าดิบทึบน่ากลัว ไปประเมินการต่อทุนงานวิจัยของ ดร.แคมป์เบล ในป่าลึก จากภาพระยะใกล้ที่เราชินตาว่าป่าคือป่า น่ากลัว รก กลายเป็นความงดงามสุดๆ เมื่อหนังเรื่องนี้พาผมขึ้นไปกับอุปกรณ์สำรวจเรือนยอดต้นไม้ที่ใช้เชือกชักรอก

ผมจำภาพมุมกว้างของป่าฝนเขตร้อนในหนังเรื่องนี้ได้อย่างไม่รู้ลืม ภาพเรือนยอดต้นไม้แผ่ไปสุดลูกหูลูกตาแบบเดียวกับป่าบ้านเรา ที่ผมเคยเห็นเหมือนกันที่แก่งกระจาน เขาใหญ่ ปรากฏชัด ลบเลือนภาพป่าโรแมนติคยอดฮิต แบบป่าสนเมืองฝรั่ง ที่เราเคยดูในหนัง หรือสารคดี หรือแม้แต่ป่าแห้งๆ ที่มีสัตว์ป่านอนอยู่เต็มรอบแอ่งน้ำแบบแอฟริกา ที่เราชินตา

หนังฝรั่งเขาใช้พื้นฐานทฤษฎี มาผูกเรื่องเพื่อบอกนัยยะของแก่นแกนที่ต้องการสื่ออย่างมีศิลปะ ให้เราค่อยติดตามผ่านบทบาทความคิดของผู้กำกับผ่านนักแสดงที่แสดงได้เหมือนเป็นคนในจินตนาการนั้นจริงๆ โดยเฉพาะมืออาชีพแบบ เคนเนอรี่

กว่าจะรู้ว่ายามะเร็งหลอดสุดท้ายที่ ดร.แคมเบล ค้นพบ ทดลอง และผ่านด่านทดสอบมนุษยธรรมที่ต้องใช้รักษาคนพื้นเมืองในป่า ไม่ได้เกิดจากดอกไม้ชื่อโบรมีเลียด ที่ตะแกหมกมุ่นครุ่นคิดว่าใช่ เฝ้าทดลองแล้วทดลองเล่า แต่ยานี้เกิดจากความบังเอิญของมดที่มาอาศัยอยู่อย่างพึ่งพาบนความสัมพันธ์อะไรสักอย่าง ก็เกือบจะจบเรื่อง

ความซับซ้อนของระบบนิเวศ และเรื่องภายในใจของนักวิทยาศาสตร์ผู้มุ่งมั่น เดินเรื่องคู่กันมาจนทำให้เราเข้าใจทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต ที่ยิ่งมีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ที่เกี่ยวข้อร้อยเรียงเป็นระบบซับซ้อน ปัจจัยสารพัดที่ทำให้ชีวิตแตกต่าง และสร้างวงจรสมดุลอยู่ร่วมกันให้สารพัดพันธุ์กรรมแตกต่อ คัดเลือก และดำรงรักษากันไว้ในระบบนิเวศป่าฝน ในขณะที่ข้อจำกัดการค้นพบความลับแบบนั้น ก็ต้องผ่านบททดสอบที่ต้องมีพื้นฐานความรู้ ความอดทน ทุ่มเทเอาจริงเอาจัง และพร้อมที่จะแตกหักกับปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายใน ทุนทรัพย์ ภยันตราย และภัยคุกคามป่าที่เกิดจากการพัฒนาและการขยายตัวของพื้นที่เกษตรกรรมที่เร่งทำลายถากถางขุมทรัพย์ทางความหลากหลายทางชีวภาพ ที่แทบไม่มีใครบนโลกนี้ให้ความสนใจ หรือแม้แต่จะรู้จักมัน

จำได้ว่าผมน่ะชัดแล้วว่า นี่คือเรื่องใหญ่ที่เราไม่อยากให้โลกนี้เสียคุณค่าแบบนี้ไปในสมัยของเรา ยิ่งภายหลังเรารู้มากขึ้นว่าโอกาสรอดจากเชื้อโรคที่พัฒนาขึ้นสู้กับยาที่เราค้นพบมาหลายปี น่าจะอยู่ที่การค้นพบความรู้เรื่องยาจากความหลากหลายทางชีวภาพนี่แหล่ะ ที่จะทำให้มนุษยชาติพ้นจากความจนมุม ทั้งโรคใหม่ๆ และเชื้อดื้อยา

จากวันนั้นถึงวันนี้ นับเป็นเวลายี่สิบกว่าปี ที่การอนุรักษ์บ้านเราขยายความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้นบ้าง แต่เรื่องใหม่ที่มาเมื่อเกือบสายไปของประเทศไทยในช่วงนั้นคือความสนใจเรื่อง “ความหลากหลายทางชีวภาพ” หรือ Biodiversity ที่บอกว่าเกือบสายไปก็เพราะว่าเราทำลายป่า และล่าสัตว์ป่าครั้งใหญ่กันตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองจนป่าดงพญาไฟเหี้ยนเตียนคาตา ทำเหมืองแร่ทำลายป่าชายเลนและแนวปะการังไปไม่รู้เท่าไหร่ที่ภูเก็ต แต่นั่นยังไม่เท่านโยบายการส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวถากถางป่าในที่ราบขึ้นไปถึงยอดเขา พร้อมๆ กับใช้พื้นที่หุบเขาที่เป็นป่าที่ราบต่ำทำอ่างเก็บน้ำเพื่อใช้ในเกษตรและป้องกันน้ำท่วม ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติปี 2504

แม่วงก์

ยังจำได้ว่าผมพยามตลอดมาที่จะเข้าไปทำงานเพื่อ “อนุรักษ์” แม้ว่าสมัยนั้นจะไม่มีโรงเรียน หรือหลักสูตรที่เปิดให้ไปเรียนอย่างจริงจังเหมือนเดี๋ยวนี้

สมัยนั้นเรียน “วนศาสตร์” คือการเรียนไปเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ มีอาชีพหลักคือการไปเป็นเจ้าหน้าที่สำหรับการตัดการค้าไม้ หลักสูตรสิ่งแวดล้อมแฝงๆ อยู่ตามการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ แต่ไม่มีที่ไหนสอนเรื่องนี้จริงจัง จำได้ว่า คำเก่าๆ อย่าง “การอนุรักษ์” นี่เราพอใช้กันอยู่บ้าง แต่เน้นไปเรื่องอนุรักษ์แหล่งโบราณสถาน ศิลปกรรม มากกว่าเรื่องธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม

แต่ประเทศไทยก็ค้นหาความหมายของวิชาความรู้แบบนี้อยู่ไม่นาน หลังจากนั้นก็เป็นยุคปฏิวัติเขียวในช่วงต้นทศวรรษที่ 30 สมัยนั้นมีเหตุการณ์ที่เรารับรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมต่อเนื่องกันมาหลายเรื่อง ตั้งแต่การต่อสู้ของกลุ่มกรีนพีซผ่านข่าวดาวเทียมที่ใช้เรือติดตามการขนกากนิวเคลียร์ไปในทะเลเพื่อไม่ให้ลอบทิ้ง พร้อมกับข่าวคราวการต่อต้านการสร้างเขื่อนน้ำโจน ความขัดแย้งเรื่องโรงงานแทนทาลัมที่เกาะภูเก็ต ดินโคลนถล่มภาคใต้พร้อมท่อนซุงมากมาย จนมีการปิดสัมปทานป่าไม้ จนมาถึงการประชุมสิ่งแวดล้อมแห่งชาติครั้งแรก เมื่อปี 2533 ต่อเนื่องกับความตายของหัวหน้าเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งที่ชื่อสืบ นาคะเสถียร

การประชุมสิ่งแวดล้อมโลกที่เมืองหลวงบราซิล เมื่อปี 2534 นำศัพท์เฉพาะทางสิ่งแวดล้อมออกมาหลายคำ อย่างเช่น “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ที่เป็นวาทกรรมใหญ่เพื่อตอบคำถามว่า คุณจะเลือก “อนุรักษ์” หรือ “พัฒนา” ที่มาพร้อมๆ กับคำถามใหญ่ในระดับโลกเรื่อง Global Warming รวมถึง ความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ผมมาเข้าใจความหมาย และคุณค่าอย่างชัดแจ้งจากหนังเรื่อง Medcine Man

เสียดายแค่ว่า ผ่านมายี่สิบปี ผมก็ยังต้องอธิบายความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าที่ราบต่ำริมน้ำที่ป่าแม่วงก์ และตอบคำถามของหลายคนว่า หากไม่มีเสือที่แม่วงก์ มันจะเสียหายอะไร โลกจะแตกเลยไหม? อะไรทำนองนี้อยู่หลายครั้ง

ผมอยากให้หนังเรื่องนี้ เป็นหนังในดวงใจของคนไทยมากกว่านี้ แม้จะไม่มีทางเป็นไปได้

เผื่อผมจะไม่ต้องตอบคำถามเรื่องเก็บป่าที่ราบริมน้ำแม่วงก์ไว้ทำไม?

 

 

รับข่าวสาร