• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

มรดกอาจารย์

อีเมล พิมพ์ PDF

ศศิน เฉลิมลาภสองวันที่ผ่านมาผมมีหมายนัดที่กิจกรรมค่ายเยาวชน ระดับ ม.ปลาย คณะหนึ่งที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ข่าวว่าเป็นเยาวชนที่มาจากหลายจังหวัดทั่วประเทศไทยราวห้าสิบคน

ส่วนตัวแล้วมีข้อขัดแย้งในใจเวลาต้องไปเป็นวิทยากรแบบนี้อยู่สองเรื่อง คือ ผมรับว่าถ้ามีงานเยาวชนชวนไปจะไม่ปฏิเสธ เพราะเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ต่อรุ่นเผยแพร่งานอนุรักษ์ และแนะนำงานขององค์กรที่ผมสังกัดอย่างมูลนิธิสืบนาคะเสถียรต่อคนรุ่นลูกหลาน แต่ข้อขัดข้องในใจคือ ด้วยภารกิจของงานเครียดๆ ระดับผลักดันเชิงนโยบาย คัดค้านโครงการพัฒนา เวลาไปคุยกับเด็กที่ไม่มีพื้นฐานแล้วเหนื่อยทั้งใจ ทั้งพลังงานในการอธิบาย กว่าจะจูนกันติด แม้ว่าจริงๆ แล้วก็เป็นงานที่ในอดีตผมเริ่มงานอนุรักษ์มากับงานสื่อความหมายธรรมชาติแบบนี้ตั้งแต่วัยรุ่น พูดได้ว่าทำมาก็ไม่น้อยกว่าใครทีเดียวเชียว


แต่ยอมรับว่า การพูดจากับคนอายุห่างกันมากๆ ข้ามรุ่นข้ามเจนเนอเรชั่น เป็นเรื่องไม่สนุก และลำบากใจ เมื่อเทียบกับบรรยายกับเครื่องฉายสมัยใหม่กับผู้ใหญ่ในงานวิชาการ

คืนก่อนเดินทางขึ้นเขาใหญ่ ผมเกเร ไม่เตรียมตัว เตรียมเนื้อหาการบรรยายใดๆ สมองกลวงเปล่า กะว่าเช้าๆ ไปหาอะไรที่เต็มคอมพิวเตอร์เล่าให้เด็กฟังให้ผ่านๆ ไปอีกสองชั่วโมง

เช้านั้น ระหว่างความขัดแย้งที่รบกวนจิตใจในเรื่องเป็นวิทยากรสร้างความรู้การอนุรักษ์ป่าให้เด็กผมขับรถขึ้นเขาใหญ่ ทางสวยมีกลิ่นหมอกฝน นำความรู้สึกย้อนเวลาไปเมื่อสมัยกว่ายี่สิบปีที่แล้ว ที่ผมใช้ป่าเขาใหญ่แห่งนี้ในการทำกิจกรรมสื่อความหมายธรรมชาติมานับครั้งไม่ถ้วน

ก่อนที่จะพลัดพรากจากไปรอนแรมอยู่ที่ป่าใหญ่แถบตะวันตกแทนป่าเขาใหญ่ใกล้กรุงที่เคยคุ้น แว่บหนึ่ง ผมนึกถึงอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ ผู้ที่ผมถือเป็นปรมาจารย์ด้านการสื่อความหมายธรรมชาติของผม ท่านเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อสามเดือนก่อนนี้เอง

ก่อนทำค่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ เมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว ผมเตรียมงานสื่อความหมายที่จะจัดกิจกรรมให้กับน้องๆ ปีหนึ่งที่เพิ่งผ่านชั้นมัธยมใหม่หมาด เข้าสู่การเป็นนิสิตวิทยาศาสตร์ เราอยากให้เด็กรุ่นใหม่รักและเข้าใจธรรมชาติจึงจัดกิจกรรมสื่อความหมายธรรมชาติขึ้นที่เขาใหญ่แห่งนี้

กิจกรรมนี้เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผมได้รู้จักอาจารย์ยงยุทธ ผู้ซึ่งผมดุ่ยๆ เข้าไปขอคุย และขอคำแนะนำในการสื่อความหมาย กับอาจารย์ตามคำแนะนำของเพื่อนที่เป็นลูกศิษย์สายตรง ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกัน และไม่เคยเรียนด้วย

อาจารย์บอกว่า เราอยู่กับชาวค่ายทั้งกลางวันกลางคืน กลางวันต้องให้เขาหัดสังเกตสิ่งรอบตัว ทุกอย่างมีคำถาม คำตอบที่สื่อให้เขาหัดคิด และเข้าใจ กลางคืนค่อยใช้สื่อ ใช้กระบวนการคิดที่ไม่ต้องเห็นภาพจริง เสียดายเวลาที่เขาเห็น ตั้งคำถามเขาให้มากๆ

ผมนึกถึงสีหน้าท่าทีของอาจารย์ยงยุทธที่ไม่เคยเบื่อ ไม่เคยเหนื่อย ในการสอน ในการอธิบายให้เราเข้าใจในเรื่องธรรมชาติ นับครั้งไม่ถ้วนทั้งที่ผมเป็นผู้เรียน และผมเป็นผู้ประสานเชิญอาจารย์มาเป็นผู้สอนให้คนอื่นๆ

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมเจออาจารย์ครั้งสุดท้าย แว่วว่า จะใช้อะไรผม รีบใช้ซะ ผมแก่แล้ว

จำได้ว่าถามอาจารย์ว่าอาจารย์ไม่หยุดทำงานหรือครับ เกษียณมาตั้งหลายปีแล้ว ไม่ยอมแก่หยุดพักเสียที ผมคงเย้าแกไปทำนองนี้

อาจารย์ตอบผมว่า “ศศิน เคยเห็น ต้นไม้มันหยุดทำงานไหม?” แล้วตอบเองว่า “ต้นไม้มันจะหยุดทำงานก็ต่อเมื่อมันตาย”

ศศิน เฉลิมลาภ

ในที่สุดกับความคิดที่ปะทะกันในหัว ผมก็ขับรถมาจอดที่ค่ายเยาวชนบนเนินเขาสวย ใกล้อาคารเก่าๆ ริมห้วยที่ผมแสนจะคุ้นเคยเมื่อสมัยหนุ่มๆ

ตอนนั้นความรู้สึกเก่าๆ เริ่มกลับมา แต่ความข้องขัดภายในก็ยังไม่หมดไปเสียทีเดียวในเรื่อง “รำคาญเด็ก”

ผมเดินลอยๆ เข้าไปมองเด็กเยาวชน กำลังถูกนำเกมสันทนาการวิ่งกันเจี๊ยวจ๊าว ก่อนพบตัวเองวางกระเป๋าคอมพิวเตอร์ไว้ที่โต๊ะ และคิดได้ว่าจนถึงวินาทีนี้ก็ยังไม่ได้เตรียมเนื้อหา หรือสไลด์อะไรบรรยายวิชาการเลย

ทั้งๆ ที่มี “ของเก่า” Power point นับพันสไลด์ ที่พอจะนำมาใช้ได้ แต่ผมไม่อยากทำอย่างนั้นในวันที่แสงแดดจ้า เพราะผมเสียดายเวลา ตามที่อาจารย์เคยสอนไว้ในเทคนิคการสื่อความหมายเมื่อหลายสิบปี

ผมเดินตรงไปที่แถวเด็ก ทำการระเบิดความเคยชินที่เขาเจอมาในการบรรยายวิชาการ โดยการยิงคำถามง่ายๆ เรื่อง ป่า ว่า บ้าน (จังหวัด) ใครไม่มีป่าบ้าง ไล่เรียงไป จนได้ว่าจังหวัดใครมีป่าอะไรชื่ออะไร...ทั้งๆ ที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน

ผมพบตัวเองนั่งกลางวงล้อมของเด็กเยาวชนที่ผมเตรียมมารำคาญอย่างสนุกสนาน ทักษะการถามตอบแบบอาจารย์ยงยุทธ สามารถเกี่ยวความเข้าใจของเด็กเมืองจากจังหวัดต่างๆ ที่มีต่อป่ามาได้คำนิยามแบบอาจารย์ยงยุทธที่ผมประทับใจที่ว่า ป่าคือที่ที่ชีวิตอยู่กันอย่างอิสระ โดยตั้งคำถาม เย้ายั่ว จนเด็กหลุดคำพูดว่าทั้งสัตว์ป่าและพืชมันอิสระออกมาเอง

วิธีการสอนของอาจารย์ยงยุทธ ถูกผมทบทวนและถ่ายทอดออกไปอย่างไม่จบสิ้นต่อเนื่อง พร่างพรู บนอารมณ์ของครูที่ผุดพราย...

เหมือนสารบางอย่างหลั่งและไหลวนในกระแสเลือดของผม เป็นความรู้สึกดีๆ ที่เคยคุ้น ในงานสื่อความหมายที่ไม่ได้ทำแบบนี้มานานเน ความสุขใจซ่านไปทั่ว เมื่อสบตาที่อยากรู้และกระตือรือล้นของเด็กวันนั้น

หน้าต่างห้องประชุมเปิดโอกาสให้เด็กๆ ที่ผมเพิ่งเจอกับเขามองออกไปเห็นป่าใหญ่ ค่อยๆ เตรียมความรู้ก่อนที่เขาจะมีกิจกรรมไปสัมผัสเส้นทางป่าจริงๆ ในตอนบ่าย ไปไกลถึงคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ ความเป็นต้นน้ำ ในภาพที่เชื่อมโยงไปสู่แนวเส้นศูนย์สูตรของลูกโลก แน่นอนว่าเรา ไปเที่ยวกันถึงป่า คองโก บอร์เนียว และอะเมซอน ทางจินตภาพที่เขาใหญ่

ก่อนหมดเวลายาวนานสองชั่วโมง วงคุย ซักถามอภิปรายยังไม่เบื่อหน่าย คำถามถึงการอนุรักษ์กว้างจากป่าไปสู่ทะเล เชื่อมโยงไปถึงกระบวนการทัดทานที่เขาจะต้องทำงานหากจะต้องการเก็บระบบนิเวศ และคุณค่าแห่งธรรมชาติส่งต่อถึงรุ่นลูกหลาน

ผมพบตัวเองขับรถลงจากป่าเขาใหญ่ที่เป็นเหมือนเมืองหลวงของงานศึกษาธรรมชาติของผม ที่ได้กลับมาเยือน และทำงานที่อาจารย์ยงยุทธเคยสอน และ “ฝาก” ไว้

ช่วยไม่ได้ รับมรดกอาจารย์มาแล้ว ผมบอกตัวเองอย่างมีความสุข ขณะขับรถผ่านลิงตัวใหญ่ขนฟู เก้งตัวงาม และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ด่านทางออกเขาใหญ่

คอลัมน์ไฟป่า นิตยสาร a day

 

 

รับข่าวสาร