• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

สถาปนิกนักอนุรักษ์ธรรมชาติ

อีเมล พิมพ์ PDF
รตยา จันทรเทียร : สถาปนิกผู้ว่าการหญิงคนแรก ของการเคหะแห่งชาติ หญิงเหล็กแห่งวงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของไทย
รตยา จันทรเทียร เป็นสถาปนิกนักบริหารที่มีผลงานโดดเด่น จนสามารถก้าวสู่ตำแหน่งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ นับเป็นสตรีคนแรกที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดขององค์กรด้านที่อยู่อาศัยของภาครัฐแห่งนี้ นอกจากนั้น ท่านสนใจงานด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมานาน โดยเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม และปัจจุบัน แม้ท่านจะอยู่ในวัย 79 ปี ท่านก็ยังทำงานเป็นประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จนได้รับฉายาว่าเป็น “หญิงเหล็กแห่งวงการนักอนุรักษ์” หรือ “นางสิงห์ผู้เฝ้าป่า” นับว่าท่านเป็นสถาปนิกและนักอนุรักษ์คนดีมีฝีมือที่ควรแก่การยกย่อง และจดจำรำลึกถึงเป็นอย่างยิ่ง
1. เส้นทางการศึกษาสู่ปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรม
คุณรตยา จันทรเทียร หรือที่บุคคลทั่วไปเรียกท่านว่า “อาจารย์รตยา” เป็นชาวจังหวัดจันทบุรี เกิดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2474 เรียนหนังสือระดับประถมที่โรงเรียนประชาบาลวัดหนองอ้อ และระดับมัธยมต้นที่โรงเรียนศรียานุสรณ์จังหวัดจันทบุรี ก่อนที่จะมาจบมัธยมปีที่ 8 ที่โรงเรียนราชินีบน และเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนจบปริญญาตรี จากนั้น จึงทำงานระยะหนึ่งก่อนที่จะไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโท ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์เขตร้อน PRATT INSTITUTE มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
2. เส้นทางการทำงานสู่ตำแหน่งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ
เมื่อจบการศึกษาปริญญาตรี สถาปัตยกรรมศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์รตยาเริ่มต้นทำงานเป็นสถาปนิกที่สำนักงานอาคารสงเคราะห์ กรมประชาสงเคราะห์ อยู่สองปี จึงเปลี่ยนอาชีพไปเป็นอาจารย์ที่แผนกช่างก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ (ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ) หลังจากสอนหนังสือได้ระยะหนึ่ง ท่านได้ทุนฟุลไบรท์ไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรมเขตร้อน ณ PRATT INSTITUTE นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้น จึงกลับมาเป็นอาจารย์ต่อ กระทั่งปี พ.ศ. 2512 จึงไปทำงานที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์แห่งประเทศไทย ตามการเชิญชวนของ ดร. วทัญญู ณ ถลาง ซึ่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการก่อสร้างแห่งชาติ อาจารย์รตยารับหน้าที่เป็นเลขานุการของศูนย์ฯ นานประมาณ 4 ปี โดยที่ศูนย์ฯ นี้ เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย รวมทั้งการริเริ่มและประสานงาน
การจัดตั้งการเคหะแห่งชาติ เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางให้มี
ที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง
เมื่อรัฐบาลจัดตั้งการเคหะแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2516 อาจารย์รตยา จึงได้มาทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการ และร่วมงานกับ ดร. วทัญญู ณ ถลาง ที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการคนแรกของการเคหะแห่งชาติ อาจารย์รตยามุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่ จนมีตำแหน่งก้าวหน้าเป็นลำดับ กระทั่ง ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ. 2531 และเกษียณอายุในตำแหน่งผู้ว่าการ เมื่อ พ.ศ. 2535
จากการทำงานที่การเคหะแห่งชาติ นานกว่า 20 ปี นับแต่เริ่มก่อตั้ง นับว่าอาจารย์รตยาเป็นผู้บุกเบิกและเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความเข้มแข็ง และเติบโตให้กับการเคหะแห่งชาติ จนสามารถสร้างแฟลตให้คนจนเข้าอยู่อาศัยจำนวนหลายหมื่นหน่วย กับทั้งมีการปรับปรุงชุมชนแออัด โดยขยายการพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัดให้ครอบคลุมมิติต่างๆ ทั้งเรื่องสาธารณูปโภคสาธารณูปการ การปรับปรุงสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจของชาวชุมชนด้วย อาจารย์รตยาเป็นผู้ว่าการ ที่ให้ความสำคัญพิเศษกับผู้มีรายได้น้อยและท่านเป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้มีการตั้ง “สำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง” (พชม.) จนสำเร็จเมื่อปี 2535 เพื่อรับผิดชอบในการส่งเสริมให้ชุมชนแออัดในเมืองมีความเข้มแข็ง สามารถมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและรวมกันเป็นเครือข่ายที่เกื้อกูลสนับสนุนเรียนรู้ซึ่งกันและกันทั้งด้านการเงินและสังคมเศรษฐกิจ กระทั่งต่อมา ในปี พ.ศ. 2543 สำนักงานพัฒนาชุมชนเมืองได้รวมกับกองทุนพัฒนาชนบทของสภาพัฒน์ฯ และจัดตั้งเป็น “สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน” (พอช.) โดยขยายงานครอบคลุมการพัฒนาชุมชนทั้งเมืองและชนบททั่วประเทศ
3. ก้าวสู่หญิงเหล็กแห่งวงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : อาจารย์รตยามีความสนใจในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมมานานตั้งแต่ก่อนการทำงานในการเคหะแห่งชาติ โดยในปี พ.ศ. 2512 ซึ่งมีการก่อตั้งสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม อาจารย์รตยาได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ในกระบวนการ โครงสร้างของงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้เข้าใจลึกซึ้งในคุณค่าของธรรมชาติมากขึ้น และเมื่อปี พ.ศ. 2530 -2531 อาจารย์รตยาดำรงตำแหน่งนายกสมาคมอนุรักษ์ฯ ได้เข้าร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนอีกหลายองค์กร ในการรณรงค์ให้ยุติการดำเนินการเขื่อนน้ำโจนที่จะส่งผลรุนแรงต่อธรรมชาติและสภาพแวดล้อมของผืนป่าตะวันตก ในปี พ.ศ. 2533 มีการรวมตัวองค์กรอนุรักษ์ 18 องค์กร จัดงานสิ่งแวดล้อมระดับชาติขึ้น ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องทุกปี จนในปี พ.ศ. 2541 ได้มีการสร้างเครือข่ายเป็นสมัชชาองค์กรเอกชนด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและคุ้มครอง
สิ่งแวดล้อมขึ้น
อนึ่ง ในปี พ.ศ. 2533 จากเหตุการณ์ที่ประเทศไทยสูญเสียคุณสืบ นาคะเสถียร นักวิชาการป่าไม้ผู้พิทักษ์รักษาผืนป่าและสัตว์ป่า อาจารย์รตยาจึงได้เข้ารับหน้าที่เป็นประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โดยไม่รับเงินเดือน เพื่อดำเนินภารกิจสืบทอดเจตนารมณ์ของคุณสืบ เพื่อช่วยให้ผืนป่า สัตว์ป่า และแหล่งธรรมชาติ ได้รับการอนุรักษ์ในวิถีทางที่เอื้อประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อมนุษย์ และอนุชนรุ่นหลัง ภายใต้แนวคิด “ให้มนุษย์ได้เกื้อกูลธรรมชาติ เพื่อธรรมชาติคงอยู่ เพื่อเกื้อกูลมนุษย์”
ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมามูลนิธิสืบฯ ได้พยายามสนับสนุนการอนุรักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่า โดยการเผยแพร่ข้อมูลความรู้ด้านคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งข้อเท็จจริงด้านความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติ ป่าสู่สาธารณะ การเข้าร่วมในโครงการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศการตั้งกองทุนผู้พิทักษ์ป่า ดูแลบุตรธิดาของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่เสียชีวิตเนื่องจากภารกิจรักษาป่า รวมไปถึงติดตามให้ความเห็นต่อกฎหมายที่จะมีผลกระทบกับความยั่งยืนของผืนป่าธรรมชาติ เช่น พ.ร.บ. ป่าชุมชน เป็นต้น
อาจารย์รตยามักยืนยันให้ความเห็นเสมอมาว่า “แท้ที่จริงเรื่องของคน ชุมชน สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ยึดโยงมีผลกระทบซึ่งกันและกัน ถ้าเรามุ่งหวังให้ชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ ต้องให้ความสำคัญเรื่องการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มากกว่าที่ผ่านมา ต้องตระหนักว่าผืนป่าธรรมชาติ อันเป็นแหล่งผลิตน้ำชั่วชีวิตและช่วยชะลออุทกภัยได้ ทั้งนี้ องค์ประกอบที่เอื้อให้ผืนป่าสมบูรณ์คือสัตว์ป่า ที่ต้องรักษาไว้ในผืนป่านั้นด้วย”
ความมุ่งมั่นพยายามและอุทิศตนเสียสละในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะป่าไม้และสัตว์ป่าอย่างจริงจัง เข้มแข็งและยาวนานของอาจารย์รตยา ทำให้ท่านได้รับฉายาจากผู้ที่รู้จักและชื่นชมท่านว่าเป็น “หญิงเหล็กแห่งวงการนักอนุรักษ์” หรือ “นางสิงห์ผู้เฝ้าป่า” นับว่าท่านเป็นสถาปนิกคนดี มีฝีมือทั้งการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และเป็นนักอนุรักษ์ที่ช่วยให้ป่าไม้และสัตว์ป่าได้ดำรงชีวิตตามธรรมชาติอย่างยั่งยืน จึงนับว่าท่านเป็นบุคคลที่ควรแก่การยกย่องและจดจำรำลึกถึงเป็นอย่างยิ่ง
เรียบเรียงโดย พัลลภ กฤตยานวัช ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์
รตยา จันทรเทียรรตยา จันทรเทียร : สถาปนิกผู้ว่าการหญิงคนแรก ของการเคหะแห่งชาติ หญิงเหล็กแห่งวงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของไทย

รตยา จันทรเทียร เป็นสถาปนิกนักบริหารที่มีผลงานโดดเด่น จนสามารถก้าวสู่ตำแหน่งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ นับเป็นสตรีคนแรกที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดขององค์กรด้านที่อยู่อาศัยของภาครัฐแห่งนี้ นอกจากนั้น ท่านสนใจงานด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมานาน โดยเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม และปัจจุบัน แม้ท่านจะอยู่ในวัย 79 ปี ท่านก็ยังทำงานเป็นประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร จนได้รับฉายาว่าเป็น “หญิงเหล็กแห่งวงการนักอนุรักษ์” หรือ “นางสิงห์ผู้เฝ้าป่า” นับว่าท่านเป็นสถาปนิกและนักอนุรักษ์คนดีมีฝีมือที่ควรแก่การยกย่อง และจดจำรำลึกถึงเป็นอย่างยิ่ง

1. เส้นทางการศึกษาสู่ปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรม
คุณรตยา จันทรเทียร หรือที่บุคคลทั่วไปเรียกท่านว่า “อาจารย์รตยา” เป็นชาวจังหวัดจันทบุรี เกิดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2474 เรียนหนังสือระดับประถมที่โรงเรียนประชาบาลวัดหนองอ้อ และระดับมัธยมต้นที่โรงเรียนศรียานุสรณ์จังหวัดจันทบุรี ก่อนที่จะมาจบมัธยมปีที่ 8 ที่โรงเรียนราชินีบน และเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนจบปริญญาตรี จากนั้น จึงทำงานระยะหนึ่งก่อนที่จะไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโท ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์เขตร้อน PRATT INSTITUTE มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

2. เส้นทางการทำงานสู่ตำแหน่งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ
เมื่อจบการศึกษาปริญญาตรี สถาปัตยกรรมศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์รตยาเริ่มต้นทำงานเป็นสถาปนิกที่สำนักงานอาคารสงเคราะห์ กรมประชาสงเคราะห์ อยู่สองปี จึงเปลี่ยนอาชีพไปเป็นอาจารย์ที่แผนกช่างก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ (ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ) หลังจากสอนหนังสือได้ระยะหนึ่ง ท่านได้ทุนฟุลไบรท์ไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านสถาปัตยกรรมเขตร้อน ณ PRATT INSTITUTE นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้น จึงกลับมาเป็นอาจารย์ต่อ กระทั่งปี พ.ศ. 2512 จึงไปทำงานที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์แห่งประเทศไทย ตามการเชิญชวนของ ดร. วทัญญู ณ ถลาง ซึ่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการก่อสร้างแห่งชาติ อาจารย์รตยารับหน้าที่เป็นเลขานุการของศูนย์ฯ นานประมาณ 4 ปี โดยที่ศูนย์ฯ นี้ เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย รวมทั้งการริเริ่มและประสานงานการจัดตั้งการเคหะแห่งชาติ เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

เมื่อรัฐบาลจัดตั้งการเคหะแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2516 อาจารย์รตยา จึงได้มาทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการ และร่วมงานกับ ดร. วทัญญู ณ ถลาง ที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการคนแรกของการเคหะแห่งชาติ อาจารย์รตยามุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่ จนมีตำแหน่งก้าวหน้าเป็นลำดับ กระทั่ง ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ. 2531 และเกษียณอายุในตำแหน่งผู้ว่าการ เมื่อ พ.ศ. 2535

จากการทำงานที่การเคหะแห่งชาติ นานกว่า 20 ปี นับแต่เริ่มก่อตั้ง นับว่าอาจารย์รตยาเป็นผู้บุกเบิกและเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความเข้มแข็ง และเติบโตให้กับการเคหะแห่งชาติ จนสามารถสร้างแฟลตให้คนจนเข้าอยู่อาศัยจำนวนหลายหมื่นหน่วย กับทั้งมีการปรับปรุงชุมชนแออัด โดยขยายการพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัดให้ครอบคลุมมิติต่างๆ ทั้งเรื่องสาธารณูปโภคสาธารณูปการ การปรับปรุงสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจของชาวชุมชนด้วย อาจารย์รตยาเป็นผู้ว่าการ ที่ให้ความสำคัญพิเศษกับผู้มีรายได้น้อยและท่านเป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้มีการตั้ง “สำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง” (พชม.) จนสำเร็จเมื่อปี 2535 เพื่อรับผิดชอบในการส่งเสริมให้ชุมชนแออัดในเมืองมีความเข้มแข็ง สามารถมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและรวมกันเป็นเครือข่ายที่เกื้อกูลสนับสนุนเรียนรู้ซึ่งกันและกันทั้งด้านการเงินและสังคมเศรษฐกิจ กระทั่งต่อมา ในปี พ.ศ. 2543 สำนักงานพัฒนาชุมชนเมืองได้รวมกับกองทุนพัฒนาชนบทของสภาพัฒน์ฯ และจัดตั้งเป็น “สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน” (พอช.) โดยขยายงานครอบคลุมการพัฒนาชุมชนทั้งเมืองและชนบททั่วประเทศ

รตยา จันทรเทียร

3. ก้าวสู่หญิงเหล็กแห่งวงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
อาจารย์รตยามีความสนใจในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมมานานตั้งแต่ก่อนการทำงานในการเคหะแห่งชาติ โดยในปี พ.ศ. 2512 ซึ่งมีการก่อตั้งสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม อาจารย์รตยาได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ในกระบวนการ โครงสร้างของงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้เข้าใจลึกซึ้งในคุณค่าของธรรมชาติมากขึ้น และเมื่อปี พ.ศ. 2530 -2531 อาจารย์รตยาดำรงตำแหน่งนายกสมาคมอนุรักษ์ฯ ได้เข้าร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนอีกหลายองค์กร ในการรณรงค์ให้ยุติการดำเนินการเขื่อนน้ำโจนที่จะส่งผลรุนแรงต่อธรรมชาติและสภาพแวดล้อมของผืนป่าตะวันตก ในปี พ.ศ. 2533 มีการรวมตัวองค์กรอนุรักษ์ 18 องค์กร จัดงานสิ่งแวดล้อมระดับชาติขึ้น ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องทุกปี จนในปี พ.ศ. 2541 ได้มีการสร้างเครือข่ายเป็นสมัชชาองค์กรเอกชนด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและคุ้มครอง
สิ่งแวดล้อมขึ้น

อนึ่ง ในปี พ.ศ. 2533 จากเหตุการณ์ที่ประเทศไทยสูญเสียคุณสืบ นาคะเสถียร นักวิชาการป่าไม้ผู้พิทักษ์รักษาผืนป่าและสัตว์ป่า อาจารย์รตยาจึงได้เข้ารับหน้าที่เป็นประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โดยไม่รับเงินเดือน เพื่อดำเนินภารกิจสืบทอดเจตนารมณ์ของคุณสืบ เพื่อช่วยให้ผืนป่า สัตว์ป่า และแหล่งธรรมชาติ ได้รับการอนุรักษ์ในวิถีทางที่เอื้อประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อมนุษย์ และอนุชนรุ่นหลัง ภายใต้แนวคิด “ให้มนุษย์ได้เกื้อกูลธรรมชาติ เพื่อธรรมชาติคงอยู่ เพื่อเกื้อกูลมนุษย์”

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมามูลนิธิสืบฯ ได้พยายามสนับสนุนการอนุรักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่า โดยการเผยแพร่ข้อมูลความรู้ด้านคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งข้อเท็จจริงด้านความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติ ป่าสู่สาธารณะ การเข้าร่วมในโครงการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศการตั้งกองทุนผู้พิทักษ์ป่า ดูแลบุตรธิดาของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่เสียชีวิตเนื่องจากภารกิจรักษาป่า รวมไปถึงติดตามให้ความเห็นต่อกฎหมายที่จะมีผลกระทบกับความยั่งยืนของผืนป่าธรรมชาติ เช่น พ.ร.บ. ป่าชุมชน เป็นต้น

อาจารย์รตยามักยืนยันให้ความเห็นเสมอมาว่า “แท้ที่จริงเรื่องของคน ชุมชน สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ยึดโยงมีผลกระทบซึ่งกันและกัน ถ้าเรามุ่งหวังให้ชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเองได้ ต้องให้ความสำคัญเรื่องการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มากกว่าที่ผ่านมา ต้องตระหนักว่าผืนป่าธรรมชาติ อันเป็นแหล่งผลิตน้ำชั่วชีวิตและช่วยชะลออุทกภัยได้ ทั้งนี้ องค์ประกอบที่เอื้อให้ผืนป่าสมบูรณ์คือสัตว์ป่า ที่ต้องรักษาไว้ในผืนป่านั้นด้วย”

ความมุ่งมั่นพยายามและอุทิศตนเสียสละในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะป่าไม้และสัตว์ป่าอย่างจริงจัง เข้มแข็งและยาวนานของอาจารย์รตยา ทำให้ท่านได้รับฉายาจากผู้ที่รู้จักและชื่นชมท่านว่าเป็น “หญิงเหล็กแห่งวงการนักอนุรักษ์” หรือ “นางสิงห์ผู้เฝ้าป่า” นับว่าท่านเป็นสถาปนิกคนดี มีฝีมือทั้งการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และเป็นนักอนุรักษ์ที่ช่วยให้ป่าไม้และสัตว์ป่าได้ดำรงชีวิตตามธรรมชาติอย่างยั่งยืน จึงนับว่าท่านเป็นบุคคลที่ควรแก่การยกย่องและจดจำรำลึกถึงเป็นอย่างยิ่ง

เรียบเรียงโดย พัลลภ กฤตยานวัช ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์
 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง