• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ ถึงเวลาฝังกลบวาทกรรม ‘ถ่านหินสะอาด’

ถึงเวลาฝังกลบวาทกรรม ‘ถ่านหินสะอาด’

อีเมล พิมพ์ PDF

ถ่านหินสะอาด

‘ถ่านหินสะอาด’ ถือว่าเป็นคำศัพท์ ‘มลพิษ’ ที่สุดและควรถูกบัญญัติไว้ในพจนานุกรม ‘ฟอกเขียว’[1] ส่วนที่มาของคำว่าถ่านหินสะอาด อาจมาจากอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W Bush) ที่ให้สัญญาว่าจะใช้เงินกว่าร้อยล้านดอลล่าร์สหรัฐเพื่อพัฒนา ‘เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด’ และแน่นอนว่า วาทะดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม แต่ผมเองก็ยังสงสัยว่าต้นตอของคำศัพท์นี้มาจากไหน ใครมีความเห็นเสนอบ้างไหมครับ ?


คำว่า ‘ถ่านหินสะอาด’ นับว่ามีความย้อนแย้งในตัวเอง ถ่านหินเป็นสาเหตุของการเกิดฝนกรด ฝุ่นควันที่เป็นอันตราย ก่อให้เกิดโรคหืด การปนเปื้อนของสารปรอท การรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสี รวมไปถึงการระเบิดภูเขา ทำลายต้นไม้ มะเร็งปอด และแน่นอนว่านำไปสู่สภาวะโลกร้อน

ถ่านหินปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหนึ่งหน่วยการผลิตพลังงานสูงที่สุดในบรรดาเชื้อเพลิงทุกชนิด แน่นอนว่าคุณสามารถทำให้มันสะอาดขึ้นเล็กน้อย แต่มลพิษที่คุณกรองออกมาจากกระบวนการเผาไหม้ก็จำเป็นต้องถูกขนย้ายไปยังแห่งอื่น และสำหรับคำว่า “ถ่านหินสะอาด” ผมว่าเป็นไปไม่ได้

การใช้คำว่าถ่านหินสะอาดยังดำเนินต่อไป เว็บไซต์กูเกิลพบเว็บเพจกว่าหนึ่งล้านหน้า และเราคงจะได้ยินคำนี้มากขึ้นหากรัฐบาลอังกฤษเริ่มการถกเถียงว่าควรจะอนุมัติโครงการ “โรงไฟฟ้าถ่านหินที่สะอาดกว่าเก่า” ที่ Kingsnorth, Kent[2] มูลค่ากว่าพันล้านปอนด์ ซึ่งจะถือเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินโรงแรกของอังกฤษในรอบ 3 ทศวรรษ

E.ON บริษัทที่ต้องการสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวอธิบายว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะสร้างสามารถดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ก่อนที่จะถูกปล่อยไปสู่ชั้นบรรยากาศ นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยม น่าเสียดายที่ปัจจุบันเรายังไม่มีเทคโนโลยีรูปแบบนั้น

คำว่า “ถ่านหินสะอาด” ได้รับการต่อชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่าผ่านโฆษณาชวนเชื่อที่ไร้ยางอาย ปีนี้ (พ.ศ. 2551 – ผู้แปล) แนวร่วมบริษัทเหมืองแร่ถ่านหินและสาธารณูปโภคไฟฟ้า ได้รวมตัวกันชื่อ กลุ่มอเมริกันเพื่อทางเลือกพลังงานที่สมดุล (American for Balanced Energy Choices) ซึ่งได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น แนวร่วมอเมริกันเพื่อพลังงานไฟฟ้าถ่านหินสะอาด (American Coalition for Clean Coal Electricity) ได้จ่ายเงินให้กับบริษัทโฆษณา 35 ล้านดอลล่าร์สหรัฐเพื่อเผยแพร่แนวคิด “ถ่านหินสะอาด” ผ่านการโฆษณาและกิจกรรมส่งเสริมการขาย

การโฆษณาดังกล่าวไม่ต่างจากแคมเปญบุหรี่ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ หรือนิวเคลียร์เพื่อสันติ กลุ่มอุตสาหกรรมได้รวมตัวเพื่อต่อสู้กับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่พยายามผลักดันให้การเผาถ่านหินกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย รวมถึงการปฏิเสธโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของชุมชนทั่วสหรัฐอเมริกา ซึ่งหลายรัฐได้ประกาศแบนโรงไฟฟ้าถ่านหิน

คุณอาจเห็นผลจากการรณรงค์ดังกล่าว ทั้ง John Maccain และ Barack Obama เริ่มมีท่าทีสนับสนุนถ่านหินสะอาด แต่คุณอาจไม่ทราบว่า กลุ่มอเมริกันเพื่อทางเลือกพลังงานที่สมดุลได้สนับสนุนการดีเบตระหว่างประธานาธิบดีทั้งสอง โดยระหว่างการถกเถียง ไม่มีการถามคำถามเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อน

สำหรับในประเทศอังกฤษ คุณอาจเริ่มเห็นการลุกลามของแนวคิดใหม่ เช่นการเปลี่ยนชื่อสาขาหนึ่งขององค์การพลังงานสากล (International Energy Agency) ที่ถูกเปลี่ยนชื่อจาก สถาบันวิจัยถ่านหิน (Coal Research Centre) เป็น ศูนย์ถ่านหินสะอาด (Clean Coal Centre) ต้องขอบคุณ “อุตสาหกรรมผู้สนับสนุน” ที่ทำให้องค์กรสามารถ “ให้ข้อมูลที่ไร้อคติด้านการใช้ถ่านหินอย่างยั่งยืนทั่วโลก”

ถ่านหินที่สะอาดเป็นไปได้หรือไม่ในอนาคต ? คุณอาจหมายถึงกระบวนการกักและเก็บการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และฝังไว้ใต้ดินในบริเวณที่ไม่เป็นอันตราย เช่นเหมืองถ่านหินเก่า หรือพื้นที่ขุดเจาะน้ำมัน หรือเหมืองเกลือ แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นไปได้ ซึ่ง Sir David King อดีตประธานนักวิทยาศาสตร์ประเทศอังกฤษเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า “ความหวังเดียวของมนุษยชาติ”

แต่จากการศึกษาโดยองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่าง The Future of Coal ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2550 โดย Massachusetts Institute of Technology (MIT) ได้สรุปว่า โรงงานที่ใช้เทคโนโลยีดักจับและเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) จะไม่กลายเป็นโรงงานกระแสหลักจนกว่าจะถึงปี พ.ศ. 2573

เมื่อปี 2550 สถาบัน Edison Electric ได้ยอมรับว่าการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในเชิงพาณิชย์จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 25 ปีในการพัฒนา และใช้งบประมาณการวิจัยอย่างน้อย 20 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ

และหากเทคโนโลยีดังกล่าวถูกนำมาใช้ได้จริงในอนาคตข้างหน้า และสามารถเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปของเหลวและฝังไว้อย่างน้อย 1,000 ปี แต่เทคโนโลยีดังกล่าวก็จำเป็นต้องใช้เวลานับ 10 ปี ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นโครงสร้างที่จำเป็นต่อการรองรับอุตสาหกรรมเผาถ่านหินสกปรกในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

ความเชื่อเรื่องถ่านหินสะอาดได้ถูกฝังไว้ในหัวของนักการเมืองหลายคนทั่วโลก เพราะนี่คือแนวคิดที่สะดวกสบาย เช่นในออสเตรเลีย ที่นายกรัฐมนตรี Kevin Rudd มุ่งมั่นกับการพัฒนา “ถ่านหินสะอาด” เนื่องจากเชื่อว่าจะสามารถทำได้ตามคำมั่นที่ให้ไว้ในพิธีสารเกียวโต ในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงบรรเทาความกังวลของอุตสาหกรรมถ่านหินในประเทศ

การผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ของออสเตรเลียนั้นใช้ถ่านหิน อีกทั้งถ่านหินยังเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างมูลค่า แต่เราต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปัจจุบันได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอีก 20 ปีข้างหน้า

เช่นเดียวกับสมาชิสภาเยอรมัน Angela Merkel ที่ถึงแม้จะเป็นนักเคมี แต่ก็ตกหลุมความหวังที่ว่าเธอจะสามารถสร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหินจำนวนหนึ่งพร้อมกับทำตามที่เธอสัญญาว่าจะลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของเยอรมันให้ได้ร้อยละ 40 ภายในปี พ.ศ. 2563

ภาพลวงตาของถ่านหินสะอาดถูกออกแบบเพื่อรักษาโลกที่เสพติดพลังงานฟอสซิลที่อันตรายและมีจำนวนมหาศาลอย่างถ่านหิน ผมพนันได้เลยว่า หากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ Kingsnorth ได้รับการอนุมัติ มันจะไม่ได้กักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ที่ไหน ยกเว้นชั้นบรรยากาศของโลก



[1] ฟอกเขียว (Green Washing) หมายถึงการอ้างว่าสินค้าหรือบริการมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยหวังผลทางการตลาด
[2] โรงงานไฟฟ้าถ่านหิน Kingsnorth หยุดดำเนินการเมื่อปี พ.ศ. 2555 ตามข้อกำหนดด้านพลังงานโดยสหภาพยุโรป ส่วนโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าถ่านหิน Kingsnorth ถูกระงับโดยจะมีการนำเสนอใหม่ในปี พ.ศ.2559 หรือจนกว่าเทคโนโลยี Carbon Capture and Storage: CCS จะถูกนำมาใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์

ถอดความจาก Time to bury the 'clean coal' myth โดย Fred Pearce เข้าถึงได้ที่ http://www.theguardian.com/environment/2008/oct/30/fossilfuels-carbonemissions
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง