• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก เราทำงานให้พี่สืบ ศศิน เฉลิมลาภ บทความโดยศศิน เฉลิมลาภ 9 เดือน ของการรัฐประหาร ยังรอมิติปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

9 เดือน ของการรัฐประหาร ยังรอมิติปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

อีเมล พิมพ์ PDF
นอกจากรอความหวังที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญใหม่ จนถึงวันนี้การบริหารงานของรัฐบาล รสช. ยังไม่ค่อยเห็นมิติการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นความหวัง เท่าที่ผมนึกๆ ได้ก็เช่น
1. แม้ว่าจะล้มแผนน้ำ 3.5 แสนล้านของรัฐบาลที่แล้ว แต่วันนี้ชัดว่ารัฐบาลไฟเขียวให้กลุ่มข้าราชการในกรมชลประทานเสนอแผนน้ำ 9 แสนล้านแทน ทั้งๆ ที่กลุ่มนักวิชาการที่พยายามเข้าไปช่วยงานพยายามจะให้เกิดยุทธศาสตร์ทำตามความจำเป็นที่เร่งด่วนไปตามแต่ละลุ่มน้ำ โดยลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด แต่ดูเหมือนว่าแผน 9 แสนล้านก็เป็นฟอร์มเดิมๆ ที่สร้างโครงสร้างต่างๆ มากมาย แน่นอนว่าการสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่กระทบชุมชนและสิ่งแวดล้อมย่อมเป็นวิธีคิดที่ง่ายต่อการจัดงบประมาณแบบเดิมๆ เขื่อนแม่วงก์ที่ใครต่อใครคิดว่าหยุดไปจริงๆ ก็ยังอยู่ในแผนที่เตรียมเสนอรัฐบาลนี้แหล่ะ
2. เรื่องทรัพยากรธรณี โดยเฉพาะเหมืองแร่ นับได้ว่าอาจจะเป็นประวัติศาสตร์เลยที่ได้ผู้บริหารที่ทำธุรกิจเรื่องนี้มาอนุมัติการขุดแร่ ไม่มีวี่แววว่าจะมีใครมาสนใจปัญหาเรื่องปัญหามลพิษจากเหมืองทองใหญ่สองที่ แต่กำลังเปิดเหมืองเพิ่มไม่เฉพาะทองคำ แต่ที่น่าติดตามคือ การเปิดเหมืองโปแตชในภาคอีสานที่รู้กันมานานว่าผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมีความเสี่ยงสูงจนไม่สามารถเปิดได้มานานเป็นสิบปี ดูว่าจะคืบหน้าไปมากในรัฐบาลนี้
3. เรื่องพลังงาน มีความหวังก่อนที่จะมีรัฐประหารว่าจะมีการคิดใหม่ทำใหม่ทั้งการให้สัมปทาน และแนวคิดการใช้พลังงานทดแทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไปๆ มาก็ยังไม่เห็นวี่แวว
4. ท่าเรือน้ำลึกที่มีโครงการคาอยู่ที่จังหวัดสตูล เชื่อมโดยทางรถไฟต่อมายังสงขลา เป็นที่ทราบดีว่าจะต้องแลกด้วยระบบนิเวศทางทะเลที่สำคัญในอุทยานแห่งชาติเภตรา และตะรุเตา ผลักดันกันมาหลายรัฐบาล คิดว่าทหารจะรับฟังเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ที่ไหนได้กลายเป็นแผนงานสำคัญของเขาเลย
5. หาดทรายยาวตรงฝั่งอ่าวไทย มีการสร้างเขื่อนกันคลื่น ถมหินกันหาดพังโดยหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะกรมเจ้าท่ากันโครมๆ มาหลายปี โดยไม่สนใจผลกระทบทางระบบนิเวศที่สูญเสีย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำ เนื่องจากสาเหตุหลักเกิดจากการสร้างเขื่อนกันคลื่นกันทรายปากคลอง โดยไม่มีการขนทรายจากด้านที่ทับถมไปคืนหาดด้านที่กัดเซาะเมื่อก่อนก็อ้างโลกร้อนน้ำทะเลขึ้น ตอนนี้ก็แทบจะรู้กันทั่วไปว่าเกิดจากกรมนี้สร้างที่หนึ่งให้ไปพังอีกที่หนึ่งแล้วก็มีโครงการไปถมทะเลให้พังต่อๆ ไป ควรจะหยุดทำแบบนี้ได้แล้วเสียทั้งงบ เสียทั้งทรัพยากรตั้งแต่ระเบิดภูเขาดีๆ ไปถมหาดทรายดีๆ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครหยุดได้
6. ป่าไม้ มีปัญหาสำคัญเรื่องคนกับป่า ก็มีแต่ข่าวจะไล่ยึดบางที่ แจกที่ดินบางที่ ปัญหาจริงๆ คือการป้องกันป่าที่เหลืออยู่ในพื้นที่ดูแลของกรมป่าไม้ โดยการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ไม่มีใครดูแลกวดขันมานมนาน
7. กรมอุทยานดูแลป่าสองในสามของพื้นที่ป่าที่มีอยู่ ปัญหาใหญ่คือการทำงานเรื่องชุมชนในป่าที่ประกาศอุทยานและเขตรักษาพันธุ์ทับที่เขาไว้เป็นสิบปี แต่ชุมชนก็ขยายเขตออกมาก เป็นความขัดแย้งที่มีมานาน แต่มารัฐบาลนี้ก็ไม่มีวี่แววจะมาแก้ปัญหาเชิงนโยบาย ให้ชาวบ้านอยู่กับป่าไม้อย่างปกติสุขได้เสียที
ก็หวังว่าก่อนจะได้นักการเมืองกลับมาปกครองประเทศ รัฐบาลนี้จะฝากผลงานเรื่องสำคัญทางสิ่งแวดล้อมไว้ได้บ้าง ดูแล้วมันไม่ค่อยต่างจากสมัยที่นักการเมืองเปลี่ยนกันมาทำลายสิ่งแวดล้อมเท่าไหร่เลยครับ
ป่าถูกทำลายนอกจากรอความหวังที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญใหม่ จนถึงวันนี้การบริหารงานของรัฐบาล รสช. ยังไม่ค่อยเห็นมิติการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นความหวัง เท่าที่ผมนึกๆ ได้ก็เช่น

1. แม้ว่าจะล้มแผนน้ำ 3.5 แสนล้านของรัฐบาลที่แล้ว แต่วันนี้ชัดว่ารัฐบาลไฟเขียวให้กลุ่มข้าราชการในกรมชลประทานเสนอแผนน้ำ 9 แสนล้านแทน ทั้งๆ ที่กลุ่มนักวิชาการที่พยายามเข้าไปช่วยงานพยายามจะให้เกิดยุทธศาสตร์ทำตามความจำเป็นที่เร่งด่วนไปตามแต่ละลุ่มน้ำ โดยลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด แต่ดูเหมือนว่าแผน 9 แสนล้านก็เป็นฟอร์มเดิมๆ ที่สร้างโครงสร้างต่างๆ มากมาย แน่นอนว่าการสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่กระทบชุมชนและสิ่งแวดล้อมย่อมเป็นวิธีคิดที่ง่ายต่อการจัดงบประมาณแบบเดิมๆ เขื่อนแม่วงก์ที่ใครต่อใครคิดว่าหยุดไปจริงๆ ก็ยังอยู่ในแผนที่เตรียมเสนอรัฐบาลนี้แหล่ะ

2. เรื่องทรัพยากรธรณี โดยเฉพาะเหมืองแร่ นับได้ว่าอาจจะเป็นประวัติศาสตร์เลยที่ได้ผู้บริหารที่ทำธุรกิจเรื่องนี้มาอนุมัติการขุดแร่ ไม่มีวี่แววว่าจะมีใครมาสนใจปัญหาเรื่องปัญหามลพิษจากเหมืองทองใหญ่สองที่ แต่กำลังเปิดเหมืองเพิ่มไม่เฉพาะทองคำ แต่ที่น่าติดตามคือ การเปิดเหมืองโปแตชในภาคอีสานที่รู้กันมานานว่าผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมีความเสี่ยงสูงจนไม่สามารถเปิดได้มานานเป็นสิบปี ดูว่าจะคืบหน้าไปมากในรัฐบาลนี้

3. เรื่องพลังงาน มีความหวังก่อนที่จะมีรัฐประหารว่าจะมีการคิดใหม่ทำใหม่ทั้งการให้สัมปทาน และแนวคิดการใช้พลังงานทดแทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไปๆ มาก็ยังไม่เห็นวี่แวว

4. ท่าเรือน้ำลึกที่มีโครงการคาอยู่ที่จังหวัดสตูล เชื่อมโดยทางรถไฟต่อมายังสงขลา เป็นที่ทราบดีว่าจะต้องแลกด้วยระบบนิเวศทางทะเลที่สำคัญในอุทยานแห่งชาติเภตรา และตะรุเตา ผลักดันกันมาหลายรัฐบาล คิดว่าทหารจะรับฟังเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ที่ไหนได้กลายเป็นแผนงานสำคัญของเขาเลย

5. หาดทรายยาวตรงฝั่งอ่าวไทย มีการสร้างเขื่อนกันคลื่น ถมหินกันหาดพังโดยหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะกรมเจ้าท่ากันโครมๆ มาหลายปี โดยไม่สนใจผลกระทบทางระบบนิเวศที่สูญเสีย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำ เนื่องจากสาเหตุหลักเกิดจากการสร้างเขื่อนกันคลื่นกันทรายปากคลอง โดยไม่มีการขนทรายจากด้านที่ทับถมไปคืนหาดด้านที่กัดเซาะเมื่อก่อนก็อ้างโลกร้อนน้ำทะเลขึ้น ตอนนี้ก็แทบจะรู้กันทั่วไปว่าเกิดจากกรมนี้สร้างที่หนึ่งให้ไปพังอีกที่หนึ่งแล้วก็มีโครงการไปถมทะเลให้พังต่อๆ ไป ควรจะหยุดทำแบบนี้ได้แล้วเสียทั้งงบ เสียทั้งทรัพยากรตั้งแต่ระเบิดภูเขาดีๆ ไปถมหาดทรายดีๆ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครหยุดได้

6. ป่าไม้ มีปัญหาสำคัญเรื่องคนกับป่า ก็มีแต่ข่าวจะไล่ยึดบางที่ แจกที่ดินบางที่ ปัญหาจริงๆ คือการป้องกันป่าที่เหลืออยู่ในพื้นที่ดูแลของกรมป่าไม้ โดยการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ไม่มีใครดูแลกวดขันมานมนาน

7. กรมอุทยานดูแลป่าสองในสามของพื้นที่ป่าที่มีอยู่ ปัญหาใหญ่คือการทำงานเรื่องชุมชนในป่าที่ประกาศอุทยานและเขตรักษาพันธุ์ทับที่เขาไว้เป็นสิบปี แต่ชุมชนก็ขยายเขตออกมาก เป็นความขัดแย้งที่มีมานาน แต่มารัฐบาลนี้ก็ไม่มีวี่แววจะมาแก้ปัญหาเชิงนโยบาย ให้ชาวบ้านอยู่กับป่าไม้อย่างปกติสุขได้เสียที

ก็หวังว่าก่อนจะได้นักการเมืองกลับมาปกครองประเทศ รัฐบาลนี้จะฝากผลงานเรื่องสำคัญทางสิ่งแวดล้อมไว้ได้บ้าง ดูแล้วมันไม่ค่อยต่างจากสมัยที่นักการเมืองเปลี่ยนกันมาทำลายสิ่งแวดล้อมเท่าไหร่เลยครับ

ศศิน เฉลิมลาภ
คอลัมน์ talk of the town หนังสือพิมพ์มติชน พ.ศ. 2558
 

รับข่าวสาร