• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

เราคงต้องผ่านมันไปร่วมกันแล้วละ

อีเมล พิมพ์ PDF

การเมืองผมต้องบอกก่อนว่า ผมเขียนบทความนี้ในวันศุกร์ ก่อนวันเลือกตั้ง 1 วันนะครับ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร แต่ดีใจที่สุดที่ กปปส. ประกาศยุทธศาสตร์ปิกนิกบนถนนแทนที่จะไปทำกิจกรรมที่หน่วยเลือกตั้ง ซึ่งหวังได้แค่พี่น้องมวลมหาประชาชนจะสามารถเปลี่ยนผ่านประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยครั้งใหญ่นี้ไปได้อย่างสันติตามความตั้งใจ


แม้ว่าอาจจะต้องผ่านด่านทดสอบใหญ่จากฝ่ายที่ตัวเองต่อต้าน ผู้คนที่คิดต่าง รวมถึงสัญชาตญานความโกรธ เกลียดในใจตนเองเมื่อมีเหตุการณ์กระทบกระทั่งซึ่งไม่ใช่แค่การพูดจาด่าทอแน่นอน

อาทิตย์ที่แล้วผมนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างในวินปทุมวันจากในที่ชุมนุมออกไปที่ทำงาน ก็ลองชวนคุย เพื่อฟังทัศนะของให้เขาดู ว่า “รัฐบาลนี่อึดจริงๆ นะครับ” ความหมายของผมก็คือคนมาขนาดนี้ ป่านนี้ยังไม่ลาออกตามข้อเรียกร้อง แต่ได้รับคำตอบว่า “จริงครับ อึดมาก”

เราก็คิดว่าเป็นมอเตอร์ไซด์ในม๊อบ จะคิดเหมือนมวลมหาประชาชน ผมเลยคุยต่อว่า

“เกิดมาก็ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นอะไรแบบนี้ในประเทศนะพี่” แต่ผมก็ได้รับคำเฉลยความหมายของเขาต่อว่า

“ผมก็ไม่เคยเห็นเหมือนกันอายุจะหกสิบ อยู่กรุงเทพมาเห็นเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 มาถึงวันนี้ ผมว่าม๊อบเขาจะเอาอะไรนักหนา รัฐบาลเขาถอยสุดๆ แล้ว ถ้าเป็นรัฐบาลก่อนผมว่ามีปราบรุนแรงไปแล้ว”

โชคดีที่สำนักงานผมอยู่ใกล้ๆ และบทสนทนาใกล้ชิดแต่ไม่เห็นหน้ากันบนอานมอเตอร์ไซด์ สิ้นสุดลง

ค่ำคืนต่อจากนั้นผมไปออกทีวีรายการหนึ่งย่านบางนา ต้องขึ้นแท็กซี่ต่อจากรถไฟฟ้า แถวนั้นกำลังมีทีมชุดขาวจุดเทียนตะโกนแสดงออกอย่างเป็นระเบียบอยู่ข้างถนน ผมขอพี่เขาเปิดกระจกฟัง ได้ความว่า

“เอาเลือกตั้ง ไม่เอาเทือกตั้ง” “เอาเลือกตั้ง ไม่เอาเทือกตั้ง” ...ซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น พี่แท็กซี่ชวนคุยอย่างเอาจริงๆ เอาจังว่าในเหตุการณ์ที่มวลมหาประชาชนมาประท้วงกันแบบนี้ จริงๆ แล้ว “ใครผิด ใครถูก ?” ซึ่งฟังดูก็รู้แล้ว ว่าจะไปทางไหนต่อ

เช่นเดิม ว่าเส้นทางของผมไม่ไกลนัก หลังจากที่เฉไฉไปเรื่องอื่นได้สักพัก ผมก็ได้โอกาสบอกว่า “ขากลับมารับผมข้ามกรุงเทพไปปากเกร็ดไหมล่ะครับจะได้มีเวลาคุยกันยาว มันถึงจะคุยจบ” แกก็ว่าอย่างนั้นเลยหรือ แล้วเราก็จากกัน

ผมลงจากรถพลางคิดว่า แน่นอนล่ะคนส่วนใหญ่ก็มองแบบนี้ทั้งนั้น ว่าตกลงใครผิดใครถูก แต่บ้างก็ว่าผิดทั้งคู่ ถูกคนละส่วนอะไรก็ปลีกย่อยกันไป แต่ผมนึกถึงว่า ผิดถูกก็เรื่องหนึ่ง ของผมก็ชัดว่าของผมใครถูกตรงไหน ผิดตรงไหน ซึ่ง อาจจะเหมือนหรือต่าง แต่หากจะเลือกการยุติความขัดแย้งโดยการจัดการแบบสันติวิธีให้สองฝ่ายไม่เกิดความรุนแรงจะทำอย่างไรได้ไหม?

ตามทฤษฎีฝรั่งเรื่องความขัดแย้งที่ผมเคยอ่านเขาว่าบุคคลมักติดกับดักของความพยายามที่จะเอาชนะให้ได้ตามจุดยืนของตัวเอง และพยายามสร้างข้อเรียกร้องตามที่ตนอ้าง (ผมก็เคยทำบ่อยๆ)

หากมีคนที่มีพลังอำนาจพอจะพยายามสร้างและเปลี่ยนคู่กรณีให้หันไปจากวิธีเอาชนะคะคาน ให้มุ่งไปที่การทำงานร่วมกันบนพื้นฐานของการได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย (ในหนังสือมิได้ระบุว่าต้องได้รับเท่ากันนะครับ) ซึ่งต้องมีผู้ดำเนินการ "ค้นหา" ว่ามีสิ่งใดมีความจำเป็นและสำคัญต่อพวกเขาอย่างไร

วิธีการเช่นนี้ในหนังสือแปลมาว่า การค้นหาผลประโยชน์ร่วมเพื่อการไกล่เกลี่ย (อย่าตีความเป็นผลประโยชน์การเมืองอย่างเดียวนะครับ เป็นความต้องการที่พอรับได้ทั้งสองฝ่าย) อันไหนเป็นจุดยืนก็ละไว้ มามองเรื่องที่พอคุยได้กันก่อน ไม่ต้องเบ็ดเสร็จ หาทางเลือกบนสันติวิธีไปทีละเรื่อง และบอกให้แยกคนออกจากปัญหา คนดำเนินการไกล่เกลี่ยต้องมุ่งไปที่ปัญหา ไม่โจมตีคน อย่าลืมว่ารบกับรัฐบาลนี้ปัญหาใหญ่ของมวลชนคือ มันไม่เป็นฉันทามติจากเพื่อร่วมชาติอีกกลุ่มหนึ่งดังที่ผมเจอมา

อาจจะหมายรวมถึงเรื่อง ถูก เรื่องผิดแบบเอาเป็นเอาตาย แบบที่พี่แท็กซี่พยายามชวนผมคุยไปก่อน... หรือเปล่า?

อะไรเป็นเดดล็อกก็ข้ามไป จะเกลียดอะไร จะรักอะไร ก็ยืนไว้ได้ แต่มันมีอะไรร่วมกันได้ไหม ใครจะช่วยหาเจอ

ผมลองคุยกับผู้คนทางเฟสบุ๊ค ส่วนใหญ่เป็นมวลมหาประชาชน หลายความเห็นยืนยันว่าจะต้องไม่ไกล่เกลี่ยประนีประนอมใดๆ แล้วในเรื่องนี้

ผมเพียงแค่อยากเห็นการเผชิญหน้าอารยะขัดขืนบนแนวทางสันติวิธีจนสามารถเปลี่ยนผ่านไปได้อย่างที่หวังกัน แต่โอกาสที่จะเกิดความรุนแรงย่อมมีขึ้นได้ในเปอร์เซ็นต์ที่มากมายนักไม่ว่าจะเกิดจากเหตุอะไรก็ตาม หลังจากตอบกันไปมาแล้วความเห็นสุดท้ายของผมที่มีต่อเรื่องนี้หลังจากพยายามมองทางเลือกอื่นๆ และผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นกันยาวเหยียดว่า

ถ้างั้นก็ “รบเถิดอรชุน”

หวังว่าเราจะผ่านข้ามมันไปได้ด้วยกันอย่างไม่สะบักสะบอมนัก

ศศิน เฉลิมลาภ
คอลัมน์ talk of the town หนังสือพิมพ์มติชน พ.ศ. 2557

 

 

รับข่าวสาร