• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก เราทำงานให้พี่สืบ ศศิน เฉลิมลาภ บทความโดยศศิน เฉลิมลาภ รูรั่วของระบบตรวจสอบ EHIA ประเทศไทย จากตัวอย่างกรณีโครงการเขื่อนแม่วงก์

รูรั่วของระบบตรวจสอบ EHIA ประเทศไทย จากตัวอย่างกรณีโครงการเขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF

ศศิน เฉลิมลาภมีคำถามว่าระบบตรวจสอบทางสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยมีความบกพร่องอย่างไร ถึงทำให้ผมต้องไปนั่งให้กำลังใจคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ 59 ชั่วโมง ข้ามสองคืนสามวันเมื่อเดือนที่แล้ว ?


สมมติว่า “เรา” คือ “ประเทศไทย” ต้องตัดสินใจ “แลก” ระบบนิเวศป่าที่ราบริมน้ำสำคัญหนึ่งในสองแห่งที่เหลืออยู่ของป่าตะวันตก (ริมห้วยขาแข้ง และริมน้ำแม่วงก์) อันเป็นพื้นที่ที่ชัดเจนว่ามีความสำคัญต่อระบบนิเวศของสัตว์ป่า เป็นหัวใจของการฟื้นฟูประชากรสัตว์ป่า กระจายตัวขยายจากป่ามรดกโลกทุ่งใหญ่ห้วยขาแข้ง ไปสู่พื้นที่อื่นๆ ที่ค่อยๆ ฟื้นฟูจากการอนุรักษ์ป่าของไทย กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่ขนาดไม่ใหญ่นัก บรรเทาน้ำท่วมได้นิดหน่อย ช่วยภัยแล้งได้ในพื้นที่สักสอง-สามตำบล

มีคำถามง่ายๆ คือ “ใคร” ควรจะเป็นคนพิจารณาข้อมูลนี้ ? และให้ความเห็นประกอบไปสู่พิธีกรรมอนุมัติอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ระดับนโยบาย ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกรรมการชุดใหญ่นี้ก็คงไม่มีเวลา หรือองค์ความรู้ทางวิชาการอะไร มากกว่าตัดสินใจ “แลก” หรือ “ไม่แลก” ตามความเห็นของนักวิชาการที่เสนอมา จากการพิจารณาในเวทีพิจารณารายงาน EHIA ที่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ ที่นักสิ่งแวดล้อมเรียกชื่อย่อกันติดปากว่า “สผ.”

ทั้งหมดทำหลังจากหน่วยงานผู้เสนอโครงการ หรือ กรมชลประทาน (ศึกษาโดยบริษัทที่ปรึกษา ที่หน่วยงานที่อยากทำโครงการจ้างมา) เสนอรายงานเข้าสู่ สผ. เพื่อให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ที่เป็นนักวิชาการที่ว่าพิจารณาเสนอกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ว่า ทำได้ตามมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ส่วนการอนุมัติโครงการจริงๆ ก็คือ คณะรัฐมนตรี

หากให้คิดตามแบบง่ายๆ ตามหลักเหตุผลทั่วไป การเสียป่าที่สำคัญคงต้องมีผู้รู้ระดับประเทศที่ได้รับการยอมรับทางชีววิทยา พฤกษศาสตร์ วนวิทยา ความหลากหลายทางชีวภาพ สารพัด มาประเมินความคุ้มค่ากับประโยชน์ที่ได้รับ ใช่ไหม?

ส่วนฝ่ายอยากได้เขื่อน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน หรือประชาชน แน่นอนอยู่แล้ว ว่า ยังไงก็เอา ไม่ค่อยสนหรอกว่าจะเสียอะไรไปในป่า หรือ ทางวิชาการ

ดังนั้น เราในฐานะประเทศไทย จะได้อะไร เสียอะไร ในปัจจุบันที่ก็ได้มามาก และเสียมาเยอะ จากการพัฒนาในอดีต ก็คงต้องเพิ่มความรอบคอบและความรู้ทางวิชาการเข้าไปช่วยตัดสินใจ นอกจากความอยากได้อย่างเดียว และมองหาทางเลือกในการพัฒนาอื่นๆ ที่อาจจะไม่ต้องเสียของดีไปอย่างที่เคยเสียมา

เพราะเรามีความรู้มากขึ้น และที่พัฒนาไปก็มากมายจนได้ประโยชน์มามากพอควรแล้ว ที่ควรเก็บไว้เพื่อประโยชน์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ก็น่าจะมีเหตุผลสมควรในยุคที่ความรู้แบบนี้ไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร

แต่... ระบบปัจจุบัน สผ. ใช้วิธีเลือกเชิญนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ มาสิบด้าน ให้นายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแต่งตั้ง ด้านแหล่งน้ำ (เชี่ยวชาญด้านสร้างเขื่อน) ด้านธรณีวิทยา (แหล่งแร่ที่สูญเสีย ฐานราก ความมั่นคงเชื่อน และความเสี่ยงดินถล่มเหนือเขื่อน) ด้านสุขอนามัย (ดูเรื่องพาหะของพญาธิใบไม้ในเลือด และความเสี่ยงต่อสุขภาพอื่นๆ) ด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม (ดูความคุ้มทุน) ด้านการทำรายงาน EHIA (ดูว่ารายงานครบถ้วนสมบูรณ์ตามหลักการหรือไม่) ด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม (เรื่องสารปนเปื้อนจากดินจากหินในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ) ด้านโบราณคดี (ดูว่าน้ำท่วมทับแหล่งโบราณสถานอะไร และจะย้ายเก็บอย่างไร) ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน (ดูขั้นตอนการรับฟังความเห็นระหว่างการทำรายงานมีการทำพอไหวไหม) ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (ดูเรื่องระบบนิเวศป่าและสัตว์น้ำในแม่น้ำ) รวมกับ “ประธาน คชก.” ซึ่งปัจจุบันใช้ตัวผู้บริหาร สผ. ที่เป็นข้าราชการประจำ(เลขาธิการ-เทียบเท่าอธิบดีกรม) รวมเป็น คณะ คชก. ด้านแหล่งน้ำ สิบคน

และถ้าสร้างในเขตอุทยานแห่งชาติ ก็จะเชิญผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มาร่วมอีกคน ก็เพื่อจะดูว่าขออนุญาตศึกษาอะไรในพื้นที่ถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ เป็นหลัก

สิบคนนี้เอง ที่จะ “ชง” ความเห็นประกอบรายงานไปสู่การตัดสินใจอนุมัติเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมของ กก.วล. เป็นที่รู้กันว่า สิบคนนี้ “ผ่าน” ส่วนใหญ่ใครจะมาเห็นแย้งก็ยากแล้ว เพราะถือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการตามระเบียบกฏหมาย

 


หลักเกณฑ์ในการเชิญใครมานั่งเป็น คชก.ด้านแหล่งน้ำ นี้ก็ใช้การพิจารณาของ สผ. เป็นการภายใน ครับ อยากเล่าให้ฟังว่าเมื่อตอนพิจารณารายงานแม่วงก์นี้แรกๆ มีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านให้ความเห็นทักท้วงประเด็นสำคัญมากๆ

สผ. สามารถ เปลี่ยน คชก. ท่านเหล่านั้นออกได้และตั้งใหม่ ทันที นี่เป็นเรื่องที่เกิดเมื่อต้นปี 2556

ไม่นับว่าสัดส่วนของคนที่จะทักท้วงการ “แลก” ความสมบูรณ์ ความสำคัญของระบบนิเวศ ก็จะมี หนึ่งคน ที่เป็นผู้แทนเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ โดยทั่วไปผู้เชียวชาญแหล่งน้ำก็ช่วยเชียร์เขื่อน ฝ่ายอื่นๆก็ดูตามประเด็นทางเทคนิคของตัวเอง ซึ่งหากพิจารณาอย่างเป็นธรรม เรื่องสูญเสียระบบนิเวศ ความสำคัญของการพิจารณา จะมามีผู้รู้เรื่องนี้คนเดียวทักท้วงอยู่ แค่นี้ก็ลำบากแล้ว

ยังมินับว่า คชก.ท่านนี้ก็ถูกเปลี่ยนออกได้เสมอ หากทักแรงเกิน เพราะเขื่อนย่อมเป็นนโยบายที่หมายปองของรัฐบาลและการเมืองเสมอมา ดังนั้นตัวประธานที่จะนำการประชุมไปทางไหน ก็มาจากข้าราชการประจำ ที่สั่งย้ายได้หากไม่สนองนโยบาย...

ผมเชื่อว่า คชก. คณะอื่นๆ ก็เช่นเดียวกันครับ จะตัดถนนเข้าป่า ทำท่าเรือทับแหล่งประมงหรือแนวปะการัง สร้างโรงงานรุกล้ำพื้นที่ชุ่มน้ำ ฯลฯ

แต่ในคณะเดียวกันผมก็เชื่อลึกๆว่า คนระดับผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศนี้ที่ สผ.อุตสาห์เลือกเชิญมา และท่านก็ดันรับมาทำงานฟรีๆ แบบจิตอาสา (ไม่มีค่าตอบแทน มีเบี้ยประชุมพันกว่าบาท) คงไม่ได้พิจารณาเฉพาะความรู้เฉพาะด้านของตัวเองอย่างเดียว แต่ต้องมองภาพรวมและความคุ้มค่าที่จะได้ จะเสีย อย่างมีความรับผิดชอบ และคิดถึงความยั่งยืนของทรัพยากรและระบบการตรวจสอบเท่านี้ที่เรามีอยู่

แต่ถ้าไม่เป็นไปตามความเชื่อลึกๆ ของผม ก็เท่ากับว่าจะเสียระบบนิเวศอะไรสำคัญไม่สำคัญ การตัดสินใจด่านใหญ่ที่จะดูแลป่าแทนคนไทยทั้งประเทศคือผู้ทรงคุณวุฒิด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่ว่าคนเดียว หรืออาจจะรวมข้าราชการจากกรมอุทยานฯอีกคน

นั่นเป็นสาเหตุให้ผมต้องไปนั่งเป็นกำลังให้กับ คชก. แหล่งน้ำ ที่สผ. เมื่อเดือนที่แล้ว ด้วยหวังว่า ผู้ทรงคุณวุฒิที่เหลืออยู่ในคณะนี้ (ผู้แทนด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ลาออกไปแล้ว) จะทำหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นประกอบรายงานสำคัญนี้

อย่างรอบคอบ และชาญฉลาด ในการรักษาความยั่งยืนของคุณค่าระบบนิเวศป่าแม่วงก์

ให้กับ ผมและเพื่อนผม รวมถึง คุณ และเพื่อนคุณ

รวมถึงลูกหลานของเรา

ศศิน เฉลิมลาภ
คอลัมน์ talk of the town หนังสือพิมพ์มติชน พ.ศ. 2557

 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง