• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

ก่อนจะผ่าน EHIA เขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF

เขื่อนแม่วงก์หลังจากสงกรานต์เมื่อสามปีที่แล้วผมชวนคุณอติศักดิ์ จันทรวิชานุวงศ์ หรือ พี่กิ้น พี่ใหญ่แห่งวงการกิจกรรมสังคมและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จังหวัดนครสวรรค์ตระเวนดูสายน้ำ “แม่วงก์” หลังจากคณะรัฐมนตรีของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อนุมัติหลักการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ทั้งที่ยังไม่ผ่านรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environment and Health Impact Assessment-EHIA) คาดว่าอ้างจากเร่งรีบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 54 ที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่เดือน


พี่กิ้น พาผมมาที่จังหวัดสะแกกรัง มาดูจุดบรรจบลำน้ำแควตากแดด และแม่น้ำสะแกกรัง และอธิบายเส้นทางน้ำ และการเปลี่ยนชื่อลำน้ำจากแม่วงก์จากอำเภอแม่วงก์ มาเป็นชื่อคลองวังม้า เมื่อไหลเข้าอำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ จนเปลี่ยนเป็นแควตากแดด เมื่อไหลมาถึงอำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี จนกระทั่งมาบรรจบกับแม่น้ำสะแกกรังที่นี่

เราทวนสายน้ำที่แห้งขอดสลับกับเป็นแอ่งน้ำขัง ไปตามถนนสาย 3013 ก่อนเลี้ยวเข้าทางหลวงชนบทเล็กๆ ลัดเลาะหมู่บ้านไล่สายน้ำ ไปจนเข้าใจโครงข่ายโยงใยซับซ้อน จนมาถึงแก่งแม่เรวา จุดสร้างเขื่อนวงก์ที่เขาสบกก ในหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ นว. 2

น้ำในลำห้วยแม่วงก์ไหลรินออกจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่เรวา (นว.2) ในวันแล้งร้อนเดือนเมษายน ผมลงไปวัดอัตราการไหลของน้ำในลำห้วยใสไหลเย็นได้ไม่เพียงไม่ถึงสิบลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที เมื่อเราเดินทางต่อมาถึงสะพานข้ามลำน้ำที่เส้นนี้ที่บริเวณใกล้สี่แยกเขาชนกัน อันเป็นตำแหน่งที่เรามองเห็นกิ่วเขาแม่กระทู้ ทางฝั่งใต้ จรดปลายเขาชนกับเขาพริกไทย ทางฝั่งเหนือ มีลำห้วยแม่วงก์ไหลทะลุออกมา นับระยะทางตามลำน้ำจากหน่วยแม่เรวาที่ว่า ไหลผ่านไหลมันและหย่อมที่ราบนาข้าวเล็กๆ ก็เป็นระยะทางตามลำน้ำประมาณสิบกว่ากิโลเมตร ผมจำได้ดีว่าลุยน้ำไปวัดปริมาณน้ำได้ครึ่งหนึ่งของที่ไหลที่ในป่าหน่วยพิทักษ์อุทยานราวๆ ห้าลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นั่นหมายความว่าระยะสิบกว่ากิโลเมตร น้ำหายไปจากลำน้ำจากการสูบใช้ของชาวบ้าน ซึมดิน และระเหยคืนฟ้าไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง ความยาวของสายน้ำจากเขาชนกันมาถึงที่นี่ราวยี่สิบกิโลเมตร

ผมตามลำน้ำมาจนถึงบ้านตลุกข่อยน้ำ ที่นี่ลำน้ำแม่วงก์ ตกสาขาเพราะเปลี่ยนภูมิประเทศจากที่เนินมาสู่ที่ราบ ก่อนน้ำแม่วงก์แยกออกจากกัน ผมวัดน้ำที่ไหลมาถึงนี่ได้เพียงครึ่งหนึ่งของที่ไหลมาที่เขาชนกันสายน้ำที่แตกแขนง แบ่งปริมาณน้ำไปอีกสายละครึ่งหนึ่ง จนผมเดินข้ามลำน้ำแค่ตาตุ่มไปสบายๆ บนพื้นทรายหนานุ่มเท้า ใกล้กันนั้น ชาวบ้านใช้สูบพญานาคจุ่มสูบน้ำจากลำห้วยไปรดไร่อ้อย กลางเปลวแดดระยิบ

แน่นอนว่าเดาได้ไม่ยากว่าอีกไม่ไกลน้ำสายนี้คงเหือดแห้งไป หากไม่มีสายน้ำอื่นไหลมาเติม

ผมตระเวนสำรวจลำน้ำเส้นนี้อีกหลายครั้ง ลัดเลาะไร่นา ตามสาขาลำน้ำที่สลับซับซ้อนบนแผนที่ภูมิประเทศ ดีที่เครื่องมือกำหนดพิกัดภูมิศาสตร์ทันสมัย ช่วยให้เราจำแนกแยกแยะทิศทาง และตำแหน่งได้ค่อนข้างแม่นยำ

ผ่านมาอีกเดือนเดียวในวันที่พายุฝนตกทั่วพื้นที่จากการเช็คสภาพฟ้าฝนตามภาพดาวเทียมของกรมอุตุนิยมวิทยา  ผมพบตัวเองและทีมงานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ตะเวนอยู่ตามลำน้ำเร่งวัดปริมาณน้ำไหลในล้ำห้วย ที่รู้จักดีแล้ว ให้เสร็จในวันเดียวเพื่อให้ได้ข้อมูลใกล้เคียงสภาพน้ำหลากในช่วงเวลาฝนหนักให้มากที่สุด

เมื่อผมไปถึงเขาชนกัน สภาพที่แทบไม่เชื่อสายตาก็ปรากฏ ลำธารใสแม่วงก์สายเดิมที่ไหลรินหายไปกระจายกว้างไปเป็นแม่แม่น้ำใหญ่ วัดปริมาณน้ำได้ถึง 22 ลูกบาศก์เมตร นั่นหมายความว่าน้ำในช่วงฝนตกใหญ่มากขึ้นกว่าช่วงแล้งเมื่อไม่กี่อาทิตย์หลายเท่านัก

จริงๆ แล้ว EIA และ EHIA เป็นเครื่องมือที่ดีนะครับ วันนี้ที่โรงงานต่างๆ ถูกควบคุม และตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ก็เพราะมีมาตรการลดผลกระทบ ตาม EIA เป็นส่วนใหญ่ แต่ข้อด้อยของเครื่องมือ นี้คือ มันเหมาะกับกิจการที่มีขนาดจำกัด อย่างโรงงาน หรือ เหมืองแร่เล็ก ที่คล้ายว่า จะขอไปอาศัยตั้งอยู่ในท้องถิ่นหนึ่ง หรือระบบนิเวศหนึ่ง อย่างมิตร ที่ขออิงอาศัย

แต่สำหรับโรงงานหลายโรงที่แยกกันทำ EIA แต่ตั้งอยู่ติดๆ กันนี่ก็อาจจะเกิดปัญหาจากมลพิษสะสม ที่ทุกโรงงาน อยู่ในมาตรฐาน แต่พอสะสมรวมๆ กันแล้วก็ชักจะมาก หรือ หลายๆโรงงาน ไปตั้งอยู่เต็มพื้นที่ชุมชน ใหญ่เกินระบบนิเวศเดิมจะรองรับ

เขื่อนที่สร้างบนระบบนิเวศที่ไม่สำคัญนัก เช่น บริเวณป่าที่ไม่มีสัตว์ป่า หรือลำน้ำ ที่ไม่ใช่ลำน้ำสายหลัก ก็ใช้ EIA ได้ ในการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น การปล่อยพันธ์ปลาทดแทน การปลูกป่าทดแทน

แต่เขื่อนที่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่สำคัญ หรือกีกกั้นลำน้ำ ที่ระบบนิเวศซับซ้อน EIA หรือ EHIA อาจจะไม่เพียงพอ คงต้องประเมินคุณค่าของการรักษาระบบนิเวศไว้ และหาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ ใหม่ ต้องใช้การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) ในการสร้างเขื่อนครับ

การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) คือการใช้กรอบแนวคิดและกระบวนการในการวิเคราะห์ ประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การพัฒนานโยบาย แผน แผนงาน และโครงการขนาดใหญ่ในรายสาขา (sectoral based) หรือในเชิงพื้นที่ (area based) ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยบูรณาการมิติด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี และเปรียบเทียบทางเลือกในการตัดสินใจ เพื่อให้การตัดสินใจนั้นมีคุณภาพ รอบคอบ โปร่งใส และมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งนี้ SEA จะเป็นการดำเนินการก่อนถึงขั้นตอนการพัฒนา โดยสามารถช่วยชี้ว่า นโยบาย แผน แผนงาน และโครงการขนาดใหญ่ ลักษณะใดเหมาะสมกับพื้นที่และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และช่วยบ่งชี้เรื่องหรือในประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระดับโครงการด้วย ดังนั้น การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะนำมาสู่การบูรณาการ ทั้งความคิดและการปฏิบัติการร่วมกันของหลายฝ่ายให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบและมีกระบวนการตัดสินใจจากหลายฝ่ายอย่างมีส่วนร่วม โดยมุ่งเป้าประสงค์ของการพัฒนาที่ยั่งยืน

EIA EHIA SEA และอื่นๆ เป็นเพียงเครื่อมือครับ การกำหนดขอบเขตและเนื้อหาให้ครอบคลุม การพิจารณาอย่างเป็นธรรมตามหลักวิชาการ ตรวจสอบได้ ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ หรือให้ความเห็นชอบผ่านประชามติ และการบังคับใช้ เป็นประเด็นที่สำคัญ ถ้าใช้หลักสากล การวิเคราะห์ต้องรวมถึงผลกระทบที่เกี่ยวข้องจากโครงการใกล้เคียง (linked project) และผลกระทบสะสม (cumulative impacts)

ทำทุกนาทีให้มีประโยชน์ ในการค้าน EHIA แม่วงก์

ตั้งสติ หลังรู้ว่า สผ. เสนอรายงาน EHIA ให้ คชก. พิจารณา เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แต่ยังไม่ผ่าน เพราะผู้แทนกรมอุทยานที่เป็นข้าราชการซีเล็ก ต่อสู้ทางวิชาการต้านไว้สุดฤทธิ์ เปิดเผยชื่อไม่ได้ แต่ขอชื่นชม และเป็นกำลังใจให้เธอ รู้ว่าโดนเล่นงานจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสร้างเขื่อนหนัก แต่ไม่ถอย

รายงานยังอยู่ และมีกำหนดประชุมอีกเดือนหน้า สืบมาว่าแผนของเขาคือ ไม่นำมติคณะทำงานพิจารณาข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่กระทรวงตั้งขึ้นหลังเราเดินและมีผลแย้งกับ EHIA มาร่วมพิจารณา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ แจ้งว่าที่ยังชลอการพิจารณาก็เพราะรอผลคณะนี้ พอไม่สอดคล้องกับ รายงาน ก็น่าจะใช้วิธีเลี่ยงอ้างว่า ไม่จำเป็นต้องดู

ผมก็ไม่ยอมให้ผ่านเหมือนกัน ไปเก็บข้อมูลเพิ่มเติมมาทั้งปี เมื่อวันจันทร์นัดหารือกับเครือข่ายอนุรักษ์ที่กรุงเทพไปรอบหนึ่งแล้ว กำหนดการเคลื่อนไหว ที่เปิดเผยได้คือ เตรียมสัมมนาทางวิชาการให้พี่น้องสื่อ และเครือข่ายนักอนุรักษ์ผู้สนใจก่อน แล้วเดี๋ยวกำหนดเคลื่อนขบวนอีกที นัดหมายก่อนคงไม่ได้เพราะอยู่ใต้กฏอัยการศึก แต่ค่อยๆเตรียมการไว้เกือบพร้อมแล้ว

เหลือแค่เตรียมใจ และ "เตรียมเพื่อน"

ปัญหาน้ำ ในหลายที่ทั้งน้ำท่วมน้ำแล้ง ดูเหมือนว่า จะไม่ได้รับการจัดการแก้ไขในโครงการเล็กๆ ที่ทำได้เลยในระดับชุมชน รอให้ปัญหาสะสม ไปเรื่อยๆ รอ เขื่อนใหญ่ มาแก้ปัญหา อย่างเดียว

ผมคุยกับผู้รู้ทางวิชาการด้านวิศวกรรมแหล่งน้ำ อาวุโส ท่านหนึ่ง ....

น้ำจากห้วยแม่วงก์ ผ่านเขาชนกัน แล้วจะแตกออกเป็นลำน้ำย่อยๆ เพราะไหลงลงที่ราบน้ำท่วมถึง เส้นหลักๆ จะมีประตูน้ำปิดไว้ ตั้งแต่ฝายวังซ่าน ที่กักน้ำไว้ได้มากมาย ผันน้ำลงมาสู่ระบบประตูน้ำที่ทุ่งแม่น้ำน้อย และผันน้ำเข้าสู่คลองใหญ่ มาสู่เทศบาลลาดยาว ประตูนี้ กรมชลสร้างไว้ แต่มอบให้ท้องถิ่นดูแล แต่จำเป็นต้องประสานงานกันให้ดีในหลายพื้นที่ ปัจจุบันน้ำท่วมน้ำแล้ง ก็แทบไม่มีใครมาดูแล ปล่อยชาวบ้านทะเลาะกันเอง

เนื่องจากข้ออ้างว่า ไม่ได้ประกาศเป็นพื้นที่ชลประทาน เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ ต้องรอสร้างเขื่อนแม่วงก์ก่อน

 

ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของอำเภอลาดยาว มีลำห้วย ชื่อ ห้วยม่วง รับน้ำหลากจากเนินเขา ที่ไม่มีป่าเหลืออยู่ มีแต่ไร่มัน เวลาน้ำหลาก ก็รับน้ำพุ่งตรงมาที่เทศบาลลาดยาว หากไม่มีการจัดการน้ำ และเนินเขาที่ว่าโดยการชะลอน้ำ

ถึงมีเขื่อนแม่วงก์ ก็ยังมีน้ำหลากจากห้วยนี้ลงมามากมาย

ศศิน เฉลิมลาภ
คอลัมน์ talk of the town หนังสือพิมพ์มติชน พ.ศ. 2557

 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง