• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก เราทำงานให้พี่สืบ ศศิน เฉลิมลาภ บทความโดยศศิน เฉลิมลาภ เสียงเตือนจากคลื่นทะเล หลังน้ำมันรั่วที่ระยอง

เสียงเตือนจากคลื่นทะเล หลังน้ำมันรั่วที่ระยอง

อีเมล พิมพ์ PDF

น้ำทันรั่ว หลังเหตุการณ์น้ำมันของบริษัท PTTGC ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ปตท. รั่วที่ทะเลระยอง 4 วัน ผมอดรนทนไม่ได้ต่อความสงสัยในสถานการณ์ที่ดูสับสนไปหมด จึงต้องขับรถไปข้ามเรือที่บ้านเพ เพื่อให้ได้เห็นภาพจริงสักครั้งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์


ผมขับมอเตอร์ไซด์เช่าจากท่าเรือมาถึงอ่าวพร้าว ตอนสายๆ ผ่านถนนโคลนหน้าฝน ไปถึงจุดชมวิวของอุทยานแห่งชาติเกาะเสม็ด ที่เป็นผาสูงริมอ่าว มองลงไปเห็นทะเลสวยๆ ที่หลงเหลือคราบน้ำมันสีน้ำตาลเป็นแถบที่ขอบผาไม่มากนัก แต่กลิ่นน้ำมันดิบที่ลอยขึ้นมาถึงจุดชมวิวสูงเป็นเครื่องยืนยันว่าปริมาณน้ำมันที่ตกค้างอยู่คงมากเอาการ

หลังจากเดินเท้าเข้าไปถึงอ่าว มีผู้คนชุลมุนกันอยู่มากมาย ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่เข้ามาทำงานกอบกู้คราบน้ำมันในชุดกันเปื้อนสีขาว เห็นว่าส่วนใหญ่มีสกรีนหลังว่ามาจากกองทัพเรือ ส่วนที่เหลือคงเป็นเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครจาก ปตท. รวมถึงคณะอื่นๆ ที่ดูเต็มอกเต็มใจในการกอบกู้ความเสียหายทางทะเลจากความผิดพลาดครั้งใหญ่ของบริษัทยักษ์

คราบน้ำมันประเมินจากสายตายังคงมีมากเกินข่าวที่ว่าจะกำจัดหมดในสามสี่วัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่กำลังทำงานก็ทำงานหนักกลางกลิ่นเหม็นน้ำมันในระดับรุนแรงเช่นกัน

ขณะที่ผมรอเรือกลับฝั่งเพื่อมาดักดูคราบน้ำมันที่อาจจะลอยมาถึงฝั่งบ้านเพ สวนสน และแหลมแม่พิมพ์ รวมถึงปากน้ำคลองแกลงซึ่งเป็นแหล่งประมงสำคัญของชุมชนย่านนี้ มีนักข่าวจากทีวีที่รู้จักกันช่องหนึ่งทักทาย และชวนผมนั่งเรืออ้อมเขาไปยังหน้าหาดอ่าวพร้าวอีกครั้งด้วยกัน แน่นอนว่านี่เป็นความต้องการของผมอย่างยิ่งเช่นกัน

คราบน้ำมันที่มองไม่เห็นจากฝั่งยังลอยอยู่ประมาณห้าสิบถึงร้อยเมตรจากฝั่ง เป็นเฉดสีดำที่บริเวณน้ำตื้น ไล่เฉดเป็นสีน้ำตาล และเป็นฝ้าน้ำมันใสเมื่อออกมาไกลฝั่ง เรือที่เช่าไปจอดอยู่ได้ไม่นานนักเพราะเจ้าหน้าที่จากราชการรีบขับเรือออกมาไล่ให้เราออกไป ระหว่างทางกลับฝั่งบ้านเพ ผมไม่เห็นคราบน้ำมันระหว่างเกาะเสม็ด และฝั่ง ทั้งๆ ที่ภาพจากดาวเทียมบอกเราว่าน้ำมันยังกระจายตัวจากหัวเกาะไปทางตะวันออก แต่ยังไม่เข้าฝั่งแผ่นดินใหญ่

นั่นเป็นสิ่งที่ผมไปเห็นมา ในทะเลในช่วงน้ำมันรั่วครั้งประวัติศาสตร์ในทะเลอ่าวไทย

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น คือ สิ่งที่หลายฝ่ายได้โอกาสแสดงความเห็น และบทบาท กันเต็มหน้าสื่อไปหมดอย่างสับสนอลหม่าน หลายฝ่ายหลายคน โดยเฉพาะโจทย์เก่าๆ ของ ปตท.ได้ตรวจสอบจับผิดบริษัทยักษ์อย่างเต็มที่ ซึ่งก็ว่าไม่ได้เพราะมีหลักฐานเห็นกันจะๆ ว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ สื่อแบ่งออกเป็นฝ่ายๆ ยากที่จะเชื่อ หรือ ไม่เชื่อใคร นักวิชาการหลายคนได้แสดงความรู้และวิเคราะห์ข้อมูลกันตามถนัด ส่วนราชการก็ฟุตเวอร์คไปตามจังหวะคลื่นลม ทุกอย่างทางสังคมต่างทำงานกันตามปกติ เชื่อว่าสักพักเรื่องนี้ก็เลือนไป เหมือนกับเรื่องความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมเรื่องอื่นๆ แม้ว่าอาจจะมีกระบวนการฟ้องร้องกันไปอีกนานก็ตาม

สำหรับผมแล้ว แม้ว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ก็ห่างไกลวงการวิชาการเกินที่จะไปวิเคราะห์ข้อผิดถูกทางเทคนิค หรือประเมินความเสียหายจากสิ่งที่แค่ได้ไปเห็นมาครึ่งวันได้ แต่ในฐานะของคนที่ทำงานอนุรักษ์ธรรมชาติแล้ว เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะลืมเลือนกันได้ง่ายๆ

มนุษย์ได้รับความสะดวกสบายจากการพัฒนาทรัพยากร และมีหลักฐานว่าเราต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงในการสูญเสียคุณภาพสิ่งแวดล้อมไปครั้งแล้วครั้งเล่า โทษกันไปมาหาคนผิดกันไปมา แน่นอนว่าทุกเรื่องล้วนมีคนผิด และผู้คนล้วนมีโอกาสผิดพลาด และแน่นอนว่าเหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งนี้ย่อมไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

ขณะเฝ้ามองคลื่นทะเลสวยๆ ซัดเข้าฝั่งมาที่หาดแม่พิมพ์ ยังไม่มีน้ำมันหลงมากับคลื่นสีทะเลสวยวันนั้น แต่ผม เห็นภาพเมืองและอุตสาหกรรมกระจายตัว พามลพิษและคราบน้ำมันอย่างที่เห็นท่วมทับที่ราบภาคกลางหลังจากเราจัดการน้ำท่วมให้เบี่ยงเบนไปเป็นน้ำสำหรับอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกตะวันตก มีรถไฟเชื่อมโยงจีนและสิงค์โปร์ให้เรากลายเป็นศูนย์กลางคมนาคมใหญ่ เกิดนิคมอุตสาหกรรมคู่ขนาน ไปกับเมืองทวาย แน่นอนว่าเกิดท่าเรือยักษ์ขึ้นที่เมืองสงบงามอย่างสตูล เชื่อมไปยังสงขลา มินับการขยายฐานอุตสาหกรรมในอ่างไทย และการขุดเจาะแหล่งน้ำมันตามมา

น้ำมันรั่วดำที่อ่าวพร้าว เป็นเพียงนิมิตแรกของพวกเราเท่านั้นเอง ใช่ไหมครับ

คลื่นทะเลซัดเข้าฝั่งลูกแล้ว ลูกเล่า ย้ำเตือน กับผมในวันนั้น

ศศิน เฉลิมลาภ
คอลัมน์ talk of the town หนังสือพิมพ์มติชน พ.ศ. 2556

 

 

รับข่าวสาร