• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก เราทำงานให้พี่สืบ ศศิน เฉลิมลาภ บทความโดยศศิน เฉลิมลาภ ท่าเรือปากบารา และเขื่อนแม่วงก์ ที่กำลังเดินหน้า

ท่าเรือปากบารา และเขื่อนแม่วงก์ ที่กำลังเดินหน้า

อีเมล พิมพ์ PDF

ปากบาราผมเพิ่งกลับจากท่าเรือปากบารา อำเภอละงู จังหวัดสตูลเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ไปร่วมงานจิบกาแฟ คุยกับผู้ประกอบการ และไกด์นำเที่ยวหมู่เกาะในอุทยานแห่งชาติเภตรา และอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ถึงปัญหาการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่ปากแม่น้ำบารา หลังเกาะเขาใหญ่ บนพื้นที่น้ำทะเลประมาณพันกว่าไร่ ที่ต้องขุดร่องน้ำนำเรือยักษ์เข้ามาขนถ่ายสินค้า ท่าเรือ เส้นทางเดินเรือ ตลอดจนรางรถไฟและพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ทับซ้อนกับพื้นที่ชุมชน พื้นที่ทำมาหากินของประมงพื้นบ้าน ประมงน้ำลึก การท่องเที่ยวไปหมู่เกาะต่างๆ รวมถึงเกาะหลีเป๊ะ เป็นความขัดแย้งในการตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยากร และทำลายระบบนิเวศ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


พื้นที่ระบบนิเวศอันดามันตอนใต้ ต่อเนื่องเชื่อมกันด้วยพื้นที่หญ้าทะเล ตั้งแต่จังหวัดกระบี่ เชื่อมลงมาถึงทะเลตรัง ต่อเนื่องมาถึงตะรุเตา เกี่ยงข้องสัมพันธ์กับพื้นที่หาดโคลนปนทราย ที่เป็นพื้นที่ “ดอหมัน” หรือ แหล่งปลาปูกุ้งหอย ของชาวประมงในภาษาพื้นถิ่น

แน่นอนละที่วงจรอาหาร และอนุบาลวัยอ่อน จะเชื่อมผ่านน้ำทะเลไปถึงป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์ที่ริมฝั่ง และแนวปะกังรังรอบเกาะต่างๆหลายสิบเกาะในระบบสิ่งแวดล้อมอันดามันใต้ นั่นเป็นพื้นที่ที่เล็กกว่าป่าตะวันตกไม่เท่าไหร่เลย

และแน่นอนว่านี่คือระบบนิเวศอุดมสมบูรณืที่สุดของอันดามัน เท่าที่เรามีอยู่

แนวคิดการสร้างท่าเรือปากบารา เพื่อแข่งขันกับท่าเรือสิงค์โปร์ ท่าเรือปีนัง ของมาเลเซีย และท่าเรือทวาย ของพม่า เป็นแผนการใหญ่มาตั้งแต่รัฐบาลคุณทักษิณ เมื่อสิบกว่าปีก่อน มีการศึกษารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ทำแยกส่วนเฉพาะท่าเรือ มิได้รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และคลังน้ำมัน ที่จะเกิดขึ้นตามมา “ผ่าน” การพิจารณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน

แน่นอนละ ชาวบ้านท้องถิ่นในพื้นที่หลายชุมชนยังมีข้อคำถามคาใจง่ายๆ ว่า การเอาท่าเรือยักษ์ มาตั้งกลางทะเลที่เป็นแหล่งหาปลาที่สำคัญของชุมชนหลายสิบชุมชน ที่มีแผนว่าต้องใช้หินเท่ากับภูเขาเจ็ดแปดลูก ขุดทรายหลายล้านคิว จากหมู่บ้านชายทะเล ไปถมทะเล ขุดร่องน้ำหลายสิบกิโลเมตร เพิกถอนอุทยานแห่งชาติทางทะเลสี่พันไร่ เพื่อรองรับเรือขนส่งสินค้าโดยขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ใหญ่กลางทะเล ฉีดน้ำจืดล้าง มีเส้นทางเรือยักษ์สวนกับเรือท่องเที่ยวไปเที่ยวหมู่เกาะตะรุเตา อาดัง ราวี หลีเป๊ะ โครงการแบบนี้ “ผ่าน” รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้

ยังไม่นับความเสี่ยงที่จะเกิดการรั่วไหลของน้ำมัน และสารเคมีจากเหตุบกพร่อง และอุบัติเหตุ ที่จะม้วนสะสมอยู่ในปากอ่าวตามกระแสน้ำที่หมุนวน

ชาวบ้าน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และไกด์ ที่รวมตัวเป็นกลุ่มปกป้องปะการัง ที่มีชื่อภาษาฝรั่งว่า “Reef Guardian” อยากคุยกับผมว่า ตอนเดินเท้าประท้วงแม่วงก์เมื่อปีที่แล้ว ได้ผลอย่างไร ?

ที่ศาลาแปดเหลี่ยม ท่าเรือท่องเที่ยวปากบารา เราแลกเปลี่ยนประเด็น และจิบกาแฟคุยเรื่องนี้กันอยู่จนพลบค่ำ

ผมเล่าให้เขาฟังว่า ตอนเราเดินเสร็จ ผลของการทำงานรณรงค์ใหญ่ ก้ได้แค่ชะลอการพิจารณารายงานของสำนักงานและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยคำสั่งของรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติเมื่อปีที่แล้ว (คุณพิเชษฐ์ เกษมทองศรี) และมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของกระทรวง มาทำงานเพื่อเสนอ “ความกระจ่างทางวิชาการ” ตามที่กลุ่มอนุรักษ์ทักท้วงกัน ซึ่งรายงานต่างๆ ก็เสร็จสิ้นไปเมื่อราวเดือนที่แล้วพอดี

ผลต่างๆ ก็สอดคล้องกับที่เราทักท้วงไป แต่ติดอยู่ที่เป็นแค่รายงานประกอบการพิจารณาของผู้บริหาร ไม่ได้มีผลอะไรกับการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ตามระเบียบปฏิบัติของ สผ. (สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม)

กลับมาจากปากบาราได้ไม่กี่อาทิตย์ ก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวว่า สผ. นำรายงานแม่วงก์กลับเข้าเสนอ คชก. และมีแนวโน้มว่าจะไม่พิจารณารายงานของกระทรวงที่ว่ามา

ท่าเรือปากบารา กลางระบบนิเวศทางทะเลที่ยิ่งใหญ่อันดามันใต้ กำลังเดินหน้าต่อไปเหมือนเขื่อนแม่วงก์ที่ป่าตะวันตก

Reef Guardian และ เครือข่ายแม่วงก์ คงไม่มีทางเลือก ในการสู้ต่อไป

เดิน หรือ ว่ายน้ำ ก็ไปด้วยกันแหล่ะครับ เพื่อน

ศศิน เฉลิมลาภ
คอลัมน์ talk of the town หนังสือพิมพ์มติชน พ.ศ. 2557

 

 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง