• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับสงครามการเมือง

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับสงครามการเมือง

อีเมล พิมพ์ PDF

สงครามกลางเมืองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้พายุรุนแรงขึ้น ฤดูหนาวยาวนานขึ้น หรือเกิดความแห้งแล้งครั้งใหญ่ แต่นั้นสามารถก่อให้เกิดสงครามได้หรือไม่? การศึกษาล่าสุดที่จัดทำโดย National Academy of Science ได้ระบุว่าภัยแล้งที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์ในประเทศซีเรีย ได้ผลักดันให้เกิดความไม่สงบในสังคม และนำไปสู่การลุกฮือครั้งใหญ่ในปี .. 2554 ความขัดแย้งดังกล่าวนำไปสู่สงครามการเมืองที่นานาชาติยื่นมือเข้ามาจัดการปัญหา


ความแห้งแล้งจากสภาวะโลกร้อนในซีเรียระหว่างปี พ.ศ. 2549 ถึง พ.ศ. 2554 ได้ทำลายภาคการเกษตร บีบบังคับให้ชุมชนเกษตรอพยพเข้ามาหาเลี้ยงชีพในเมือง การอพยพดังกล่าวได้ซ้ำเติมความตึงเครียดจากผู้ลี้ภัยสงครามประเทศอิรัก ความแห้งแล้งทำให้ราคาอาหารเพิ่มสูงขึ้น นำไปสู่ความขาดแคลน “เราไม่ได้บอกว่าความแห้งแล้งเพียงอย่างเดียวทำให้เกิดสงคราม แต่มันเป็นการเพิ่มปัจจัยที่นำไปสู่ความตึงเครียดและความขัดแย้ง โดยความแห้งแล้งดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเกิดจากการผลักดันโดยกิจกรรมของมนุษย์” Richard Seager นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ จาก Lamont-Doherty Earth Observatory มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

Richard Seager อธิบายเพิ่มเติมว่าภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งหมด “กำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่แล้งขึ้นและร้อนขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะกดดันทรัพยากรน้ำและการเกษตร และนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้ง” โดยสภาวะโลกร้อนได้ส่งผลกระทบสองด้านคือ อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้อัตราการระเหยของน้ำในพื้นดินที่แห้งแล้งอยู่แล้ว และแรงลมที่อ่อนลงทำให้ปริมาณฝนที่มาจากเมดิเตอเรเนียนนั้นลดลงในฤดูฝน

สงครามกลางเมือง

จากการศึกษาหลายชิ้นในรอบปีที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นว่า อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นและความแห้งแล้งได้เพิ่มความเสี่ยงของความรุนแรงในการเผชิญหน้าทั่วโลก การศึกษาปี พ.ศ. 2552 พบว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมาในทวีปแอฟริกาใต้ซาฮารา อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นนั้นมีความสัมพันธ์กับโอกาสการเกิดสงครามกลางเมืองที่เพิ่มขึ้น และการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2554 ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ราคาอาหารเพิ่มสูงขึ้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการปฏิวัติในอียิปต์

ปัญหาเกี่ยวกับความแห้งแล้งในตะวันออกกลางอาจเลวร้ายลง คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change) ภายใต้องค์การสหประชาชาติ ได้คาดว่ากิจกรรมของมนุษย์จะทำให้พื้นที่ดังกล่าวแห้งแล้งขึ้นโดยเปรียบเทียบกบกรณีที่พื้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากมนุษย์

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้นำความเสี่ยงดังกล่าวมาพิจารณาอย่างจริงจัง โดยรายงานเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ได้ประกาศว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็น “ตัวคูณภัยคุกคาม” ที่จะกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่ง Richard Seager ก็แสดงความเห็นด้วย “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้สร้างความกังวลต่อความมั่นคงในระดับชาติ ภูมิภาค และสากล และผลการวิจัยได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าปัจจัยดังกล่าวส่งผลอย่างไร ที่สำคัญคือภาวะภัยแล้งที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นับว่าเป็นปัจจัยหลักที่นำไปสู่ความไม่สงบในสังคม”

Colin Kelley จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ผู้นำการวิจัยหลักในครั้งนี้เห็นด้วยกับความคิดเห็นข้างต้น แต่ก็เน้นย้ำว่าภัยแล้งที่รุนแรงเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยที่จะนำไปสู่ภาวะสงครามกลางเมือง

แม้ว่าพายุหิมะ หรือการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลมักจะเป็นข่าวหน้าหนึ่งเกี่ยวกับสภาพอากาศที่เลวร้ายซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยแล้งก็นับว่าเป็นปัญหาที่รวดเร็ว รุนแรง และส่งผลกระทบในระยะใกล้

รายงานการวิจัยอีกชิ้นหนึ่งได้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะโลกร้อนกับภัยแล้งที่รุนแรงและยาวนานในแคลิฟอร์เนีย แม้ว่าความเป็นไปได้ที่จะเกิดความไม่สงบนั้นค่อนข้างต่ำ แต่ก็ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างผู้นำทางการเมืองของทางตอนเหนือและตอนใต้ของแคลิฟอร์เนีย ว่าใครควรจะได้รับส่วนแบ่งของน้ำจากแม่น้ำที่นำวันจะยิ่งขาดแคลน รวมทั้งแหล่งน้ำใต้ดินและหิมะ

ถอดความจาก Climate Change Hastened Syria's Civil War โดย Mark Fischetti เข้าถึงได้ที่ http://www.scientificamerican.com/article/climate-change-hastened-the-syrian-war/

 

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง