• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ การเกษตรส่งผลเสียต่อสภาพภูมิอากาศมากกว่าทำลายป่า

การเกษตรส่งผลเสียต่อสภาพภูมิอากาศมากกว่าทำลายป่า

อีเมล พิมพ์ PDF

เกษตรเป็นเรื่องน่าตื่นตะลึงหลังจากที่รัฐบาลได้เข้าจับกุมชุมชนใน Alta Floresta ประเทศบราซิล ที่ตั้งอยู่บนอดีตผืนป่าขนาดกว่า 60,000 เอเคอร์ในปีค..2005 ทำให้เกษตรกรและนักตัดไม้กลายเป็นอาชญากรด้านสิ่งแวดล้อมมันเป็นปฏิบัติการที่โหดร้ายและทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในชุมชนหยุดชะงักนายกเทศมนตรีแสดงความเห็นถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นต่อนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Princeton


หลังจากนั้นไม่กี่ปี ธนาคารกลางประเทศบราซิลก็สร้างความยุ่งยากอีกครั้งโดยขึ้นบัญชีดำผู้ถือครองที่ดิน 35 รายในบริเวณดังกล่าวไม่ให้สามารถกู้ยืมเงินได้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าพวกเขากำลังทำการปกป้องป่าฝนเขตร้อน การกระทำดังกล่าวนับเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์หากเปรียบเทียบกับคริสตศตวรรษที่ 1970 ที่รัฐบาลกลางนำโดยผู้นำเผด็จการทางทหาร ได้สนับสนุนให้ชุมชนหักร้างถางพงพื้นที่ป่า แต่รัฐบาลปัจจุบันกลับเปลี่ยนท่าที่จากหน้ามือเป็นหลังมือ พิจารณาได้จากตัวเลขการทำลายป่าที่ลดลงเหลือไม่ถึง 1,000 เอเคอร์ในปี ค.ศ.2010

ความพยายามให้การลดการทำลายป่าไม้โดยการกระทำดังกล่าวได้ให้ผลลัพธ์เพื่อมนุษยชาติในการต่อสู้กับภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากอัตราการลดลงของการตัดไม้ทำลายป่าในบราซิลตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่การศึกษาล่าสุดพบว่ามลภาวะก๊าซเรือนกระจกบนพื้นดินนั้นส่วนใหญ่เกิดจากการเกษตรที่มีสัดส่วนแซงหน้าการตัดไม้ทำลายป่า ในขณะที่การประชุมของสหประชาชาติยังเน้นหนักไปที่การปกป้องทรัพยากรป่าไม้โดยไม่ได้มองถึงโอกาสในการปฏิรูปภาคการเกษตร

“การลดลงของการตัดไม้ทำลายไม้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานับเป็นความสำเร็จ” Rob Jackson อาจารย์จากมหาวิทยาลัย Stanford แสดงความเห็น ซึ่งการลดลงนั้นส่วนใหญ่มาจากกฎหมายป่าไม้ใหม่ของบราซิล โครงการเรด – RED: Reducing Emission from Deforestation and Forest Degradation ขององค์การสหประชาชาติ ที่ให้เงินช่วยเหลือกิจกรรมรักษาป่ารวมถึงการดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม

การเกษตร

งานวิจัยชิ้นใหม่โดยองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (UNFAO) และตีพิมพ์ใน Global Change Biology ที่เปิดเผยว่าอดีตพื้นที่ป่าได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่เพื่อการเกษตรกรรม ที่ส่งผลทางอ้อมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าการตัดไม้ทำลายป่า นับว่าเป็นก้าวแรกในการทำความเข้าใจและวางแผนต่อสู้กับสภาวะโลกร้อนรวมถึงการใช้ที่ดิน

อย่างไรก็ดี รายงานวิจัยฉบับดังกล่าวได้ย้ำว่าการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลยังนับว่าเป็นสาเหตุหลักของสภาวะโลกร้อน โดยการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลคิดเป็น 4 เท่าของมลภาวะก๊าซเรือนกระจกจากการตัดไม้ทำลายป่าและการเกษตรรวมกัน และตัวเลขดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ตัวเลขในผลงานวิจัยแสดงว่า ผลประโยชน์จากการปกป้องป่าไม้กำลังจะหักกลบลบกันกับการเพิ่มขึ้นของการเกษตรเพื่อตอบสนองความหิวโหยจากจำนวนประชากร โดยเฉพาะความต้องการเนื้อสัตว์ โดยก๊าซเรือนกระจกที่ปลดปล่อยจากการทำการเกษตรนั้น เช่นก๊าซมีเทนจากการปศุสัตว์และการปลูกข้าว ก๊าซไนตรัสออกไซด์จากปุ๋ยและสารบำรุงดินต่างๆ การศึกษาสรุปว่ามลภาวะต่อภูมิอากาศจากภาคการเกษตรนั้นส่วนใหญ่มาจากการปศุสัตว์ โดยวัวและความถือเป็นสัตว์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด การปศุสัตว์คิดเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของมลภาวะทางภูมิอากาศจากภาคการเกษตร

“เรากำลังมองเห็นการขยายพื้นที่ที่ใช้ในการเกษตรเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรบนโลก รวมถึงการทำการเกษตรที่ดูจะเข้มข้นขึ้นในปัจจุบัน” Jackson ผู้บริหารโครงการ Global Carbon ที่ศึกษาด้านวงจรของคาร์บอนกล่าว

อัตราการตัดไม้ทำลายป่าในอแมซอนเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งหลังจากเกษตรกรและนักตัดไม้เริ่มมองเห็นช่องโหว่ในกฎหมายปกป้องป่า พื้นที่ในทวีปแอฟริกาบางแห่งก็เริ่มเกิดปัญหาการตัดไม้โดยเฉพาะในบริเวณที่ไม่เคยพบปัญหานี้มาก่อน การตัดไม้จะลดความชุ่มชื้นของป่าดิบร้อนที่อาจทำให้ส่วนอื่นๆ ของป่าอเมซอนเริ่มที่จะขาดความอุดมสมบูรณ์และตายลง

แม้จะมีความพยายามในการระบุการเปลี่ยนแปลงในการใช้ที่ดินในระดับโลก แต่ผู้ศึกษาก็พบกับปัญหาในการจัดเก็บข้อมูลเนื่องจากรัฐบาลส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการเผาไหม้พลังงานฟอสซิล มากกว่าจะจัดเก็บข้อมูลที่จะใช้เป็นตัวชี้วัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการตัดไม้และการเกษตร

ทางออกของปัญหาเพื่อการปฏิรูปการเกษตรในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น อยู่ที่ไม่กี่กิโลเมตรจากพื้นที่เพาะปลูก คือการแก้ไขปัญหาขยะอาหารจากกระบวนการขาย ขนส่ง และการกิน ซึ่งหลายครั้งที่อาหารเหล่านั้นถูกทิ้งลงถังขยะเนื่องจากขายไม่ออก หรือเป็นอาหารเหลือจากโต๊ะอาหาร นอกจากนี้ การกินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง หรือการใช้น้ำในการเลี้ยงสัตว์อย่างมีประสิทธิภาพก็นับว่าเป็นทางออกที่มีศักยภาพ

ถอดความบางส่วนจาก “Farming Now Worse for Climate Than Clearing Forests” โดย John Upton เข้าถึงได้ที่ http://www.scientificamerican.com/article/farming-now-worse-for-climate-than-clearing-forests/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

 

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง