• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ นักวิชาการชี้ E(H)IA โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วล้มเหลว

นักวิชาการชี้ E(H)IA โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วล้มเหลว

อีเมล พิมพ์ PDF
จังหวัดกระบี่ เกิดขึ้นด้วยสาเหตุหลักเนื่องจากทางผู้ดำเนินโครงการคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฝผ.) ระบุว่าจังหวัดกระบี่และจังหวัดในภาคใต้ขาดแคลนไฟฟ้า ไม่มีไฟฟ้าพอใช้ จากกรณีไฟฟ้าดับพร้อมกันทั่วภาคใต้ในปี 2556 และเนื่องด้วยในพื้นที่บ้านคลองรั้ว มีโรงไฟฟ้าถ่านหินเก่าอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเคยผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินลิกไนต์แต่ชาวบ้านในพื้นที่นั้นได้รับผลกระทบจึงมีการหยุดผลิตและเปลี่ยนมาใช้น้ำมันแทน (ปัจจุบันก็ยังมีการขนส่งน้ำมันมาป้อนโรงงานผลิตไฟฟ้าแห่งนี้อยู่) เหลือเพียงถ่านหินที่ต้องนำเข้ามาจากอินโดนีเซียเท่านั้น จึงได้มีการริเริ่มสร้างท่าเทียบเรือเพื่อขนส่งถ่านหินขึ้นโดยอ้างว่าไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแน่นอนทั้งที่ในความเป็นจริง นักวิชาการระบุว่าบริเวณที่เรือจะแล่นเข้ามาจอดเทียบดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีหญ้าทะเลหนาแน่นมากผืนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
การประชุมเสวนาเพื่อจัดทำข้อเสนอต่อรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรณีโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือขนถ่านหิน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ชั้น 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนักวิชาการจากหลายสาขาได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือขนถ่านหิน ซึ่งมีความคิดเห็นตรงกันว่ารายงานฉบับนี้ล้มเหลวอย่างยิ่ง และไม่สมควรจะทำการก่อสร้างโครงการดังกล่าว
เริ่มต้นจากคุณณัติกาญจน์ สูติพันธ์วิหาร อดีตนักวิชาการของคณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพได้ระบุถึงข้อบกพร่องของรายงานฯไว้ดังนี้
“ก่อนหน้านี้ทางผู้จัดทำรายงานระบุน้ำหนักสินค้าไว้ไม่รวมน้ำหนักเรือ 3,000 เดทเวทตัน คาดว่าเขาคิดว่าน่าจะเป็นการขนส่งถ่านหินน้อยๆ แต่ปรากฏว่าหลังการประชุม ค. 1 ไม่ได้ เลยต้องเปลี่ยนเป็น 10,000 เดทเวตตันวิ่งเข้าออกท่าเทียบเรือสองรอบทุกวัน ไม่ใช่แค่เรือขนส่งถ่านหินแต่มีเรือนำ 2 ลำ เรือนำร่อง เรือนำเชือกอีก 1 ลำรวมเป็น 5 ลำ และต้องมีสายพานลำเลียงขนส่งถ่านหินจากท่าเรือไปยังโรงไฟฟ้าอีก 9 กิโลเมตร โดยในรายงานระบุว่าจะใช้เส้นทางเดินเรือเดียวกันกับเรือขนส่งน้ำมันขนาด 3,000 เดทเวทตัน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เรือขนาด 10,000 เดทเวทตันกับ 3,000 เดทเวทตันมันกินน้ำลึกต่างกัน เขาระบุไว้แล้วว่าต้องอาศัยน้ำลึก 3 เมตรในการเดินเรือ แต่ในพื้นที่น้ำลึกตื้นที่สุดคือ 1.5 เมตร จริงอยู่ว่าน้ำหน้าท่ามันสูง 8 เมตร แต่ร่องเส้นทางเดินเรือที่จะเข้ามาสู่ท่าเรือจะเป็นไปได้อย่างไรถ้าช่วงหนึ่งของน้ำสูงแค่ 1.5 เมตร 2.4 2.5 เมตร ถ้าจะทำแบบนี้จริงๆ ก็เป็นข้อยืนยันแล้วว่าโครงการนี้เกิดขึ้นไม่ได้แน่นอน เรือขนาดดังกล่าวมันเข้ามาเทียบท่าเรือไม่ได้แน่ๆ ขนาดชาวบ้านยังต้องรอน้ำขึ้น แล้วเรือขนาดใหญ่แบบนั้นมันต้องรอน้ำขึ้นสูงมากที่ชาวบ้านเรียกว่าน้ำใหญ่ เขามีข้อสันนิษฐานระบุว่าจะไม่มีการขุดลอกร่องน้ำเพื่อไม่ให้กระทบระบบนิเวศต่างๆ แต่สุดท้ายในบทที่ 8 เล่มย่อหลังรายงาน EIA กลับมีการเขียนมาตรการในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการขุดลอกดิน การขุดลอกดินต้องใช้เวลากว่า 8 ปีในการฟื้นฟูระบบนิเวศกว่าระบบนิเวศจะฟื้นกลับมาเป็นปกติ ซึ่งมันเหมือนการโกหกกันทั้งเล่มเลยสำหรับ EIA ฉบับนี้”
นอกจากนั้น แผนที่ที่ตั้งท่าเรือยังอยู่ในบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำหรือพื้นที่แรมซาร์ไซต์ (Ramsar Site)ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ มีความอุดมสมบูรณ์มากไม่ควรมีการรบกวน นอกจากนั้นสะพานลำเลียงถ่านหินยังอยู่ในพื้นที่แรมซาร์ไซต์อีก 5 กิโลเมตรซึ่งส่งผลให้โครงการนี้ไม่มีความเหมาะสมแก่การก่อสร้างเลย ขณะเดียวกันโรงไฟฟ้ายังตั้งอยู่ในทิศทางที่ลมจะพัดพานำตะกอนไปตกสะสมอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งส่งผลให้ตะกอนของเสียเกิดการสะสมพอกพูนจนต้องทำการขุดลอกดินทุกปีและจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น
“สิ่งที่น่ากังวลคือบริเวณโรงไฟฟ้ามีคลองขนาดเล็กอยู่ และถ้าทางโรงไฟฟ้าไม่มีคลองปล่อยน้ำหล่อเย็นเป็นของตัวเองแต่ปล่อยลงคลองสาธารณะซึ่งเป็นน้ำร้อนๆ ลวกต้มสิ่งมีชีวิต แถวนั้นเป็นบริเวณอนุบาลสัตว์ได้อย่างดีเลย รับรองว่าตายหมดแน่ๆ” คุณณัติกาญจน์ สูติพันธ์วิหาร ได้ทิ้งท้ายเอาไว้
ขณะที่ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์จากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการท่าเทียบเรือไว้เกี่ยวกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ และความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ไว้ดังนี้
“สำหรับร่างรายงานฉบับนี้สิ่งที่เป็นข้อบกพร่องอย่างชัดเจนคือการขาดข้อมูลสำคัญ ซึ่งสำคัญมากๆ ไม่รู้ตั้งใจหรือไม่อย่างไร คือไม่มีการสำรวจชนิดพันธุ์ปลาซึ่งมีความความหลากหลายในบริเวณนั้นและมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางด้านอาหารและด้านเศรษฐกิจของชุมชน ผมอ่าน 3 รอบก็ไม่เจอ มีแต่พวกสัตว์หน้าดิน หญ้าทะเล ไม่มีความหลากหลายของหอย กุ้ง และหมึก ที่มีความสำคัญมากๆ ผมจึงมีคำถามว่าไม่มีได้อย่างไร และอีกหัวข้อหนึ่งคือ มีข้อมูลเกี่ยวกับการประมงแค่ 5 บรรทัดและไม่ได้ชี้ว่าการประมงมีความสำคัญอย่างไร แต่งานวิจัยมหาลัยเลที่ผมและนิสิตร่วมกับชาวบ้านสำรวจพบว่าในชายฝั่งทะเลอันดามันเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของระบบนิเวศและทางชีวภาพสูงมาก พบปลาจำนวน 269 ชนิด หอย 72 ชนิด กุ้ง 21 ชนิด ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งทำมาหากินเป็นเหมือนตู้เอทีเอมของชาวบ้าน อยากได้อะไรก็ออกทะเลไปหาจับขึ้นมาขายโดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลยแต่ในรายงานฉบับนี้กลับไม่ให้ความสำคัญต่อรายชื่อการสำรวจสัตว์ทะเลดังกล่าว”
ขณะเดียวกันสิ่งหนึ่งที่ทางคณะผู้สำรวจจัดทำรายงานโครงการท่าเทียบเรือละเลยคือการจัดทำรายงานถึงกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ ไม่มีการกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของชุมชน ทำให้ไม่มีความเข้าใจต่อความเป็นมาของชุมชนในบริเวณนี้ ซึ่งมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ที่สำคัญคือไม่ได้อธิบายให้ฟังถึงวีถีชีวิตและความสำคัญต่อความหลากหลายของระบบนิเวศ เป็นการละเลยคนในพื้นที่อย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้น
นอกจากนั้น คุณธีรพจน์ กษิรวัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวเกาะลันตา ยังได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการก่อสร้างโครงการท่าเทียบเรือและความรับผิดชอบที่ทางกฝผ.ไว้ว่า
“การมาของโรงไฟฟ้าถ่านหินในเมืองที่มีการท่องเที่ยว มีพื้นที่ธรรมชาติเป็นสินค้าหลักจะเกิดข้อดีข้อเสียกับพื้นที่นี้อย่างไร จะเกิดความยั่งยืนกับการท่องเที่ยวไหม ผมพบมาว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 500 เมกกะวัตส์มีจำนวนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่ากับรถยนต์หกแสนคัน แล้วมันเข้ากับเมืองที่ขายการท่องเที่ยวอย่างจังหวัดกระบี่อย่างไร เพิ่มคุณภาพชีวิตให้คนในพื้นที่ไหม มีความเสี่ยงของการปนเปื้อนของสารโลหะจากขี้เถ้าถ่านหินไหม ที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่เห็นมาตรการเป็นรูปธรรมว่าเขาจะดูแลขี้เถ้าถ่านหินอย่างไร”
“เมื่อเรามามองผลกระทบเราก็ต้องมาคุยกันว่าตกลงถ่านหินนี่มันดีหรือไม่ดีอย่างไร ในเมื่ออเมริกาเองเขาก็ประสบปัญหากับพิษของถ่านหินถึงขั้นย่ำแย่แล้ว โดยเฉพาะของเยอรมันประเทศที่มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มหาวิทยาลัยสตุ๊ตการ์ตมีผลงานการวิจัยระบุว่ามลพิษทางอากาศของโรงไฟฟ้าถ่านหิน 300 กว่าแห่งทำให้ชาวยุโรปเสียชีวิต 22,000 คน ทุกปี จนกระทั่งเยอรมันทุกวันนี้จะมีการเลิกใช้ถ่านหินและหันมาผลักดันเรื่องพลังงานทดแทน วันนี้กฟผ.ต้องตอบคำถามแล้วว่าจัดการกับสารพิษจากขี้เถ้าถ่านหินอย่างไร ซึ่งขี้เถ้าถ่านหินมีอนุภาคขนาดเล็กมาก ทั้งเถ้าลอยและเถ้าจมซึ่งสามารถเข้าไปสู่ระบบนิเวศและจมน้ำลงสู่ระบบนิเวศทะเล เข้าไปปนเปื้อนในสัตว์น้ำได้ ถ้าเขาไปสู่ร่างกายของสตรีมีครรภ์จะส่งผลต่อเด็กในครรภ์ให้เกิดภาวะพิการทางสมองจากงานวิจัยในอเมริกาซึ่งพบว่าเกิดจากการกินปลาที่มีการสะสมจากสารปรอท คุณจะจัดการอย่างไรในเมื่อทุกวันนี้เครื่องตรวจวัดปรอทยังไม่มีเลย มีแต่คำโฆษณากระจายอยู่ในโซเชียลเนตเวิร์คว่า ปรอทและสารพิษอื่นๆมีปริมาณน้อยมากจนเครื่องมือไม่สามารถตรวจวัดได้แต่ไม่ระบุว่าปริมาณต่อปีมีมากแค่ไหนบ้าง”
โดยผลกระทบดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งกับชาวเกษตรกรและชาวประมง แม้กระทั่งชาวต่างชาติอย่างชาวเนเธอร์แลนด์เองยังเข้าร่วมการประชุมในเวทีรับฟังความคิดเห็น ค.1 นำประสบการณ์ในบ้านเกิดมาแลกเปลี่ยนโดยในปัจจุบันเนเธอร์แลนด์ยกเลิกการใช้ถ่านหินไปแล้ว
“เส้นทางการขนส่งถ่านหินจากอินโดนีเซียผ่านแหล่งท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวในทะเลอันดามันมากมาย เช่นเกาะหลีเป๊ะ อ่าวน้ำเมา หาดไร่เลย์ เพราะฉะนั้นเนี่ย เฉพาะเส้นทางการขนส่งทางทะเลแน่นอนว่าต้องมีความเสี่ยงของอุบัติเหตุสูง นั่นหมายถึงว่าซีกหนึ่งของการท่องเที่ยวฝั่งทะเลอันดามันไล่ตั้งแต่กระบี่จนถึงสตูลเนี่ยมีความเสี่ยงสูง และกฟผ.ระบุถึงมาตรการของการจัดการหากมีการร่วงหล่นของถ่านหินหรือเรือขนส่งล่ม ก็จะใช้เครื่องมือตักเอาถ่านหินขึ้นมาให้ได้มากที่สุดก่อนโดยไม่ได้สนใจว่าขณะที่มีการตักถ่านหินขึ้นมานั้น ฝุ่นละอองของถ่านหินก็จะมีการฟุ้งกระจายไปในทะเลในบริเวณกว้าง ที่เหลือก็จะใช้นักประดาน้ำช้อนเก็บขึ้นมาให้ได้มากที่สุด คำถามคือ เมื่อไหร่จะตักหมด แล้วที่มันขึ้นมาเกยหาดจะมีมาตรการจัดการอย่างไร สัตว์น้ำจะเป็นอย่างไร พวกนี้ยังเป็นที่น่ากังวลอยู่”
สำหรับเหตุผลที่ถูกยกขึ้นมาอ้างเพื่อการก่อสร้างท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหินและโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน คือ กระบี่จำเป็นจะต้องเป็นฐานผลิตในการผลิตกระแสไฟฟ้าเนื่องจากวิกฤตพลังงานไฟฟ้าของภาคใต้ แต่จากเอกสารที่ทางกฟผ.ได้ส่งให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ทราบคือภาคใต้มีกระแสไฟฟ้าพร้อมใช้อยู่ 3387 เมกกะวัตส์ แต่มีความต้องการในการใช้พลังงานไฟฟ้าอยู่ 2400 เมกกะวัตส์ ซึ่งเป็นพลังงานไฟฟ้าที่เหลือพอใช้สำหรับ 14 จังหวัดภาคใต้ แล้วมีเหตุผลใดที่จะต้องสร้างมลพิษให้กับปอดของคนในพื้นที่ ให้กับสัตว์น้ำ ให้กับท้องทะเลซึ่งเป็นพื้นที่หากินของชาวบ้าน รวมถึงเป็นรายได้หลักของประเทศไทยจากการท่องเที่ยวอีก
ท้ายที่สุด รศ.ดร. เรณู เวชรัชต์พิมล อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้กล่าวสรุปไว้ตอนท้ายว่า
“หากเขาสามารถก่อสร้างท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหินและโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ได้นั่นก็แสดงว่าเขาสามารถตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินและสร้างท่าเทียบเรือที่ไหนก็ได้ในประเทศไทย เนื่องจากว่าที่ตรงนี้มันมีทั้งกฎหมายรองรับ มีทั้งความอุดมสมบูรณ์ ทั้งระดับชาติ ระดับนานาชาติ ที่เป็นพื้นที่แรมซาร์ไซต์ อีกทั้งบริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีผืนหญ้าทะเลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ดิฉันได้แต่หวังว่าท้ายที่สุดจะได้รับคำตอบในวันที่มีการประชุมคชก. แบบเดียวกับกรณีโครงการเขื่อนแม่วงก์ว่าต่อให้เจ้าของโครงการอยากได้โครงการอย่างไรแต่ไม่ได้รับการอนุญาตให้สร้างก็สร้างไม่ได้”
ท่าเทียบเรือจังหวัดกระบี่ เกิดขึ้นด้วยสาเหตุหลักเนื่องจากทางผู้ดำเนินโครงการคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฝผ.) ระบุว่าจังหวัดกระบี่และจังหวัดในภาคใต้ขาดแคลนไฟฟ้า ไม่มีไฟฟ้าพอใช้ จากกรณีไฟฟ้าดับพร้อมกันทั่วภาคใต้ในปี 2556 และเนื่องด้วยในพื้นที่บ้านคลองรั้ว มีโรงไฟฟ้าถ่านหินเก่าอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเคยผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินลิกไนต์แต่ชาวบ้านในพื้นที่นั้นได้รับผลกระทบจึงมีการหยุดผลิตและเปลี่ยนมาใช้น้ำมันแทน (ปัจจุบันก็ยังมีการขนส่งน้ำมันมาป้อนโรงงานผลิตไฟฟ้าแห่งนี้อยู่) เหลือเพียงถ่านหินที่ต้องนำเข้ามาจากอินโดนีเซียเท่านั้น จึงได้มีการริเริ่มสร้างท่าเทียบเรือเพื่อขนส่งถ่านหินขึ้นโดยอ้างว่าไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแน่นอนทั้งที่ในความเป็นจริง นักวิชาการระบุว่าบริเวณที่เรือจะแล่นเข้ามาจอดเทียบดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีหญ้าทะเลหนาแน่นมากผืนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

การประชุมเสวนาเพื่อจัดทำข้อเสนอต่อรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม กรณีโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือขนถ่านหิน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี ชั้น 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนักวิชาการจากหลายสาขาได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือขนถ่านหิน ซึ่งมีความคิดเห็นตรงกันว่ารายงานฉบับนี้ล้มเหลวอย่างยิ่ง และไม่สมควรจะทำการก่อสร้างโครงการดังกล่าว

เริ่มต้นจากคุณณัติกาญจน์ สูติพันธ์วิหาร อดีตนักวิชาการของคณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพได้ระบุถึงข้อบกพร่องของรายงานฯไว้ดังนี้

“ก่อนหน้านี้ทางผู้จัดทำรายงานระบุน้ำหนักสินค้าไว้ไม่รวมน้ำหนักเรือ 3,000 เดทเวทตัน คาดว่าเขาคิดว่าน่าจะเป็นการขนส่งถ่านหินน้อยๆ แต่ปรากฏว่าหลังการประชุม ค. 1 ไม่ได้ เลยต้องเปลี่ยนเป็น 10,000 เดทเวตตันวิ่งเข้าออกท่าเทียบเรือสองรอบทุกวัน ไม่ใช่แค่เรือขนส่งถ่านหินแต่มีเรือนำ 2 ลำ เรือนำร่อง เรือนำเชือกอีก 1 ลำรวมเป็น 5 ลำ และต้องมีสายพานลำเลียงขนส่งถ่านหินจากท่าเรือไปยังโรงไฟฟ้าอีก 9 กิโลเมตร โดยในรายงานระบุว่าจะใช้เส้นทางเดินเรือเดียวกันกับเรือขนส่งน้ำมันขนาด 3,000 เดทเวทตัน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เรือขนาด 10,000 เดทเวทตันกับ 3,000 เดทเวทตันมันกินน้ำลึกต่างกัน เขาระบุไว้แล้วว่าต้องอาศัยน้ำลึก 3 เมตรในการเดินเรือ แต่ในพื้นที่น้ำลึกตื้นที่สุดคือ 1.5 เมตร จริงอยู่ว่าน้ำหน้าท่ามันสูง 8 เมตร แต่ร่องเส้นทางเดินเรือที่จะเข้ามาสู่ท่าเรือจะเป็นไปได้อย่างไรถ้าช่วงหนึ่งของน้ำสูงแค่ 1.5 เมตร 2.4 2.5 เมตร ถ้าจะทำแบบนี้จริงๆ ก็เป็นข้อยืนยันแล้วว่าโครงการนี้เกิดขึ้นไม่ได้แน่นอน เรือขนาดดังกล่าวมันเข้ามาเทียบท่าเรือไม่ได้แน่ๆ ขนาดชาวบ้านยังต้องรอน้ำขึ้น แล้วเรือขนาดใหญ่แบบนั้นมันต้องรอน้ำขึ้นสูงมากที่ชาวบ้านเรียกว่าน้ำใหญ่ เขามีข้อสันนิษฐานระบุว่าจะไม่มีการขุดลอกร่องน้ำเพื่อไม่ให้กระทบระบบนิเวศต่างๆ แต่สุดท้ายในบทที่ 8 เล่มย่อหลังรายงาน EIA กลับมีการเขียนมาตรการในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการขุดลอกดิน การขุดลอกดินต้องใช้เวลากว่า 8 ปีในการฟื้นฟูระบบนิเวศกว่าระบบนิเวศจะฟื้นกลับมาเป็นปกติ ซึ่งมันเหมือนการโกหกกันทั้งเล่มเลยสำหรับ EIA ฉบับนี้”

ท่าเทียบเรือ

นอกจากนั้น แผนที่ที่ตั้งท่าเรือยังอยู่ในบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำหรือพื้นที่แรมซาร์ไซต์ (Ramsar Site) ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ มีความอุดมสมบูรณ์มากไม่ควรมีการรบกวน นอกจากนั้นสะพานลำเลียงถ่านหินยังอยู่ในพื้นที่แรมซาร์ไซต์อีก 5 กิโลเมตรซึ่งส่งผลให้โครงการนี้ไม่มีความเหมาะสมแก่การก่อสร้างเลย ขณะเดียวกันโรงไฟฟ้ายังตั้งอยู่ในทิศทางที่ลมจะพัดพานำตะกอนไปตกสะสมอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งส่งผลให้ตะกอนของเสียเกิดการสะสมพอกพูนจนต้องทำการขุดลอกดินทุกปีและจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น

“สิ่งที่น่ากังวลคือบริเวณโรงไฟฟ้ามีคลองขนาดเล็กอยู่ และถ้าทางโรงไฟฟ้าไม่มีคลองปล่อยน้ำหล่อเย็นเป็นของตัวเองแต่ปล่อยลงคลองสาธารณะซึ่งเป็นน้ำร้อนๆ ลวกต้มสิ่งมีชีวิต แถวนั้นเป็นบริเวณอนุบาลสัตว์ได้อย่างดีเลย รับรองว่าตายหมดแน่ๆ” คุณณัติกาญจน์ สูติพันธ์วิหาร ได้ทิ้งท้ายเอาไว้

ขณะที่ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์จากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการท่าเทียบเรือไว้เกี่ยวกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ และความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ไว้ดังนี้

“สำหรับร่างรายงานฉบับนี้สิ่งที่เป็นข้อบกพร่องอย่างชัดเจนคือการขาดข้อมูลสำคัญ ซึ่งสำคัญมากๆ ไม่รู้ตั้งใจหรือไม่อย่างไร คือไม่มีการสำรวจชนิดพันธุ์ปลาซึ่งมีความความหลากหลายในบริเวณนั้นและมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางด้านอาหารและด้านเศรษฐกิจของชุมชน ผมอ่าน 3 รอบก็ไม่เจอ มีแต่พวกสัตว์หน้าดิน หญ้าทะเล ไม่มีความหลากหลายของหอย กุ้ง และหมึก ที่มีความสำคัญมากๆ ผมจึงมีคำถามว่าไม่มีได้อย่างไร และอีกหัวข้อหนึ่งคือ มีข้อมูลเกี่ยวกับการประมงแค่ 5 บรรทัดและไม่ได้ชี้ว่าการประมงมีความสำคัญอย่างไร แต่งานวิจัยมหาลัยเลที่ผมและนิสิตร่วมกับชาวบ้านสำรวจพบว่าในชายฝั่งทะเลอันดามันเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของระบบนิเวศและทางชีวภาพสูงมาก พบปลาจำนวน 269 ชนิด หอย 72 ชนิด กุ้ง 21 ชนิด ชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งทำมาหากินเป็นเหมือนตู้เอทีเอมของชาวบ้าน อยากได้อะไรก็ออกทะเลไปหาจับขึ้นมาขายโดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลยแต่ในรายงานฉบับนี้กลับไม่ให้ความสำคัญต่อรายชื่อการสำรวจสัตว์ทะเลดังกล่าว”

ท่าเทียบเรือ

ขณะเดียวกันสิ่งหนึ่งที่ทางคณะผู้สำรวจจัดทำรายงานโครงการท่าเทียบเรือละเลยคือการจัดทำรายงานถึงกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ ไม่มีการกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของชุมชน ทำให้ไม่มีความเข้าใจต่อความเป็นมาของชุมชนในบริเวณนี้ ซึ่งมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ที่สำคัญคือไม่ได้อธิบายให้ฟังถึงวีถีชีวิตและความสำคัญต่อความหลากหลายของระบบนิเวศ เป็นการละเลยคนในพื้นที่อย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้น

นอกจากนั้น คุณธีรพจน์ กษิรวัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวเกาะลันตา ยังได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการก่อสร้างโครงการท่าเทียบเรือและความรับผิดชอบที่ทางกฝผ.ไว้ว่า

“การมาของโรงไฟฟ้าถ่านหินในเมืองที่มีการท่องเที่ยว มีพื้นที่ธรรมชาติเป็นสินค้าหลักจะเกิดข้อดีข้อเสียกับพื้นที่นี้อย่างไร จะเกิดความยั่งยืนกับการท่องเที่ยวไหม ผมพบมาว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 500 เมกกะวัตส์มีจำนวนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่ากับรถยนต์หกแสนคัน แล้วมันเข้ากับเมืองที่ขายการท่องเที่ยวอย่างจังหวัดกระบี่อย่างไร เพิ่มคุณภาพชีวิตให้คนในพื้นที่ไหม มีความเสี่ยงของการปนเปื้อนของสารโลหะจากขี้เถ้าถ่านหินไหม ที่ทุกวันนี้ก็ยังไม่เห็นมาตรการเป็นรูปธรรมว่าเขาจะดูแลขี้เถ้าถ่านหินอย่างไร”

“เมื่อเรามามองผลกระทบเราก็ต้องมาคุยกันว่าตกลงถ่านหินนี่มันดีหรือไม่ดีอย่างไร ในเมื่ออเมริกาเองเขาก็ประสบปัญหากับพิษของถ่านหินถึงขั้นย่ำแย่แล้ว โดยเฉพาะของเยอรมันประเทศที่มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มหาวิทยาลัยสตุ๊ตการ์ตมีผลงานการวิจัยระบุว่ามลพิษทางอากาศของโรงไฟฟ้าถ่านหิน 300 กว่าแห่งทำให้ชาวยุโรปเสียชีวิต 22,000 คน ทุกปี จนกระทั่งเยอรมันทุกวันนี้จะมีการเลิกใช้ถ่านหินและหันมาผลักดันเรื่องพลังงานทดแทน วันนี้กฟผ.ต้องตอบคำถามแล้วว่าจัดการกับสารพิษจากขี้เถ้าถ่านหินอย่างไร ซึ่งขี้เถ้าถ่านหินมีอนุภาคขนาดเล็กมาก ทั้งเถ้าลอยและเถ้าจมซึ่งสามารถเข้าไปสู่ระบบนิเวศและจมน้ำลงสู่ระบบนิเวศทะเล เข้าไปปนเปื้อนในสัตว์น้ำได้ ถ้าเขาไปสู่ร่างกายของสตรีมีครรภ์จะส่งผลต่อเด็กในครรภ์ให้เกิดภาวะพิการทางสมองจากงานวิจัยในอเมริกาซึ่งพบว่าเกิดจากการกินปลาที่มีการสะสมจากสารปรอท คุณจะจัดการอย่างไรในเมื่อทุกวันนี้เครื่องตรวจวัดปรอทยังไม่มีเลย มีแต่คำโฆษณากระจายอยู่ในโซเชียลเนตเวิร์คว่า ปรอทและสารพิษอื่นๆมีปริมาณน้อยมากจนเครื่องมือไม่สามารถตรวจวัดได้แต่ไม่ระบุว่าปริมาณต่อปีมีมากแค่ไหนบ้าง”

โดยผลกระทบดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งกับชาวเกษตรกรและชาวประมง แม้กระทั่งชาวต่างชาติอย่างชาวเนเธอร์แลนด์เองยังเข้าร่วมการประชุมในเวทีรับฟังความคิดเห็น ค.1 นำประสบการณ์ในบ้านเกิดมาแลกเปลี่ยนโดยในปัจจุบันเนเธอร์แลนด์ยกเลิกการใช้ถ่านหินไปแล้ว

“เส้นทางการขนส่งถ่านหินจากอินโดนีเซียผ่านแหล่งท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวในทะเลอันดามันมากมาย เช่นเกาะหลีเป๊ะ อ่าวน้ำเมา หาดไร่เลย์ เพราะฉะนั้นเนี่ย เฉพาะเส้นทางการขนส่งทางทะเลแน่นอนว่าต้องมีความเสี่ยงของอุบัติเหตุสูง นั่นหมายถึงว่าซีกหนึ่งของการท่องเที่ยวฝั่งทะเลอันดามันไล่ตั้งแต่กระบี่จนถึงสตูลเนี่ยมีความเสี่ยงสูง และกฟผ.ระบุถึงมาตรการของการจัดการหากมีการร่วงหล่นของถ่านหินหรือเรือขนส่งล่ม ก็จะใช้เครื่องมือตักเอาถ่านหินขึ้นมาให้ได้มากที่สุดก่อนโดยไม่ได้สนใจว่าขณะที่มีการตักถ่านหินขึ้นมานั้น ฝุ่นละอองของถ่านหินก็จะมีการฟุ้งกระจายไปในทะเลในบริเวณกว้าง ที่เหลือก็จะใช้นักประดาน้ำช้อนเก็บขึ้นมาให้ได้มากที่สุด คำถามคือ เมื่อไหร่จะตักหมด แล้วที่มันขึ้นมาเกยหาดจะมีมาตรการจัดการอย่างไร สัตว์น้ำจะเป็นอย่างไร พวกนี้ยังเป็นที่น่ากังวลอยู่”

สำหรับเหตุผลที่ถูกยกขึ้นมาอ้างเพื่อการก่อสร้างท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหินและโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน คือ กระบี่จำเป็นจะต้องเป็นฐานผลิตในการผลิตกระแสไฟฟ้าเนื่องจากวิกฤตพลังงานไฟฟ้าของภาคใต้ แต่จากเอกสารที่ทางกฟผ.ได้ส่งให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ทราบคือภาคใต้มีกระแสไฟฟ้าพร้อมใช้อยู่ 3387 เมกกะวัตส์ แต่มีความต้องการในการใช้พลังงานไฟฟ้าอยู่ 2400 เมกกะวัตส์ ซึ่งเป็นพลังงานไฟฟ้าที่เหลือพอใช้สำหรับ 14 จังหวัดภาคใต้ แล้วมีเหตุผลใดที่จะต้องสร้างมลพิษให้กับปอดของคนในพื้นที่ ให้กับสัตว์น้ำ ให้กับท้องทะเลซึ่งเป็นพื้นที่หากินของชาวบ้าน รวมถึงเป็นรายได้หลักของประเทศไทยจากการท่องเที่ยวอีก

ท้ายที่สุด รศ.ดร. เรณู เวชรัชต์พิมล อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้กล่าวสรุปไว้ตอนท้ายว่า “หากเขาสามารถก่อสร้างท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหินและโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ได้นั่นก็แสดงว่าเขาสามารถตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินและสร้างท่าเทียบเรือที่ไหนก็ได้ในประเทศไทย เนื่องจากว่าที่ตรงนี้มันมีทั้งกฎหมายรองรับ มีทั้งความอุดมสมบูรณ์ ทั้งระดับชาติ ระดับนานาชาติ ที่เป็นพื้นที่แรมซาร์ไซต์ อีกทั้งบริเวณนี้เป็นบริเวณที่มีผืนหญ้าทะเลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ดิฉันได้แต่หวังว่าท้ายที่สุดจะได้รับคำตอบในวันที่มีการประชุมคชก. แบบเดียวกับกรณีโครงการเขื่อนแม่วงก์ว่าต่อให้เจ้าของโครงการอยากได้โครงการอย่างไรแต่ไม่ได้รับการอนุญาตให้สร้างก็สร้างไม่ได้”
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง