• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ โลกร้อน กับความอยู่รอดของปะการัง

โลกร้อน กับความอยู่รอดของปะการัง

อีเมล พิมพ์ PDF
เช้าตรู่เดือนตุลาคม Chris Langdon นักชีวสมุทรศาสตร์ มหาวิทยาลัยไมอามี (University of Miami)สวมชุดประดาน้ำและดำลงสู่ Key Largo เพื่อตรวจสอบสภาพของปะการังส่วนหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในห้องทดลองมีชีวิตลึกลงไป 15 ฟุต ขนาดกว้างพอๆ กับสนามฟุตบอลมาตรฐาน ซึ่งกำลังโดนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจนปะการังส่วนใหญ่ฟอกขาว
ปรากฎการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นไม่ว่าอุณหภูมิของน้ำจะขึ้นหรือลง แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ผลกระทบของมันต่อระบบนิเวศปะการังนั้นใหญ่และอาจทำให้ปะการังตายได้ เพราะตัวปะการังหรือโพลิป (Polyps)จะปลดปล่อยแหล่งอาหารหรือสาหร่ายที่เป็นสีสันของปะการัง เมื่อไม่มีแหล่งอาหาร ปะการังก็จะกลายเป็นสีขาวและตายในที่สุด
การดำน้ำในยามเช้าของ Chris Langdon ถือเป็นส่วนหนึ่งของงานที่เขาทำอย่างต่อเนื่องในการเข้าใจผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่ออุณหภูมิน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของค่าความเป็นกรดในทะเล ที่เขาสนใจแนวปะการังก็เนื่องจากบทบาทของปะการังในการเป็นแหล่งอาหารสำคัญของมนุษย์ทั่วโลก
แนวปะการัง ถือว่าเป็นป่าฝนของท้องทะเล กินพื้นที่ราว 0.1 เปอร์เซ็นต์ของพื้นมหาสมุทร แต่กลับเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลากว่า 1 ใน 4 ของโลก ซึ่งมนุษย์ทั่วโลกต่างต้องพึ่งพิงแหล่งอาหารและทรัพยากรธรรมชาติจากทะเล Chris Langdon จึงต้องการเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลนั้นจะสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้หรือไม่
“เวลาที่คุณพูดกับคนอื่นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งแรกเขาจะปฏิเสธ แต่เมื่อคุณสามารถชังจูงเขาได้ คนส่วนใหญ่ก็จะยอมแพ้ต่อปรากฎการณ์ดังกล่าว โดยไม่คิดที่จะแก้ไขปัญหา ทั้งที่ธรรมชาติของมนุษย์คือการแก้ปัญหา แม้ว่ามันจะดูไม่มีความหวัง และสำหรับผม คำถามที่ว่าคืออนาคตของปะการังจะเป็นเช่นไร”Chris Langdon กล่าว
แนวปะการังนั้นประกอบด้วยกลุ่มก้อนนับล้านล้านของตัวปะการังขนาดจิ๋ว เป็นสัตว์ที่สามารถให้สิ่งมีชีวิตคล้ายสาหร่ายเรียกว่า zooxanthellaeได้อยู่อาศัยในเนื้อเยื่ออย่างพึ่งพาอาศัยกัน โดยปะการังจะให้ที่พักพิงที่ปลอดภัยในขณะที่ zooxanthellae จะผลิตสารอาหารสำคัญแก่ปะการัง
ปะการังจะเติบโตในน่านน้ำเขตร้อน โดยมีแนวปะการังใหญ่ที่สุดอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย หรือที่เรารู้จักกันดีว่า Great Barrier Reef ซึ่งกินพื้นที่ยาวกว่า 1,200 ไมลส์ โดยส่งผลทางบวกต่อชุมชนโดยรอบผ่านตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวตลอดชายฝั่งที่สูงถึง 6.3 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อไป แต่ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ข่าวคราวเกี่ยวกับปะการังนั้นค่อนข้างแย่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำปนเปื้อนจากการเกษตร การประมงเกินขนาด การพัฒนาชายฝั่ง รวมทั้งการที่มีนักท่องเที่ยวมากเกินไปซึ่งส่งผลต่อแหล่งที่อยู่อาศัยของปะการังและความสามารถในการอยู่รอด
และด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิผิวน้ำมหาสมุทรที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องกว่า 3 ศตวรรษ จากตัวเลขสถิติซึ่งจัดเก็บโดยสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (U.S. Environmental Protection Agency) เนื่องจากการสะสมตัวของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ พื้นที่กว่าร้อยละ 70 ของโลกที่ปกคลุมด้วยมหาสมุทรนั้นก็จำต้องรับก๊าซดังกล่าวไม่ต่างจากฟองน้ำ โดยคาร์บอนไดออกไซด์จะทำปฏิกิรยากับน้ำทำให้มีความเป็นกรดสูงขึ้น ซึ่งคุกคามสิ่งมีชีวิตในทะเลเช่นปะการังหรือหอยนางรม ในการสร้างเปลือกหรือกระดูก
เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration : NOAA)ได้ระบุปะการังอีก 20 สปีชีส์ให้อยู่ในสภาวะถูกคุกคาม ภายใต้กฎหมายคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ โดยมีปะการังฝั่งอินโด-แปซิฟิก 15 สปีชีส์ และปะการังแคริบเบียน 5 สปีชีส์ โดยปะการังสำคัญที่มีจำนวนมากและเป็นแนวหลักในการสร้างแนวปะการังของทะเลแคริบเบียน เช่นปะการังเขากวาง ก็ได้อยู่ในบัญชีถูกคุกคามตั้งแต่ปี พ.ศ.2549
ความพยายามในการฟื้นฟูปะการังก็มีอยู่อย่างต่อเนื่อง และหลายโครงการก็ประสบความสำเร็จ เช่นโครงการฟื้นฟูแนวปะการังโดยรอบสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ที่ฟื้นฟูขึ้นหลังจากที่รัฐบาลประกาศห้ามการจับปลานกแก้ว ปลาที่ทำหน้าที่สำคัญในแนวปะการังโดยจะกินสาหร่ายที่อาจเติบโตเกินพอดีและทำให้ปะการังขาดอากาศ
แต่ความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลบกลืนความพยายามที่จะลดความเสียหาย อัตราการเปลี่ยนแปลงทั้งอุณหภูมิและความเป็นกรดในทะเลนั้น ปัจจุบันถือว่ารวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาเนื่องจากปะการังนั้นใช้เวลาราว 15 ปีในการเติบโตก่อนถึงวัยเจริญพันธุ์ และขยายพันธุ์เพียงปีละ 1 ครั้ง
จากการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2548 โดย NOAA ปะการังกว่าครึ่งหนึ่งในทะเลแคริบเบียนได้ฟอกขาวเนื่องจากอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้น และหากอุณหภูมิยังคงเพิ่มขึ้นเช่นนี้เหตุการณ์ดังกล่าวก็จะเกิดบ่อยครั้งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ปะการังนั้นมีชีวิตอยู่มากว่า 200 ล้านปี โดยสามารถมีชีวิตรอดได้แม้ในช่วงเวลาที่มีการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ แต่การสูญพันธุ์ในอดีตนั้นเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้าเทียบกับปัจจุบันที่มีความเร็วมากกว่านับร้อยเท่า”Chris Langdon กล่าว
ภายในสิ้นศตวรรษนี้ คาดว่าความเป็นกรดในทะเลจะเพิ่มขึ้นราว 2.5 เท่าโดยมีการเพิ่มขึ้นในรูปแบบอัตราเร่ง
“เราคาดว่าในที่สุดแล้ว อัตราการปรับตัวของปะการังต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มช้าลง และอาจนำไปสู่การสูญสิ้นสปีชีส์ดังกล่าว”Chris Langdon กล่าว
ถอดความบางส่วนจาก As Oceans Heat Up, a Race to Save World's Coral Reefs โดย Laura Parker เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/2015/01/151015/coral-reef-death-climate-change-science-animals/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
ปะการังเช้าตรู่เดือนตุลาคม Chris Langdon นักชีวสมุทรศาสตร์ มหาวิทยาลัยไมอามี (University of Miami)สวมชุดประดาน้ำและดำลงสู่ Key Largo เพื่อตรวจสอบสภาพของปะการังส่วนหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในห้องทดลองมีชีวิตลึกลงไป 15 ฟุต ขนาดกว้างพอๆ กับสนามฟุตบอลมาตรฐาน ซึ่งกำลังโดนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจนปะการังส่วนใหญ่ฟอกขาว

ปรากฎการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นไม่ว่าอุณหภูมิของน้ำจะขึ้นหรือลง แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่ผลกระทบของมันต่อระบบนิเวศปะการังนั้นใหญ่และอาจทำให้ปะการังตายได้ เพราะตัวปะการังหรือโพลิป (Polyps)จะปลดปล่อยแหล่งอาหารหรือสาหร่ายที่เป็นสีสันของปะการัง เมื่อไม่มีแหล่งอาหาร ปะการังก็จะกลายเป็นสีขาวและตายในที่สุด

การดำน้ำในยามเช้าของ Chris Langdon ถือเป็นส่วนหนึ่งของงานที่เขาทำอย่างต่อเนื่องในการเข้าใจผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่ออุณหภูมิน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของค่าความเป็นกรดในทะเล ที่เขาสนใจแนวปะการังก็เนื่องจากบทบาทของปะการังในการเป็นแหล่งอาหารสำคัญของมนุษย์ทั่วโลก

แนวปะการัง ถือว่าเป็นป่าฝนของท้องทะเล กินพื้นที่ราว 0.1 เปอร์เซ็นต์ของพื้นมหาสมุทร แต่กลับเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลากว่า 1 ใน 4 ของโลก ซึ่งมนุษย์ทั่วโลกต่างต้องพึ่งพิงแหล่งอาหารและทรัพยากรธรรมชาติจากทะเล Chris Langdon จึงต้องการเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลนั้นจะสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้หรือไม่

“เวลาที่คุณพูดกับคนอื่นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งแรกเขาจะปฏิเสธ แต่เมื่อคุณสามารถชังจูงเขาได้ คนส่วนใหญ่ก็จะยอมแพ้ต่อปรากฎการณ์ดังกล่าว โดยไม่คิดที่จะแก้ไขปัญหา ทั้งที่ธรรมชาติของมนุษย์คือการแก้ปัญหา แม้ว่ามันจะดูไม่มีความหวัง และสำหรับผม คำถามที่ว่าคืออนาคตของปะการังจะเป็นเช่นไร”Chris Langdon กล่าว

แนวปะการังนั้นประกอบด้วยกลุ่มก้อนนับล้านล้านของตัวปะการังขนาดจิ๋ว เป็นสัตว์ที่สามารถให้สิ่งมีชีวิตคล้ายสาหร่ายเรียกว่า zooxanthellaeได้อยู่อาศัยในเนื้อเยื่ออย่างพึ่งพาอาศัยกัน โดยปะการังจะให้ที่พักพิงที่ปลอดภัยในขณะที่ zooxanthellae จะผลิตสารอาหารสำคัญแก่ปะการัง

ปะการังจะเติบโตในน่านน้ำเขตร้อน โดยมีแนวปะการังใหญ่ที่สุดอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย หรือที่เรารู้จักกันดีว่า Great Barrier Reef ซึ่งกินพื้นที่ยาวกว่า 1,200 ไมลส์ โดยส่งผลทางบวกต่อชุมชนโดยรอบผ่านตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวตลอดชายฝั่งที่สูงถึง 6.3 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อไป แต่ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ข่าวคราวเกี่ยวกับปะการังนั้นค่อนข้างแย่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำปนเปื้อนจากการเกษตร การประมงเกินขนาด การพัฒนาชายฝั่ง รวมทั้งการที่มีนักท่องเที่ยวมากเกินไปซึ่งส่งผลต่อแหล่งที่อยู่อาศัยของปะการังและความสามารถในการอยู่รอด

และด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิผิวน้ำมหาสมุทรที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องกว่า 3 ศตวรรษ จากตัวเลขสถิติซึ่งจัดเก็บโดยสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (U.S. Environmental Protection Agency) เนื่องจากการสะสมตัวของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ พื้นที่กว่าร้อยละ 70 ของโลกที่ปกคลุมด้วยมหาสมุทรนั้นก็จำต้องรับก๊าซดังกล่าวไม่ต่างจากฟองน้ำ โดยคาร์บอนไดออกไซด์จะทำปฏิกิรยากับน้ำทำให้มีความเป็นกรดสูงขึ้น ซึ่งคุกคามสิ่งมีชีวิตในทะเลเช่นปะการังหรือหอยนางรม ในการสร้างเปลือกหรือกระดูก

ปะการัง
แนวปะการังที่ชายฝั่งรัฐฟลอริดาร์ ที่นอกจากจะช่วยปกป้องแนวชายฝั่ง
และยังดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนนับพันล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปี

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration : NOAA)ได้ระบุปะการังอีก 20 สปีชีส์ให้อยู่ในสภาวะถูกคุกคาม ภายใต้กฎหมายคุ้มครองสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ โดยมีปะการังฝั่งอินโด-แปซิฟิก 15 สปีชีส์ และปะการังแคริบเบียน 5 สปีชีส์ โดยปะการังสำคัญที่มีจำนวนมากและเป็นแนวหลักในการสร้างแนวปะการังของทะเลแคริบเบียน เช่นปะการังเขากวาง ก็ได้อยู่ในบัญชีถูกคุกคามตั้งแต่ปี พ.ศ.2549

ความพยายามในการฟื้นฟูปะการังก็มีอยู่อย่างต่อเนื่อง และหลายโครงการก็ประสบความสำเร็จ เช่นโครงการฟื้นฟูแนวปะการังโดยรอบสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ที่ฟื้นฟูขึ้นหลังจากที่รัฐบาลประกาศห้ามการจับปลานกแก้ว ปลาที่ทำหน้าที่สำคัญในแนวปะการังโดยจะกินสาหร่ายที่อาจเติบโตเกินพอดีและทำให้ปะการังขาดอากาศ

แต่ความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกลบกลืนความพยายามที่จะลดความเสียหาย อัตราการเปลี่ยนแปลงทั้งอุณหภูมิและความเป็นกรดในทะเลนั้น ปัจจุบันถือว่ารวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาเนื่องจากปะการังนั้นใช้เวลาราว 15 ปีในการเติบโตก่อนถึงวัยเจริญพันธุ์ และขยายพันธุ์เพียงปีละ 1 ครั้ง

จากการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2548 โดย NOAA ปะการังกว่าครึ่งหนึ่งในทะเลแคริบเบียนได้ฟอกขาวเนื่องจากอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้น และหากอุณหภูมิยังคงเพิ่มขึ้นเช่นนี้เหตุการณ์ดังกล่าวก็จะเกิดบ่อยครั้งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ปะการังนั้นมีชีวิตอยู่มากว่า 200 ล้านปี โดยสามารถมีชีวิตรอดได้แม้ในช่วงเวลาที่มีการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ แต่การสูญพันธุ์ในอดีตนั้นเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้าเทียบกับปัจจุบันที่มีความเร็วมากกว่านับร้อยเท่า”Chris Langdon กล่าว

ภายในสิ้นศตวรรษนี้ คาดว่าความเป็นกรดในทะเลจะเพิ่มขึ้นราว 2.5 เท่าโดยมีการเพิ่มขึ้นในรูปแบบอัตราเร่ง

“เราคาดว่าในที่สุดแล้ว อัตราการปรับตัวของปะการังต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มช้าลง และอาจนำไปสู่การสูญสิ้นสปีชีส์ดังกล่าว”Chris Langdon กล่าว

ถอดความบางส่วนจาก As Oceans Heat Up, a Race to Save World's Coral Reefs โดย Laura Parker เข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/2015/01/151015/coral-reef-death-climate-change-science-animals/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง