• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ ถ้าจะหยุดโลกร้อน ต้องหยุดใช้พลังงานฟอสซิล

ถ้าจะหยุดโลกร้อน ต้องหยุดใช้พลังงานฟอสซิล

อีเมล พิมพ์ PDF
น้ำมันทรายของแคนาดาจะต้องถูกทิ้งไว้ใต้ดิน เช่นเดียวกับแหล่งน้ำมันใต้ทะเลอาร์กติก รวมถึงถ่านหินส่วนใหญ่ในโลกที่จะต้องถูกทิ้งไว้เช่นนั้นโดยไม่นำมาใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ตามที่ระบุไว้ในรายงานการวิจัยซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา
รายงานนี้แตกต่างจากการประเมินความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมา โดยได้ระบุอย่างชัดเจนว่าแต่ละภูมิภาคควรจะหยุดการผลิตถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เป็นปริมาณเท่าใด โดยงานวิจัยดังกล่าวถูกเผยแพร่ก่อนการประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งสำคัญที่จะจัดขึ้น ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งอาจจะเป็นความหวังสุดท้ายที่เราจะได้ข้อตกลงร่วมกันในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นจะต้องอยู่ภายใน ‘งบประมาณคาร์บอน (Carbon Budget)’ หรือราว 1,100 กิกะตันภายในปี ค.ศ. 2050 เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการควบคุมอุณฟภูมิให้เพิ่มสูงขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส โดยเปรียบเทียบกับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรม และตามที่ระบุในคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change) ซึ่งดูแลโดยองค์การสหประชาชาติ ระบุว่า ทางออกเดียวที่จะทำให้ได้ตามเป้าหมายคือต้องลดการใช้พลังงานฟอสซิล
หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายทั่วโลกเช่นการเก็บภาษีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การศึกษาชี้ว่าเป้าหมายที่ 2 องศาเซลเซียสนั้นเป็นไปไม่ได้
นอกจากความจำเป็นที่จะต้องทิ้งปริมาณถ่านหินสำรองทั่วโลกร้อยละ 80 โดยไม่นำขึ้นมาใช้ กลุ่มนักวิจัยยังอธิบายว่าจะต้องหยุดการผลิตน้ำมัน 1 ใน 3 และครึ่งหนึ่งของปริมาณก๊าซธรรมชาติภายในปี ค.ศ. 2050
แน่นอนว่าในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นแตกต่างจากสิ่งที่คาดการณ์ไว้มาก เพราะสำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency)ได้ทำการประมาณการว่า โลกจะมีคาร์บอนเกินกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 2040 โดยความต้องการใช้พลังงานและพลังงานฟอสซิลต่างมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในงานวิจัยฉบับดังกล่าวยังกล่าวถึงเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS)โดยระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ภูมิอากาศได้ แต่ก็ทำให้เราสามารถเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานฟอสซิลได้เพียงร้อยละ 6 เพื่อป้องกันไม่ให้โลกเข้าสู่สภาวะวิกฤติ
แหล่งพลังงานที่ ‘ห้ามใช้’
กลุ่มนักวิจัยได้ตั้งคำถามว่า “หากพวกเราจำเป็นต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านคาร์บอน พลังงานฟอสซิลชนิดใดที่เราไม่ควรแตะต้อง และแหล่งพลังงานเหล่านั้นอยู่ที่ใด” เพื่อตอบคำถามดังกล่าว นักวิจัยเหล่านั้นใช้ตัวแบบทางเศรษฐศาสตร์เพื่อคำนวณว่าการใช้พลังงานฟอสซิลจะเป็นอย่างไร หากมีการรวมเอาต้นทุนการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของราคา ภายใต้ข้อตกลงในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่ 2 องศาเซลเซียส โดยคำนวณว่าแหล่งพลังงานสำรองที่ใด ปริมาณเท่าใด จะต้องถูกทิ้งไว้ภายใต้เทคโนโลยีปัจจุบัน รวมถึงสภาพเศรษฐกิจ
ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมถ่านหินก็อยู่ในสภาวะท้าทายกับข้อกำหนดด้านมลภาวะ ราวร้อยละ 92 ของแหล่งพลังงานถ่านหินใต้ดินจะต้องถูกทิ้งไว้เช่นนั้น ส่วนในภูมิภาคยุโรปต้องทิ้งถ่านหินร้อยละ 78 ของแหล่งสำรอง ส่วนจีนและอินเดีย จะต้องทิ้งถ่านหินร้อยละ 66 ของแหล่งถ่านหินสำรอง
เมื่อถ่านหินไม่ถูกนำมาใช้ ก๊าซธรรมชาติจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว ตามที่หลายคนเข้าใจว่าก๊าซธรรมชาติคือหนึ่งในทางเลือกที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทางเลือกหนึ่ง ก่อนที่โลกจะเปลี่ยนแปลงพลังงานทั้งหมดให้เข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด
อย่างไรก็ดี ChistopheMcglade หนึ่งในผู้ร่วมทำงานวิจัยได้เตือนว่า ก๊าซธรรมชาติก็จำเป็นต้องใช้ร่วมกับพลังงานทดแทนอื่นๆ เช่น พลังงานนิวเคลียร์ และพลังงานชีวมวล เพื่อให้สามารถตอบสนองกับความต้องการได้ โดยในที่สุดการใช้พลังงานจากก๊าซก็จะลดลงไป หลงเหลือแหล่งก๊าซสำรองร้อยละ 50 ไว้โดยไม่ถูกแตะต้องภายในปี ค.ศ.2050 “แต่ถ้าก๊าซธรรมชาติไม่ใช้พลังงานในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด นั่นจะเป็นพลังงานสุดท้ายที่มนุษย์จะได้ใช้”
จีนและอินเดียจะต้องไม่นำก๊าซร้อยละ 63 ของแหล่งสำรองมาใช้ รวมถึงตะวันออกกลางร้อยละ 61 แต่ในทางตรงข้าม การศึกษาพบว่าภูมิภาคยุโรปและอเมริกาสามารถใช้ก๊าซได้ในสัดส่วนที่สูงกว่า ทั้งนี้เนื่องจากอุปสงค์และอุปทานนั้นอยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยทั้งยุโรปและอเมริกาจะต้องทิ้งแหล่งก๊าซสำรองร้อยละ 11 และ 4 ตามลำดับ
ส่วนเชื้อเพลิงน้ำมันนั้น สำหรับตะวันออกกลางจะต้องปล่อยแหล่งน้ำมันสำรองร้อยละ 38 ทิ้งไว้ ส่วนทรายน้ำมันในแคนาดาจะต้องไม่มีการผลิตอีกต่อไปเนื่องจากกระบวนการผลิตนั้นปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ค่อนข้างสูง เว้นแต่ว่าจะสามารถหาแหล่งพลังงานที่ไม่มีการปลดปล่อยคาร์บอนมาใช้ในการผลิต และสุดท้ายคือแหล่งน้ำมันในทวีปอาร์กติก ChistopheMcglade กล่าวว่าห้ามไม่ให้แตะต้องเด็ดขาด หากยังต้องการเป้าหมายที่อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียส
ราคาที่ต้องจ่าย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ตัวเลขปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่เพิ่มขึ้นได้จากเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน (CCS)นับว่าน้อยจนน่าตกใจ ซึ่งรายงานวิจัยได้ระบุว่า เพราะเทคโนโลยีดังกล่าวยังใหม่ และราคาแพง ทำให้ไม่สามารถขยายขนาดได้ก่อนที่โลกจะเข้าสู่สภาวะวิกฤติ
“หลายบริษัทและผู้คนที่มีแหล่งทรัพยากรอ้างว่าเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอนเป็นเสมือนกระสุนวิเศษที่จะช่วยให้เราสามารถผลิตอะไรก็ได้ ปริมาณเท่าใดก็ได้ ที่ไหนก็ได้ และเทคโนโลยีนี้จะช่วยพวกเราให้รอดจากวิกฤติ”ChistopheMcglade กล่าว “แต่จากผลการวิจัย ผมคิดว่ามันเป็นคำแนะนำที่ผิด”
คำแนะนำจากงานวิจัยดูเหมือนจะแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะหากจะให้เป็นไปตามแนวคิดดังกล่าว บริษัทขนาดยักษ์หลายแห่งจะต้องหันหลังให้กับรายได้มูลค่านับล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ
“ความจริงทางเศรษฐศาสตร์ที่แสดงถึงปริมาณสำรองของพลังงานฟอสซิลที่ยังคงมีมูลค่ามหาศาล และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในการขุดเจาะพลังงานเหล่านั้นขึ้นมาทำให้เป้าหมายอุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสดูแทบเป็นไปไม่ได้”Steven Davis แสดงความเห็น
สำหรับ Paul Ekins นี่คือเวลาที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาจัดการเชิงนโยบายให้การผลิตและจำหน่ายพลังงานฟอสซิลมีกำไรต่ำลง “ปัจจุบัน เราขาดความสมเหตุสมผลเชิงเศรษฐศาสตร์ เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งยังทุ่มเงินมหาศาลในการลงทุนด้านพลังงานฟอสซิล ซึ่งในอนาคตแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะทำให้การลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลมีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ”
Paul Ekins อธิบายเพิ่มว่า การที่ราคาน้ำมันลดลงอย่างมากในปัจจุบันเป็นเหมือนดาบสองคม ในแง่หนึ่งการลดลงของราคาน้ำมันทำให้พลังงานหมุนเวียนแพงขึ้นโดยเปรียบเทียบ ในขณะที่ราคาน้ำมันที่ลดลงก็เป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นเศรษฐกิจโลกให้พลังงานหมุนเวียนสามารถพัฒนาจนอยู่ในระดับที่ซื้อหาได้
“ถ้าเป็นตามอุดมคติ เราควรใช้โอกาสที่ราคาน้ำมันโลกลดต่ำลงในการก่อตั้งสถาบัน และเริ่มเก็บภาษีน้ำมันในระดับโลก ที่จะช่วยลดการผันผวนของราคาน้ำมันลง”Paul Ekins กล่าว
ถอดความจาก  “Climate Mission Impossible: Scientists Say Fossil Fuels Must Go Untapped” โดยChristina Nunezเข้าถึงได้ที่http://news.nationalgeographic.com/news/energy/2015/01/150107-fossil-fuel-unburnable-2-degree-climate-target-study/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
โลกร้อนน้ำมันทรายของแคนาดาจะต้องถูกทิ้งไว้ใต้ดิน เช่นเดียวกับแหล่งน้ำมันใต้ทะเลอาร์กติก รวมถึงถ่านหินส่วนใหญ่ในโลกที่จะต้องถูกทิ้งไว้เช่นนั้นโดยไม่นำมาใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ตามที่ระบุไว้ในรายงานการวิจัยซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

รายงานนี้แตกต่างจากการประเมินความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมา โดยได้ระบุอย่างชัดเจนว่าแต่ละภูมิภาคควรจะหยุดการผลิตถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เป็นปริมาณเท่าใด โดยงานวิจัยดังกล่าวถูกเผยแพร่ก่อนการประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งสำคัญที่จะจัดขึ้น ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งอาจจะเป็นความหวังสุดท้ายที่เราจะได้ข้อตกลงร่วมกันในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นจะต้องอยู่ภายใน ‘งบประมาณคาร์บอน (Carbon Budget)’ หรือราว 1,100 กิกะตันภายในปี ค.ศ. 2050 เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการควบคุมอุณฟภูมิให้เพิ่มสูงขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส โดยเปรียบเทียบกับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรม และตามที่ระบุในคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change) ซึ่งดูแลโดยองค์การสหประชาชาติ ระบุว่า ทางออกเดียวที่จะทำให้ได้ตามเป้าหมายคือต้องลดการใช้พลังงานฟอสซิล

หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายทั่วโลกเช่นการเก็บภาษีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การศึกษาชี้ว่าเป้าหมายที่ 2 องศาเซลเซียสนั้นเป็นไปไม่ได้

นอกจากความจำเป็นที่จะต้องทิ้งปริมาณถ่านหินสำรองทั่วโลกร้อยละ 80 โดยไม่นำขึ้นมาใช้ กลุ่มนักวิจัยยังอธิบายว่าจะต้องหยุดการผลิตน้ำมัน 1 ใน 3 และครึ่งหนึ่งของปริมาณก๊าซธรรมชาติภายในปี ค.ศ. 2050

แน่นอนว่าในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นแตกต่างจากสิ่งที่คาดการณ์ไว้มาก เพราะสำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency)ได้ทำการประมาณการว่า โลกจะมีคาร์บอนเกินกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 2040 โดยความต้องการใช้พลังงานและพลังงานฟอสซิลต่างมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในงานวิจัยฉบับดังกล่าวยังกล่าวถึงเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS)โดยระบุว่าเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ภูมิอากาศได้ แต่ก็ทำให้เราสามารถเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานฟอสซิลได้เพียงร้อยละ 6 เพื่อป้องกันไม่ให้โลกเข้าสู่สภาวะวิกฤติ

แหล่งพลังงานที่ ‘ห้ามใช้’
กลุ่มนักวิจัยได้ตั้งคำถามว่า “หากพวกเราจำเป็นต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านคาร์บอน พลังงานฟอสซิลชนิดใดที่เราไม่ควรแตะต้อง และแหล่งพลังงานเหล่านั้นอยู่ที่ใด” เพื่อตอบคำถามดังกล่าว นักวิจัยเหล่านั้นใช้ตัวแบบทางเศรษฐศาสตร์เพื่อคำนวณว่าการใช้พลังงานฟอสซิลจะเป็นอย่างไร หากมีการรวมเอาต้นทุนการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของราคา ภายใต้ข้อตกลงในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่ 2 องศาเซลเซียส โดยคำนวณว่าแหล่งพลังงานสำรองที่ใด ปริมาณเท่าใด จะต้องถูกทิ้งไว้ภายใต้เทคโนโลยีปัจจุบัน รวมถึงสภาพเศรษฐกิจ

ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมถ่านหินก็อยู่ในสภาวะท้าทายกับข้อกำหนดด้านมลภาวะ ราวร้อยละ 92 ของแหล่งพลังงานถ่านหินใต้ดินจะต้องถูกทิ้งไว้เช่นนั้น ส่วนในภูมิภาคยุโรปต้องทิ้งถ่านหินร้อยละ 78 ของแหล่งสำรอง ส่วนจีนและอินเดีย จะต้องทิ้งถ่านหินร้อยละ 66 ของแหล่งถ่านหินสำรอง

เมื่อถ่านหินไม่ถูกนำมาใช้ ก๊าซธรรมชาติจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว ตามที่หลายคนเข้าใจว่าก๊าซธรรมชาติคือหนึ่งในทางเลือกที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทางเลือกหนึ่ง ก่อนที่โลกจะเปลี่ยนแปลงพลังงานทั้งหมดให้เข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด

อย่างไรก็ดี ChistopheMcglade หนึ่งในผู้ร่วมทำงานวิจัยได้เตือนว่า ก๊าซธรรมชาติก็จำเป็นต้องใช้ร่วมกับพลังงานทดแทนอื่นๆ เช่น พลังงานนิวเคลียร์ และพลังงานชีวมวล เพื่อให้สามารถตอบสนองกับความต้องการได้ โดยในที่สุดการใช้พลังงานจากก๊าซก็จะลดลงไป หลงเหลือแหล่งก๊าซสำรองร้อยละ 50 ไว้โดยไม่ถูกแตะต้องภายในปี ค.ศ.2050 “แต่ถ้าก๊าซธรรมชาติไม่ใช้พลังงานในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด นั่นจะเป็นพลังงานสุดท้ายที่มนุษย์จะได้ใช้”

จีนและอินเดียจะต้องไม่นำก๊าซร้อยละ 63 ของแหล่งสำรองมาใช้ รวมถึงตะวันออกกลางร้อยละ 61 แต่ในทางตรงข้าม การศึกษาพบว่าภูมิภาคยุโรปและอเมริกาสามารถใช้ก๊าซได้ในสัดส่วนที่สูงกว่า ทั้งนี้เนื่องจากอุปสงค์และอุปทานนั้นอยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยทั้งยุโรปและอเมริกาจะต้องทิ้งแหล่งก๊าซสำรองร้อยละ 11 และ 4 ตามลำดับ

ส่วนเชื้อเพลิงน้ำมันนั้น สำหรับตะวันออกกลางจะต้องปล่อยแหล่งน้ำมันสำรองร้อยละ 38 ทิ้งไว้ ส่วนทรายน้ำมันในแคนาดาจะต้องไม่มีการผลิตอีกต่อไปเนื่องจากกระบวนการผลิตนั้นปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ค่อนข้างสูง เว้นแต่ว่าจะสามารถหาแหล่งพลังงานที่ไม่มีการปลดปล่อยคาร์บอนมาใช้ในการผลิต และสุดท้ายคือแหล่งน้ำมันในทวีปอาร์กติก ChistopheMcglade กล่าวว่าห้ามไม่ให้แตะต้องเด็ดขาด หากยังต้องการเป้าหมายที่อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียส

โรงไฟฟ้าถ่านหิน
โรงไฟฟ้าถ่านหินประเทศเยอรมัน

ราคาที่ต้องจ่าย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ตัวเลขปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่เพิ่มขึ้นได้จากเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน (CCS)นับว่าน้อยจนน่าตกใจ ซึ่งรายงานวิจัยได้ระบุว่า เพราะเทคโนโลยีดังกล่าวยังใหม่ และราคาแพง ทำให้ไม่สามารถขยายขนาดได้ก่อนที่โลกจะเข้าสู่สภาวะวิกฤติ

“หลายบริษัทและผู้คนที่มีแหล่งทรัพยากรอ้างว่าเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอนเป็นเสมือนกระสุนวิเศษที่จะช่วยให้เราสามารถผลิตอะไรก็ได้ ปริมาณเท่าใดก็ได้ ที่ไหนก็ได้ และเทคโนโลยีนี้จะช่วยพวกเราให้รอดจากวิกฤติ”ChistopheMcglade กล่าว “แต่จากผลการวิจัย ผมคิดว่ามันเป็นคำแนะนำที่ผิด”

คำแนะนำจากงานวิจัยดูเหมือนจะแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะหากจะให้เป็นไปตามแนวคิดดังกล่าว บริษัทขนาดยักษ์หลายแห่งจะต้องหันหลังให้กับรายได้มูลค่านับล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

“ความจริงทางเศรษฐศาสตร์ที่แสดงถึงปริมาณสำรองของพลังงานฟอสซิลที่ยังคงมีมูลค่ามหาศาล และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในการขุดเจาะพลังงานเหล่านั้นขึ้นมาทำให้เป้าหมายอุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสดูแทบเป็นไปไม่ได้”Steven Davis แสดงความเห็น

สำหรับ Paul Ekins นี่คือเวลาที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาจัดการเชิงนโยบายให้การผลิตและจำหน่ายพลังงานฟอสซิลมีกำไรต่ำลง “ปัจจุบัน เราขาดความสมเหตุสมผลเชิงเศรษฐศาสตร์ เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งยังทุ่มเงินมหาศาลในการลงทุนด้านพลังงานฟอสซิล ซึ่งในอนาคตแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะทำให้การลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลมีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ”

Paul Ekins อธิบายเพิ่มว่า การที่ราคาน้ำมันลดลงอย่างมากในปัจจุบันเป็นเหมือนดาบสองคม ในแง่หนึ่งการลดลงของราคาน้ำมันทำให้พลังงานหมุนเวียนแพงขึ้นโดยเปรียบเทียบ ในขณะที่ราคาน้ำมันที่ลดลงก็เป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นเศรษฐกิจโลกให้พลังงานหมุนเวียนสามารถพัฒนาจนอยู่ในระดับที่ซื้อหาได้

“ถ้าเป็นตามอุดมคติ เราควรใช้โอกาสที่ราคาน้ำมันโลกลดต่ำลงในการก่อตั้งสถาบัน และเริ่มเก็บภาษีน้ำมันในระดับโลก ที่จะช่วยลดการผันผวนของราคาน้ำมันลง”Paul Ekins กล่าว

ถอดความจาก  “Climate Mission Impossible: Scientists Say Fossil Fuels Must Go Untapped” โดยChristina Nunezเข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/energy/2015/01/150107-fossil-fuel-unburnable-2-degree-climate-target-study/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง