• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ 5 ประเด็นความคืบหน้า จากเวทีประชุมโลกร้อน

5 ประเด็นความคืบหน้า จากเวทีประชุมโลกร้อน

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 1 ถึง 15 ธันวาคมที่ผ่านมา ตัวแทนจากนานาชาติกว่า 195 ประเทศได้เข้าร่วมประชุมองค์การสหประชาชาติ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงลิมา ประเทศเปรู ด้วยความพยายามจากทุกฝ่ายเพื่อผลักดันให้เกิดร่างข้อตกลงร่วมกันในการจัดการปัญหาโลกร้อน
แต่ร่างข้อตกลงที่เกิดขึ้นในกรุงลิมา ก็ยังไม่สามารถตอบคำถามใหญ่ว่าโลกจะรับมือกับปัญหาโลกร้อนในรูปแบบใด โดยคำถามหลายประเด็นก็ยังไม่มีคำตอบแน่ชัด เช่นใครจะเป็นผู้จ่ายต้นทุนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และแต่ละประเทศจะต้องมีส่วนร่วมในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นจำนวนเท่าใด
อย่างไรก็ดี เวทีการประชุมที่ลิมาอาจจะยังไม่ได้ข้อสรุปในประเด็นดังกล่าว และร่างข้อตกลงจะต้องถูกนำไปถกเถียงกันอีกครั้งจนได้เป็นข้อสรุประดับนานาชาติ เดือนธันวาคม พ.ศ.2558 ในการประชุมที่จะจัดขึ้นในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
นักสิ่งแวดล้อมและผู้จัดทำนโยบายหลายคนได้ยืนยันว่า การประชุมครั้งนี้ช่วยให้ข้อตกลงเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น “ตอนนี้เรามีทางเลือกว่าอยากให้อนาคตเป็นแบบใด หลายประเทศก็พยายามสร้างทางเลือกที่เป็นไปได้เพื่อนำไปสู่การประชุมที่ปารีส ในขณะที่บางส่วนก็ยังเลือกเส้นทางที่อาจนำไปสู่อนาคตที่อันตราย”Jan Kowalzig ที่ปรึกษาด้านนโยบายสภาวะภูมิอากาศขององค์กร Oxfam กล่าว
แม้การพูดคุยจะต้องดำเนินต่อไป แต่เราก็ได้ประเด็นหลัก 5 ประเด็นจากที่ประชุมกรุงลิมา
1. ข้อตกลงด้านการรับมือสภาวะภูมิอากาศ ควรจะเป็นภาระผูกพันหรือไม่
หลายปีมานี้ ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศได้แสดงความเห็นว่า หนทางเดียวที่ในการรับมือสภาวะโลกร้อนคือการร่างข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นภาระผูกพัน โดยให้ประเทศที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากต้องสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมาย แต่ประเทศที่ร่ำรวย เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงประเทศที่พัฒนาแล้วอธิบายว่า การมีข้อตกลงที่เป็นภาระผูกพันนั้นไม่ยืดหยุ่น และอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกได้
ผู้แทนที่เข้าร่วมประชุมในกรุงลิมาเองก็ยังไม่ให้ความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว แต่ก็มีแนวโน้มว่าประเทศที่ร่ำรวยเหล่านั้นคงจะยืนกรานในความเห็นของตัวเอง
Todd Stern จากหน่วยงานด้านการทูตเพื่อจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกาให้ความเห็นว่า การทำข้อตกลงแบบไม่เป็นภาระผูกพันจะทำให้หลายประเทศยินยอมที่จะลงนาม “แน่นอนว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่นี่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะทำให้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นไปในอนาคต”
2. หลายประเทศต้องการค่าชดเชยจากความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศได้เรียกร้องให้มีการแยกกรอบแนวคิดในการชดเชยความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ความเสียหายด้านทรัพย์สิน และความเสียหายด้านที่ดิน ต่อประเทศที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก
ผู้นำในประเทศกำลังพัฒนาถกเถียงว่า ประชาชนในประเทศของเขาแทบไม่ได้มีส่วนในการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่กลับต้องได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะประเทศที่มีชายฝั่งที่อยู่ต่ำซึ่งจะมีความเสี่ยงมากที่สุดจากน้ำทะเลที่สูงขึ้น โดยที่พวกเขาไม่มีโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“ประเทศที่ร่ำรวยนั้นเชื่องช้าและนิ่งเฉยต่อประเด็นดังกล่าว แต่เราไม่สามารถปล่อยให้กลไกสำคัญในการชดเชยถูกละเลยไปได้ เพราะเราทราบดีว่าในอนาคต การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น”Harjeet Singh ผู้จัดการระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากองค์กรไม่แสวงหากำไร ActionAid อธิบาย
3. กลุ่มนักสิ่งแวดล้อม ต้องการให้เดินหน้าลดการใช้พลังงานฟอสซิลแบบ 100 เปอร์เซ็นต์
ร่างข้อตกลงเพื่อรับมือสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศปัจจุบันมีการระบุว่า “จะลดการใช้พลังงานฟอสซิล 100 เปอร์เซ็นต์ภายในปี พ.ศ.2593” ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มนักอนุรักษ์เรียกร้องมาหลายปี โดย Ruth Davis ผู้จัดการด้านการเมือง องค์กร Greenpeace ประเทศอังกฤษมองว่าเป็นเป้าหมายสูงสุด
อย่างไรก็ดี ในร่างข้อตกลงก็ไม่ได้มีแนวทางการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวที่ชัดเจน และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่าข้อความดังกล่าวเป็นการมองที่ไกลเกินไป
4. เมืองใหญ่จะต้องเริ่มทำการวัดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
กิจกรรมในเมืองใหญ่นั้นก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกราวร้อยละ 70 ของการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยในการประชุมที่ลิมา ผู้นำจากเมืองต่างๆ เช่นนิวยอร์ก ริโอ เดอ จาเนโร และกวางโจว ต่างก็มีระบบตรวจวัดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐาน Global Protocol for Community-Scale Greenhouse Gas Emission Inventories ที่จะช่วยให้เมืองเหล่านั้นทราบระดับการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถนำมาเปรียบเทียบเพื่อดูความก้าวหน้าในการใช้นโยบายลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ปัจจุบัน มีเมืองใหญ่ทั่วโลกราว 100 เมืองที่นำระบบดังกล่าวไปปรับใช้ แต่ในหลายเมืองยังประสบปัญหาในการตรวจวัดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง Andrew Steer ประธานและผู้บริหาร World Resources Institute แสดงความเห็นว่า “หากเราต้องการสร้างกระแสต่อต้านโลกร้อน เมืองใหญ่จะต้องเป็นกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว”
5. กองทุนสีเขียวเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ สามารถระดมทุนได้แล้วว่าพันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ
เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา กองทุนสีเขียวเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ สามารถระดมเงินทุนได้ตามเป้าคือพันล้านดอลล่าร์สหรัฐเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยกองทุนดังกล่าวได้ออกแบบเพื่อสนับสนุนโครงการในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปรับตัวกับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“หลายประเทศ เช่นสหรัฐอเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส รวมถึงเม็กซิโก เกาหลีใต้ ที่เข้าร่วมสนับสนุนเงินกองทุนดังกล่าว โดยนับว่าเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับกองทุนนี้”Athena Ballesteros ผู้จัดการด้านการเงิน  World Resources Institute แสดงความเห็น
สำหรับกลไกในการดำเนินการของกองทุนนั้นกำลังอยู่ในกระบวนการหาแนวทางโดยประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ โดยคาดว่าจะให้เงินทุนและให้กู้ยืมแก่โครงการพัฒนาพลังงานทดแทน หรือกำแพงกั้นคลื่น
ถอดความจาก “5 Key Takeaways From UN Climate Summit in Lima” โดย Brian Clark Howardเข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/2014/12/141212-lima-climate-conference-cop20-global-warming-treaty/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
โลกร้อนเมื่อวันที่ 1 ถึง 15 ธันวาคมที่ผ่านมา ตัวแทนจากนานาชาติกว่า 195 ประเทศได้เข้าร่วมประชุมองค์การสหประชาชาติ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงลิมา ประเทศเปรู ด้วยความพยายามจากทุกฝ่ายเพื่อผลักดันให้เกิดร่างข้อตกลงร่วมกันในการจัดการปัญหาโลกร้อน

แต่ร่างข้อตกลงที่เกิดขึ้นในกรุงลิมา ก็ยังไม่สามารถตอบคำถามใหญ่ว่าโลกจะรับมือกับปัญหาโลกร้อนในรูปแบบใด โดยคำถามหลายประเด็นก็ยังไม่มีคำตอบแน่ชัด เช่นใครจะเป็นผู้จ่ายต้นทุนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และแต่ละประเทศจะต้องมีส่วนร่วมในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นจำนวนเท่าใด

อย่างไรก็ดี เวทีการประชุมที่ลิมาอาจจะยังไม่ได้ข้อสรุปในประเด็นดังกล่าว และร่างข้อตกลงจะต้องถูกนำไปถกเถียงกันอีกครั้งจนได้เป็นข้อสรุประดับนานาชาติ เดือนธันวาคม พ.ศ.2558 ในการประชุมที่จะจัดขึ้นในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

นักสิ่งแวดล้อมและผู้จัดทำนโยบายหลายคนได้ยืนยันว่า การประชุมครั้งนี้ช่วยให้ข้อตกลงเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น “ตอนนี้เรามีทางเลือกว่าอยากให้อนาคตเป็นแบบใด หลายประเทศก็พยายามสร้างทางเลือกที่เป็นไปได้เพื่อนำไปสู่การประชุมที่ปารีส ในขณะที่บางส่วนก็ยังเลือกเส้นทางที่อาจนำไปสู่อนาคตที่อันตราย”Jan Kowalzig ที่ปรึกษาด้านนโยบายสภาวะภูมิอากาศขององค์กร Oxfam กล่าว

แม้การพูดคุยจะต้องดำเนินต่อไป แต่เราก็ได้ประเด็นหลัก 5 ประเด็นจากที่ประชุมกรุงลิมา

1. ข้อตกลงด้านการรับมือสภาวะภูมิอากาศ ควรจะเป็นภาระผูกพันหรือไม่
หลายปีมานี้ ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศได้แสดงความเห็นว่า หนทางเดียวที่ในการรับมือสภาวะโลกร้อนคือการร่างข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นภาระผูกพัน โดยให้ประเทศที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากต้องสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้าหมาย แต่ประเทศที่ร่ำรวย เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงประเทศที่พัฒนาแล้วอธิบายว่า การมีข้อตกลงที่เป็นภาระผูกพันนั้นไม่ยืดหยุ่น และอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกได้

ผู้แทนที่เข้าร่วมประชุมในกรุงลิมาเองก็ยังไม่ให้ความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว แต่ก็มีแนวโน้มว่าประเทศที่ร่ำรวยเหล่านั้นคงจะยืนกรานในความเห็นของตัวเอง

Todd Stern จากหน่วยงานด้านการทูตเพื่อจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกาให้ความเห็นว่า การทำข้อตกลงแบบไม่เป็นภาระผูกพันจะทำให้หลายประเทศยินยอมที่จะลงนาม “แน่นอนว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่นี่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะทำให้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นไปในอนาคต”

2. หลายประเทศต้องการค่าชดเชยจากความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศได้เรียกร้องให้มีการแยกกรอบแนวคิดในการชดเชยความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ความเสียหายด้านทรัพย์สิน และความเสียหายด้านที่ดิน ต่อประเทศที่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก

ผู้นำในประเทศกำลังพัฒนาถกเถียงว่า ประชาชนในประเทศของเขาแทบไม่ได้มีส่วนในการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่กลับต้องได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะประเทศที่มีชายฝั่งที่อยู่ต่ำซึ่งจะมีความเสี่ยงมากที่สุดจากน้ำทะเลที่สูงขึ้น โดยที่พวกเขาไม่มีโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ประเทศที่ร่ำรวยนั้นเชื่องช้าและนิ่งเฉยต่อประเด็นดังกล่าว แต่เราไม่สามารถปล่อยให้กลไกสำคัญในการชดเชยถูกละเลยไปได้ เพราะเราทราบดีว่าในอนาคต การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น” Harjeet Singh ผู้จัดการระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากองค์กรไม่แสวงหากำไร ActionAid อธิบาย

โลกร้อน
หมอกควันจากโรงงานถ่านหิน ในเวสต์ เวอร์จิเนีย

3. กลุ่มนักสิ่งแวดล้อม ต้องการให้เดินหน้าลดการใช้พลังงานฟอสซิลแบบ 100 เปอร์เซ็นต์
ร่างข้อตกลงเพื่อรับมือสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศปัจจุบันมีการระบุว่า “จะลดการใช้พลังงานฟอสซิล 100 เปอร์เซ็นต์ภายในปี พ.ศ.2593” ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มนักอนุรักษ์เรียกร้องมาหลายปี โดย Ruth Davis ผู้จัดการด้านการเมือง องค์กร Greenpeace ประเทศอังกฤษมองว่าเป็นเป้าหมายสูงสุด

อย่างไรก็ดี ในร่างข้อตกลงก็ไม่ได้มีแนวทางการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวที่ชัดเจน และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่าข้อความดังกล่าวเป็นการมองที่ไกลเกินไป

4. เมืองใหญ่จะต้องเริ่มทำการวัดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
กิจกรรมในเมืองใหญ่นั้นก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกราวร้อยละ 70 ของการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด โดยในการประชุมที่ลิมา ผู้นำจากเมืองต่างๆ เช่นนิวยอร์ก ริโอ เดอ จาเนโร และกวางโจว ต่างก็มีระบบตรวจวัดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐาน Global Protocol for Community-Scale Greenhouse Gas Emission Inventories ที่จะช่วยให้เมืองเหล่านั้นทราบระดับการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถนำมาเปรียบเทียบเพื่อดูความก้าวหน้าในการใช้นโยบายลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ปัจจุบัน มีเมืองใหญ่ทั่วโลกราว 100 เมืองที่นำระบบดังกล่าวไปปรับใช้ แต่ในหลายเมืองยังประสบปัญหาในการตรวจวัดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง Andrew Steer ประธานและผู้บริหาร World Resources Institute แสดงความเห็นว่า “หากเราต้องการสร้างกระแสต่อต้านโลกร้อน เมืองใหญ่จะต้องเป็นกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว”

5. กองทุนสีเขียวเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ สามารถระดมทุนได้แล้วว่าพันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ
เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา กองทุนสีเขียวเพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ สามารถระดมเงินทุนได้ตามเป้าคือพันล้านดอลล่าร์สหรัฐเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยกองทุนดังกล่าวได้ออกแบบเพื่อสนับสนุนโครงการในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปรับตัวกับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“หลายประเทศ เช่นสหรัฐอเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส รวมถึงเม็กซิโก เกาหลีใต้ ที่เข้าร่วมสนับสนุนเงินกองทุนดังกล่าว โดยนับว่าเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับกองทุนนี้”Athena Ballesteros ผู้จัดการด้านการเงิน  World Resources Institute แสดงความเห็น
สำหรับกลไกในการดำเนินการของกองทุนนั้นกำลังอยู่ในกระบวนการหาแนวทางโดยประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ โดยคาดว่าจะให้เงินทุนและให้กู้ยืมแก่โครงการพัฒนาพลังงานทดแทน หรือกำแพงกั้นคลื่น

ถอดความจาก “5 Key Takeaways From UN Climate Summit in Lima” โดย Brian Clark Howardเข้าถึงได้ที่ http://news.nationalgeographic.com/news/2014/12/141212-lima-climate-conference-cop20-global-warming-treaty/
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง