• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ เมื่อสองมหาอำนาจ จับมือสู้โลกร้อน

เมื่อสองมหาอำนาจ จับมือสู้โลกร้อน

อีเมล พิมพ์ PDF
เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาและจีน ได้เปิดเผยข้อตกลงที่ได้ทำการพูดคุยกันอย่างเป็นความลับต่อสาธารณชน ในประเด็นการลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยจีนได้สัญญาว่าจะจำกัดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นครั้งแรก และสหรัฐอเมริกาที่ให้สัญญาว่าจะลดปริมาณภายในปี พ.ศ. 2568
ผู้นำทั้งสองประเทศ คือบารัค โอบามา ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และสี จิ้นผิง ผู้นำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ออกแถลงการณ์ ณ Great Hall of the People กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน นับว่าเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่จะช่วยให้นานาประเทศสามารถได้ข้อสรุปในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี พ.ศ. 2563 ในการประชุมองค์การสหประชาชาติที่กรุงปารีสปีหน้า
เป็นที่ทราบกันดีว่าจีนคือผู้ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดในโลก ซึ่งได้ให้ข้อตกลงว่าจีนจะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี พ.ศ. 2573 โดยจะใช้แหล่งพลังงานไฟฟ้าที่ไม่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นร้อยละ 20 ในขณะที่สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่าจะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 26 ถึง 28 ภายในปี พ.ศ. 2568 อ้างอิงจากระดับการปลดปล่อยในปี พ.ศ. 2548 ส่วนสหภาพยุโรปนั้น ได้มีพันธสัญญาในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 40 ภายในปี พ.ศ. 2573
“ในฐานะที่เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับต้นๆ เรามีความรับผิดชอบที่มากกว่าผู้อื่นในการนำการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผมภูมิใจมากที่เราสามารถประกาศข้อตกลงที่นับว่าเป็นประวัติศาสตร์ ผมขอชื่นชมท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และรัฐบาลจีน ในความพยายามที่จะชะลอการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก่อนจะนำไปสู่การลดการปลดปล่อยก๊าซในอนาคต” ประธานาธิบดีบารัค โอบามากล่าว
บารัค โอบามา ยอมรับว่าภารกิจลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐฯนั้นจำเป็นต้องใช้ความพยายามอีกมาก แต่ก็เป็นไปได้ “นี่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอเมริกาและประเทศจีน ในการช่วยกันหาทางออกในวิกฤตการณ์สำคัญของทั้งโลก” โดยเขาคาดว่าจะสามารถชักจูงให้ทั้งประเทศใหญ่เล็ก ทั้งพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ในการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหานี้ และร่วมสร้างข้อตกลงร่วมกันในการประชุมที่ปารีสในปีหน้า
เป้าหมายของจีนที่จะเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดเป็นร้อยละ 20 ภายในปี พ.ศ. 2573 นับว่าน่าสนใจ เรื่องจากประเทศจีนจะจำเป็นต้องสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ ลม พลังงานแสงอาทิตย์ หรือแหล่งพลังงานที่ไม่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อื่นๆ อีกราว 800 – 1,000 กิกะวัตต์ ซึ่งมากกว่ากำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศจีนปัจจุบัน และเกือบเทียบเท่ากับการผลิตไฟฟ้าในประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ
เป้าหมายใหม่ของสหรัฐฯ จะเป็นการเพิ่มอัตราการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสองเท่าตัว โดยได้รับแรงคัดค้านจากสภาที่มีพรรครีพับลิกันเป็นเสียงข้างมาก แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า ภายใต้กฎหมายปัจจุบันของสหรัฐฯนั้น เป้าหมายใหม่ถือว่าเป็นไปได้
“ข้อตกลงในการลดมลภาวะคาร์บอนนี้นับว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก เรายินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมมือกับทั้งสองรัฐบาลในความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว และเชื่อว่าทั้งสองประเทศสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าเป้าหมายที่คาดไว้”Frances Beinecke ประธานสภาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources Defence Council) สหรัฐอเมริกาแสดงความเห็น
“นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ทั้งสองประเทศจะผลักดันประเด็นดังกล่าว แต่เป้าหมายที่วางไว้ก็นับว่าไม่ท้าทายมากนัก และยังเหลือที่ว่างให้ทั้งสองประเทศเจรจาเพื่อผลักดันให้เพิ่มการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่านี้”Tao Wang ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศจาก Tsinghua-CarbegieCenter for Global Policy กล่าว
“ที่บอกว่าตัวเลขนั้นไม่สูงมาก เพราะประเทศจีนได้ตั้งเป้าหมายว่าจะใช้พลังงานทดแทนอย่างน้อยร้อยละ 15 ภายในปี พ.ศ. 2563 และจากเป้าหมายใหม่ที่ต้องใช้เวลา 10 ปี กำลังการผลิตโดยพลังงานสะอาดกลับเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 5 ในขณะที่การเติบโตของพลังงานทดแทนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สัดส่วนดังกล่าวนับว่ายังต่ำเกินไป” เขากล่าวเพิ่มเติม
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2556 ทุกประเทศที่เข้าร่วมการประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุง Warsaw ได้มีการตกลงว่าจะสร้างแผนการรับมือกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลังจากปี พ.ศ. 2563 โดยจะมาพูดคุยกันอีกครั้งในปี พ.ศ. 2558 เพื่อให้ได้ข้อสรุปและข้อตกลงร่วมกันของทั้งโลก
“การร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน สองประเทศที่รับผิดชอบต่อการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 1 ใน 3 ของทั้งโลก การได้มาซึ่งข้อตกลงที่ผ่านการถกเถียงและพูดคุยกันอย่างยาวนาน นับว่าเป็นบทบาทสำคัญที่ทั้งสองประเทศต้องดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การดำเนินการดังกล่าวนับว่าเป็นส่วนเดียวของความพยายามในการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนในระยะยาว และมุ่งไปสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต และนับว่าเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปีหน้า ที่การประชุมในกรุงปารีส”
ถอดความจาก “China and US strike deal on carbon cuts in push for global climate pact”โดยTania Branigan, Lenore Taylor เข้าถึงได้ที่ http://www.theguardian.com/environment/2014/nov/12/china-and-us-make-carbon-pledge?CMP=EMCNEWEML6619I2
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
บารัด โอบามาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาและจีน ได้เปิดเผยข้อตกลงที่ได้ทำการพูดคุยกันอย่างเป็นความลับต่อสาธารณชน ในประเด็นการลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยจีนได้สัญญาว่าจะจำกัดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นครั้งแรก และสหรัฐอเมริกาที่ให้สัญญาว่าจะลดปริมาณภายในปี พ.ศ. 2568

ผู้นำทั้งสองประเทศ คือบารัค โอบามา ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และสี จิ้นผิง ผู้นำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ออกแถลงการณ์ ณ Great Hall of the People กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน นับว่าเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่จะช่วยให้นานาประเทศสามารถได้ข้อสรุปในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี พ.ศ. 2563 ในการประชุมองค์การสหประชาชาติที่กรุงปารีสปีหน้า

เป็นที่ทราบกันดีว่าจีนคือผู้ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดในโลก ซึ่งได้ให้ข้อตกลงว่าจีนจะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี พ.ศ. 2573 โดยจะใช้แหล่งพลังงานไฟฟ้าที่ไม่ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นร้อยละ 20 ในขณะที่สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่าจะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 26 ถึง 28 ภายในปี พ.ศ. 2568 อ้างอิงจากระดับการปลดปล่อยในปี พ.ศ. 2548 ส่วนสหภาพยุโรปนั้น ได้มีพันธสัญญาในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 40 ภายในปี พ.ศ. 2573

“ในฐานะที่เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับต้นๆ เรามีความรับผิดชอบที่มากกว่าผู้อื่นในการนำการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผมภูมิใจมากที่เราสามารถประกาศข้อตกลงที่นับว่าเป็นประวัติศาสตร์ ผมขอชื่นชมท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และรัฐบาลจีน ในความพยายามที่จะชะลอการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก่อนจะนำไปสู่การลดการปลดปล่อยก๊าซในอนาคต” ประธานาธิบดีบารัค โอบามากล่าว

บารัค โอบามา
บารัค โอบามา ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และสี จิ้นผิง ผู้นำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
ออกแถลงการณ์ ณ Great Hall of the People กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

บารัค โอบามา ยอมรับว่าภารกิจลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐฯนั้นจำเป็นต้องใช้ความพยายามอีกมาก แต่ก็เป็นไปได้ “นี่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอเมริกาและประเทศจีน ในการช่วยกันหาทางออกในวิกฤตการณ์สำคัญของทั้งโลก” โดยเขาคาดว่าจะสามารถชักจูงให้ทั้งประเทศใหญ่เล็ก ทั้งพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ในการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหานี้ และร่วมสร้างข้อตกลงร่วมกันในการประชุมที่ปารีสในปีหน้า

เป้าหมายของจีนที่จะเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดเป็นร้อยละ 20 ภายในปี พ.ศ. 2573 นับว่าน่าสนใจ เรื่องจากประเทศจีนจะจำเป็นต้องสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ ลม พลังงานแสงอาทิตย์ หรือแหล่งพลังงานที่ไม่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อื่นๆ อีกราว 800 – 1,000 กิกะวัตต์ ซึ่งมากกว่ากำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศจีนปัจจุบัน และเกือบเทียบเท่ากับการผลิตไฟฟ้าในประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ

เป้าหมายใหม่ของสหรัฐฯ จะเป็นการเพิ่มอัตราการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสองเท่าตัว โดยได้รับแรงคัดค้านจากสภาที่มีพรรครีพับลิกันเป็นเสียงข้างมาก แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า ภายใต้กฎหมายปัจจุบันของสหรัฐฯนั้น เป้าหมายใหม่ถือว่าเป็นไปได้

“ข้อตกลงในการลดมลภาวะคาร์บอนนี้นับว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก เรายินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมมือกับทั้งสองรัฐบาลในความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว และเชื่อว่าทั้งสองประเทศสามารถลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าเป้าหมายที่คาดไว้”Frances Beinecke ประธานสภาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources Defence Council) สหรัฐอเมริกาแสดงความเห็น

“นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ทั้งสองประเทศจะผลักดันประเด็นดังกล่าว แต่เป้าหมายที่วางไว้ก็นับว่าไม่ท้าทายมากนัก และยังเหลือที่ว่างให้ทั้งสองประเทศเจรจาเพื่อผลักดันให้เพิ่มการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่านี้”Tao Wang ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศจาก Tsinghua-CarbegieCenter for Global Policy กล่าว

“ที่บอกว่าตัวเลขนั้นไม่สูงมาก เพราะประเทศจีนได้ตั้งเป้าหมายว่าจะใช้พลังงานทดแทนอย่างน้อยร้อยละ 15 ภายในปี พ.ศ. 2563 และจากเป้าหมายใหม่ที่ต้องใช้เวลา 10 ปี กำลังการผลิตโดยพลังงานสะอาดกลับเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 5 ในขณะที่การเติบโตของพลังงานทดแทนยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สัดส่วนดังกล่าวนับว่ายังต่ำเกินไป” เขากล่าวเพิ่มเติม

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2556 ทุกประเทศที่เข้าร่วมการประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุง Warsaw ได้มีการตกลงว่าจะสร้างแผนการรับมือกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลังจากปี พ.ศ. 2563 โดยจะมาพูดคุยกันอีกครั้งในปี พ.ศ. 2558 เพื่อให้ได้ข้อสรุปและข้อตกลงร่วมกันของทั้งโลก

ก๊าซเรือนกระจก
สัดส่วนการปล่อบก๊าซเรือนกระจก เมื่อปี พ.ศ. 2556

“การร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน สองประเทศที่รับผิดชอบต่อการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 1 ใน 3 ของทั้งโลก การได้มาซึ่งข้อตกลงที่ผ่านการถกเถียงและพูดคุยกันอย่างยาวนาน นับว่าเป็นบทบาทสำคัญที่ทั้งสองประเทศต้องดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การดำเนินการดังกล่าวนับว่าเป็นส่วนเดียวของความพยายามในการแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนในระยะยาว และมุ่งไปสู่สังคมและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต และนับว่าเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปีหน้า ที่การประชุมในกรุงปารีส”

ถอดความจาก “China and US strike deal on carbon cuts in push for global climate pact”โดยTania Branigan, Lenore Taylor เข้าถึงได้ที่ http://www.theguardian.com/environment/2014/nov/12/china-and-us-make-carbon-pledge?CMP=EMCNEWEML6619I2
ถอดความโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง