• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ แถลงการณ์ นนรธ. 'ขอทางเลือกจัดการน้ำ ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์'

แถลงการณ์ นนรธ. 'ขอทางเลือกจัดการน้ำ ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์'

อีเมล พิมพ์ PDF
แถลงการณ์แนวร่วมนิสิต นักศึกษา รักษาธรรมชาติ ฉบับที่ 1/2557
'ขอทางเลือกจัดการน้ำ ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์'
เรื่อง คัดค้านการอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์
ถึงประชาชนชาวไทยทั้งหลายท่านคงจะทราบแล้วว่าขณะนี้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เตรียมจะมีการจัดประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านแหล่งน้ำ (คชก.) ในวันพุธที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ เพื่อทำการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพโครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ (EHIA) เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
เป็นที่ทราบกันดีว่าการสร้างเขื่อนแม่วงก์ แม้จะลดน้ำท่วมในเขตพื้นที่อำเภอลาดยาวได้ร้อยละ 30 ลดน้ำท่วมในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางได้ร้อยละ 1 และลดภัยแล้งในพื้นที่ชลประทานฤดูแล้งได้ร้อยละ 25 แต่จะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้   ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ ที่มีคุณภาพในการหล่อเลี้ยงพื้นที่กสิกรรมและเกษตรกรรม  ที่สามารถสามารถดูดซับคาร์บอนได้ 10,400 ตันคาร์บอน เป็นพื้นที่ ไม่น้อยกว่า  13,000 ไร่ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการสูญเสีย “ระบบนิเวศ” ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์และพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากเป็นบริเวณรอยต่อของการกระจายทางชีวภาพภูมิศาสตร์ (Unique Biogeography) ของการกระจายพืชพรรณและสัตว์ป่า จากภาคเหนือและภาคใต้รวมกัน ส่งผลต่อประชากรสัตว์ป่า ต้องสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร ซึ่งรวมไปถึงสายพันธุ์ที่ สำคัญ เช่น เสือโคร่ง ช้าง  และนกยูง รวมทั้งสุ่มเสี่ยงต่อการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า และทรัพยากรธรรมชาติครั้งใหญ่ในระยะเวลา ที่ก่อสร้างกว่าสิบปีด้วย ซึ่งเขื่อนแม่วงก์นี้นอกจากจะไม่สามารถแก้ไขการจัดการทรัพยากรน้ำ และไม่สามารถป้องกันอุทกภัย ในพื้นที่ก่อสร้างแล้ว ยังจะทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติต้องถูกปิดกั้นการเข้าถึง  และประชาชนในพื้นที่ต้องถูกเวนคืนที่ดินนับหมื่นไร่
ท่ามกลางคำทักท้วง และข้อสงสัยของประชาชนในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นิสิต นักศึกษา นักวิชาการ และผู้ที่สนใจในด้านสิ่งแวดล้อม  ที่ได้แสดงออกถึงความห่วงใยในเรื่องนี้ โดยในรอบหลายปีที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรม เวทีเสวนา หรือการแสดงออกของประชาชนในหลากหลายมิติและรูปแบบ เช่น กิจกรรมการเดินเท้าของอ.ศศิน เฉลิมลาภ  ที่ได้รับการ สนับสนุนอย่างมากจากพี่น้องประชาชน เป็นเสมือนการส่งต่อความรู้สึกไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้ตระหนักในการพิจารณาเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังรวมถึงหลากหลายคำถาม  และข้อสงสัยเกี่ยวกับรายงาน EHIA ฉบับนี้ยังคงไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร  โดยเฉพาะ ประเด็นเรื่องประสิทธิภาพของ EHIA และ EIA ต่อการประกอบการพิจารณาโครงการเขื่อนแม่วงก์ ความถูกต้องแม่นยำและความทันสมัยของข้อมูล  ความเป็นอิสระของผู้จัดทำ  องค์ประกอบของคณะกรรมการฯ ที่ไม่ได้เปิดให้ผู้ที่มีความคิดเห็นต่างจากหลายที่มา เข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และยังขาดผู้ชำนาญการในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ (EHIA) ดังกล่าวจึงเป็นเสมือนใบเบิกทางให้มี การก่อผลกระทบเชิงลบต่อพื้นที่ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า รวมทั้งประชาชนในพื้นที่อย่างมหาศาล  ดังนั้นแนวร่วมนิสิต นักศึกษารักษาสิ่งแวดล้อม จึงขอแสดงจุดยืนในการคัดค้านและเรียกร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องระงับ การพิจารณารายงานฉบับนี้  ที่ยังมีจุดบกพร่องและไม่สมบูรณ์ในหลายประการ เพื่อพิทักษ์ และรักษาทรัพยากรธรรมชาติของเรา มิให้ถูกทำลายไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์  และขอให้มีการปฏิรูปการทำรายงาน EHIA ให้เป็นไปตามแนวทางที่ อาจารย์รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิ-สืบนาคะเสถียร ได้เสนอไว้ ดังต่อไปนี้
1. เพิ่มเติมเครื่องมือในการพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั่นคือ SEA หรือการประเมินสิ่งแวดล้อมในระดับยุทธศาสตร์ โดยเครื่องมือที่มีอยู่ไม่เพียงพอ เพราะการทำลายป่าต้นน้ำแห่งหนึ่งจะส่งผลกระทบต่อคนปลายน้ำ การพิจารณาเพียงแค่ EHIA อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ
2. เจ้าของโครงการต้องไม่เป็นผู้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาในการทำรายงาน EIA และ EHIA โดยตรง ควรมีกองทุนหรือ ระบบกองกลาง โดยให้หน่วยงานกลางทำหน้าที่จัดหาผู้ทำรายงาน เนื่องจากทรัพยากรป่าไม้เป็นสมบัติของคนทั้งชาติ หน่วยงานส่วนกลางจึงจำเป็นต้องเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของประชาชน
3. EIA และ EHIA ต้องมีอายุจำกัด เพราะป่าไม้สามารถมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ กล่าวคืออาจเกิดการอพยพเข้ามาของสัตว์ต่างๆเข้ามาหากินในป่าแห่งนั้นมากขึ้นหรือ อาจจะมีการสำรวจพบพันธุ์หายาก ซึ่งอาจจะตกสำรวจจากเดิมในการสำรวจครั้งก่อนๆ EIA และ EHIA จึงจำเป็นจะต้อง มีการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เสมอ
4.  คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ (คชก.)  ควรมีตัวแทนมาจากภาคประชาชน  ตัวแทนจากองค์กรภายนอก ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรป่าไม้ ทั้งนี้ผู้ที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ  (คชก.) จะต้องเปิดที่นั่ง ให้ประชาชนที่มี ส่วนได้ส่วนเสีย เข้ามาร่วมรับฟังการพิจารณาและมีสิทธิที่จะเสนอเหตุผลสนับสนุนหรือคัดค้าน ในการพิจารณา EIA และ EHIA
5. รายงาน EIA และ EHIA ไม่ควรจะเสนอและแก้จนกว่าจะผ่าน หากพิจารณาแล้วว่าทรัพยากรต่างๆ ที่เสียไปนั้นไม่คุ้มค่ากับ การลงทุน โครงการเหล่านั้นควรจะยุติโครงการลง
รวมทั้ง การสนับสนุนทางเลือกการจัดการน้ำตามรูปแบบที่อาจารย์ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้แถลงการณ์ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา  คือ  “ทางเลือกในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ” กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อน ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ บนฐานการเชื่อมโยงโมเดลการจัดการน้ำระดับบุคคล ชุมชน และตำบล อันมีที่มาจากการวิเคราะห์ โครงการเขื่อนแม่วงก์  โดยวิธีการมองภาพรวมของทุกพื้นที่ เอาความต้องการน้ำของพื้นที่ที่มีปัญหามาเป็นตัวตั้ง ขยายไปให้ พื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ขาดน้ำ  และมีศักยภาพที่จะพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กได้มารอพ่วงไปด้วย ณ ที่นี้จะแยกพิจารณาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่วงก์ และพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมวิเคราะห์ศักยภาพทางเลือกการจัดการน้ำออกเป็น 4 พื้นที่
1. พื้นที่แม่วงก์ตอนบน : ยุทธศาสตร์คือการจัดการน้ำหลาก  พื้นที่ปลูกพืชไร่ในพื้นที่แม่วงก์ตอนบน โดยในระยะแรกจำเป็นต้อง ซ่อมแซมฝาย และประตูระบายน้ำที่ชำรุดในลุ่มน้ำย่อยคลองไทร และคลองหินดาด เพิ่มเติม โครงการชลประทานที่เป็นฝายและประตูระบายน้ำขนาดเล็กที่จำเป็น มีการขุดลอกตะกอนสม่ำเสมอ ปลูกหญ้าแฝก ริมน้ำเพื่อกันตะกอน โดยในระยะยาวควรมีการส่งเสริมการเปลี่ยนพืชไร่ เป็นเกษตรผสมผสาน สร้างประตูน้ำ เพื่อชะลอและลดปริมาณน้ำหลากที่เขาชนกัน ตลอดจนขุดลอกลำน้ำแม่วงก์จากแก่งเกาะใหญ่ ถึงเขาชนกันให้สามารถกักเก็บน้ำในฤดูแล้ง สะสมน้ำจากลำน้ำในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ที่มีมาตลอดปี ทยอยปล่อยไปด้านแม่วงก์ตอนกลาง
2. พื้นที่แม่วงก์ตอนกลาง : ควรพัฒนาอ่างห้วยหินลับ (คลองแห้ง) ให้กักเก็บน้ำเพิ่มเติม และเติมน้ำเข้าสู่แม่วงก์ตลอดปี เพิ่มเติมฝาย เก็บกัก และยกระดับน้ำในลำห้วยแม่วงก์ ที่บ้านวังชุมพร และพื้นที่อื่นๆที่มีศักยภาพ ตามหลักวิศวกรรม รวมถึงการ ปรับปรุงระบบฝายเดิมที่บ้านท่าตาอยู่  ฝายไส้งู และวังซ่าน รวมถึงประตูน้ำคลองขุนลาดให้มี ประสิทธิภาพ สมบูรณ์  ขุดลอกลำห้วยแม่วงก์ และลำห้วยที่แยกจากแม่วงก์ทุกเส้นเพื่อเก็บน้ำไว้ในลำน้ำ พื้นที่นี้มีศักยภาพ ในการพัฒนาระบบการสูบน้ำใต้ดินด้วยไฟฟ้ามาเสริมในช่วงฤดูแล้ง นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการ สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก บริเวณบ้านวังชุมพรเพิ่มเติม ทั้งหมดจะสามารถชะลอน้ำในช่วงน้ำหลาก และกักเก็บน้ำ เพื่อทยอยแบ่งให้พื้นที่แม่วงก์ตอนล่าง และพื้นที่ลาดยาวต่อไป
3. พื้นที่แม่วงก์ตอนล่าง : คือ พื้นที่ที่รับน้ำมาเติมลำน้ำจากลำห้วยตะกวดที่มีต้นน้ำที่บ้านธารมะยม และห้วยน้ำหอม  ที่มีต้นน้ำจากบ้านเขา แม่กระทู้ ทางฝั่งตะวันตก และมีพื้นที่รับน้ำจากฝั่งเขาหลวง    มีศักยภาพ ในการจัดการต้นน้ำ ด้วยฝายชะลอน้ำ บนพื้นที่ภูเขา และพัฒนาอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ขอบเขามากมาย เพื่อกักเก็บ และเติมน้ำ ให้ที่ราบ ในช่วงฤดูแล้ง  นอกจากนี้ที่ราบกว้างใหญ่ของลุ่มน้ำแม่วงก์ตอนล่าง ( วังม้า ) นี้มีศักยภาพ ในการพัฒนาบ่อน้ำตื้น และการขุดบ่อน้ำขนาดเล็กในไร่นา นอกจากนี้ในลำน้ำแม่วงก์ยังมีการสร้างฝายกักเก็บน้ำสามแห่ง ที่มี ประสิทธิภาพดีอยู่แล้ว
4. พื้นที่รับประโยชน์จากโครงการเขื่อนแม่วงก์อำเภอลาดยาว และอำเภอเมือง  มีศักยภาพแหล่งน้ำที่ซ่อนอยู่ของลาดยาว คือ บึงหล่ม หนองอีเหนี่ยง คลองหินลับ-คลองยิ้มแย้ม รวมถึงอ่างเก็บน้ำ หลวงพ่อจ้อย ซึ่งยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์และพัฒนาศักยภาพให้มากเท่าที่ควร หากสามารถศึกษาข้อมูล และฟื้นฟูให้เป็นแหล่งน้ำที่กระจายน้ำ  ไปกักเก็บในบ่อน้ำในที่ส่วนบุคลให้ทั่วถึงน่าจะสามารถแก้ไขปัญหา ภัยแล้งไปได้มาก โดยจะต้องกักเก็บน้ำส่วนเกินในช่วงน้ำหลากของคลองม่วง และลุ่มน้ำ แม่วงก์ ที่ไหลแผ่ข้าม ลุ่มน้ำ   มาเก็บกักไว้ในแหล่งน้ำให้ได้   โดยอาจพิจารณาดึงน้ำบางส่วนจากแม่น้ำปิงเข้ามาใช้ด้วย แต่จะต้องสร้าง ระบบกระจายน้ำขนาดเล็กและบ่อเก็บน้ำขนาดเล็กทั่วทั้งพื้นที่ลาดยาวที่ขาดแคลนน้ำ จากแหล่งน้ำเดิมที่มีอยู่แล้ว ทั้ง 4 แหล่ง
อนึ่ง ข้อเสนอข้างต้นเกิดจากการรวบรวมข้อมูล และมีการศึกษาวิเคราะห์ที่ชัดเจนทางวิชาการอยู่ก่อนแล้ว เราจึง ขอเรียกร้องให้  คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)   คณะรัฐมนตรีซึ่งนำโดย ฯพณฯ พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โปรดรับคำแถลงการณ์นี้ไว้พิจารณา
เราแนวร่วมนิสิต นักศึกษา รักษาธรรมชาติ มิได้มีเจตนาที่จะคัดค้านหรือขัดขวางการกระทำใดที่จะก่อให้เกิดความเจริญ และความมั่นคงของชาติ  แต่เราของวิงวอนให้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เป็นธรรม มีเหตุผล และตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของ ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย  เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียใจในภายภาคหน้าจากการกระทำที่เร่งร้อน จนหลงลืมและละเลย ผลกระทบในเชิงลบต่อธรรมชาติที่จะตามมา  และการตัดสินใจเรื่องธรรมชาตินี้นั้น เป็นหนทางที่ ไม่อาจย้อนกลับมา หากก้าว ผิดพลาด และไม่อาจทำให้เป็นเหมือนเดิมได้อีก
เราขอ หากท่านได้ยินเสียงของสรรพสัตว์และธรรมชาติ คงเป็นเสียงของการวิงวอนว่าหากแม้ชีวิตของเขา บ้านของเขา และแหล่งอาหารของเขาจะต้องถูกทำลายลง ด้วยเหตุผลบางประการ ขอให้เราประชาชนทั้งหลายและผู้มีส่วนตัดสินใจ จงพิจารณาอย่างรอบคอบ รอบด้านและรอบรู้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเสียสละอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ นี่จึงเป็นโอกาสดีอีกครั้งที่เหล่านิสิต นักศึกษา และประชาชนผู้ใส่ใจในธรรมชาติ จะได้แสดงพลังของความห่วงใย ทั้งต่อชาวบ้าน สัตว์ป่า และป่าไม้ที่กำลังจะได้รับความเดือดร้อนจากรายงานดังกล่าว เพื่อรักษา เจตนารมณ์ของเราในการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้อุดมสมบูรณ์ตลอดไปเพื่อประเทศ เพื่อธรรมชาติ เพื่อสัตว์ป่าและประชาชน...
แนวร่วมนิสิต นักศึกษา รักษาธรรมชาติ
16 พฤศจิกายน พ.ศ.2557
แนวร่วมนิสิต นักศึกษา รักษาธรรมชาติ (นนรธ.)
ประกอบด้วย
1. ชมรมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2. ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
3. ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4. ชมรมรักษ์ป่า รักษ์ธรรมชาติ รักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ (ชมรม ๓ รักษ์) คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
5. กลุ่มยุวชนธรรมศาสตร์เพื่อประชาชน (LYTP)
6. กลุ่มเสรีนนทรี ม.เกษตรศาสตร์
7. ชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
8. ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิยาลัยเกษตรศาสตร์
9. กลุ่มนิสิตจุฬาฯคัดค้านเขื่อนแม่วงก์
10. กลุ่มลูกชาวบ้าน ม.บูรพา
11. กลุ่มนิสิตคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ มหาวิทยาลับเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน
12. ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยบูรพา
13. กลุ่มหยดน้ำ ม.รังสิต
- ชมรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
- ชมรมสังคมธรรมาธิปไตย
- ชมรมทักษิณสัมพันธ์
- ชมรมรักษ์สิ่งแวดล้อม
นนรธแถลงการณ์แนวร่วมนิสิต นักศึกษา รักษาธรรมชาติ ฉบับที่ 1/2557 'ขอทางเลือกจัดการน้ำ ไม่เอาเขื่อนแม่วงก์' เรื่อง คัดค้านการอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์

ถึงประชาชนชาวไทยทั้งหลายท่านคงจะทราบแล้วว่าขณะนี้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เตรียมจะมีการจัดประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านแหล่งน้ำ (คชก.) ในวันพุธที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ เพื่อทำการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพโครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ (EHIA) เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

เป็นที่ทราบกันดีว่าการสร้างเขื่อนแม่วงก์ แม้จะลดน้ำท่วมในเขตพื้นที่อำเภอลาดยาวได้ร้อยละ 30 ลดน้ำท่วมในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางได้ร้อยละ 1 และลดภัยแล้งในพื้นที่ชลประทานฤดูแล้งได้ร้อยละ 25 แต่จะทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้   ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ ที่มีคุณภาพในการหล่อเลี้ยงพื้นที่กสิกรรมและเกษตรกรรม  ที่สามารถสามารถดูดซับคาร์บอนได้ 10,400 ตันคาร์บอน เป็นพื้นที่ ไม่น้อยกว่า  13,000 ไร่ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการสูญเสีย “ระบบนิเวศ” ของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์และพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากเป็นบริเวณรอยต่อของการกระจายทางชีวภาพภูมิศาสตร์ (Unique Biogeography) ของการกระจายพืชพรรณและสัตว์ป่า จากภาคเหนือและภาคใต้รวมกัน ส่งผลต่อประชากรสัตว์ป่า ต้องสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร ซึ่งรวมไปถึงสายพันธุ์ที่ สำคัญ เช่น เสือโคร่ง ช้าง  และนกยูง รวมทั้งสุ่มเสี่ยงต่อการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า และทรัพยากรธรรมชาติครั้งใหญ่ในระยะเวลา ที่ก่อสร้างกว่าสิบปีด้วย ซึ่งเขื่อนแม่วงก์นี้นอกจากจะไม่สามารถแก้ไขการจัดการทรัพยากรน้ำ และไม่สามารถป้องกันอุทกภัย ในพื้นที่ก่อสร้างแล้ว ยังจะทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติต้องถูกปิดกั้นการเข้าถึง  และประชาชนในพื้นที่ต้องถูกเวนคืนที่ดินนับหมื่นไร่

ท่ามกลางคำทักท้วง และข้อสงสัยของประชาชนในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นิสิต นักศึกษา นักวิชาการ และผู้ที่สนใจในด้านสิ่งแวดล้อม  ที่ได้แสดงออกถึงความห่วงใยในเรื่องนี้ โดยในรอบหลายปีที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรม เวทีเสวนา หรือการแสดงออกของประชาชนในหลากหลายมิติและรูปแบบ เช่น กิจกรรมการเดินเท้าของอ.ศศิน เฉลิมลาภ  ที่ได้รับการ สนับสนุนอย่างมากจากพี่น้องประชาชน เป็นเสมือนการส่งต่อความรู้สึกไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้ตระหนักในการพิจารณาเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังรวมถึงหลากหลายคำถาม  และข้อสงสัยเกี่ยวกับรายงาน EHIA ฉบับนี้ยังคงไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร  โดยเฉพาะ ประเด็นเรื่องประสิทธิภาพของ EHIA และ EIA ต่อการประกอบการพิจารณาโครงการเขื่อนแม่วงก์ ความถูกต้องแม่นยำและความทันสมัยของข้อมูล  ความเป็นอิสระของผู้จัดทำ  องค์ประกอบของคณะกรรมการฯ ที่ไม่ได้เปิดให้ผู้ที่มีความคิดเห็นต่างจากหลายที่มา เข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และยังขาดผู้ชำนาญการในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาอนุมัติรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ (EHIA) ดังกล่าวจึงเป็นเสมือนใบเบิกทางให้มี การก่อผลกระทบเชิงลบต่อพื้นที่ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า รวมทั้งประชาชนในพื้นที่อย่างมหาศาล  ดังนั้นแนวร่วมนิสิต นักศึกษารักษาสิ่งแวดล้อม จึงขอแสดงจุดยืนในการคัดค้านและเรียกร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องระงับ การพิจารณารายงานฉบับนี้  ที่ยังมีจุดบกพร่องและไม่สมบูรณ์ในหลายประการ เพื่อพิทักษ์ และรักษาทรัพยากรธรรมชาติของเรา มิให้ถูกทำลายไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์  และขอให้มีการปฏิรูปการทำรายงาน EHIA ให้เป็นไปตามแนวทางที่ อาจารย์รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิ-สืบนาคะเสถียร ได้เสนอไว้ ดังต่อไปนี้

1. เพิ่มเติมเครื่องมือในการพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั่นคือ SEA หรือการประเมินสิ่งแวดล้อมในระดับยุทธศาสตร์ โดยเครื่องมือที่มีอยู่ไม่เพียงพอ เพราะการทำลายป่าต้นน้ำแห่งหนึ่งจะส่งผลกระทบต่อคนปลายน้ำ การพิจารณาเพียงแค่ EHIA อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ

2. เจ้าของโครงการต้องไม่เป็นผู้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาในการทำรายงาน EIA และ EHIA โดยตรง ควรมีกองทุนหรือ ระบบกองกลาง โดยให้หน่วยงานกลางทำหน้าที่จัดหาผู้ทำรายงาน เนื่องจากทรัพยากรป่าไม้เป็นสมบัติของคนทั้งชาติ หน่วยงานส่วนกลางจึงจำเป็นต้องเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของประชาชน

3. EIA และ EHIA ต้องมีอายุจำกัด เพราะป่าไม้สามารถมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ กล่าวคืออาจเกิดการอพยพเข้ามาของสัตว์ต่างๆเข้ามาหากินในป่าแห่งนั้นมากขึ้นหรือ อาจจะมีการสำรวจพบพันธุ์หายาก ซึ่งอาจจะตกสำรวจจากเดิมในการสำรวจครั้งก่อนๆ EIA และ EHIA จึงจำเป็นจะต้อง มีการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เสมอ

4.  คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ (คชก.)  ควรมีตัวแทนมาจากภาคประชาชน  ตัวแทนจากองค์กรภายนอก ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรป่าไม้ ทั้งนี้ผู้ที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ  (คชก.) จะต้องเปิดที่นั่ง ให้ประชาชนที่มี ส่วนได้ส่วนเสีย เข้ามาร่วมรับฟังการพิจารณาและมีสิทธิที่จะเสนอเหตุผลสนับสนุนหรือคัดค้าน ในการพิจารณา EIA และ EHIA
5. รายงาน EIA และ EHIA ไม่ควรจะเสนอและแก้จนกว่าจะผ่าน หากพิจารณาแล้วว่าทรัพยากรต่างๆ ที่เสียไปนั้นไม่คุ้มค่ากับ การลงทุน โครงการเหล่านั้นควรจะยุติโครงการลง

รวมทั้ง การสนับสนุนทางเลือกการจัดการน้ำตามรูปแบบที่อาจารย์ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้แถลงการณ์ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา  คือ  “ทางเลือกในการจัดการน้ำแบบบูรณาการ” กรณีไม่ต้องสร้างเขื่อน ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ บนฐานการเชื่อมโยงโมเดลการจัดการน้ำระดับบุคคล ชุมชน และตำบล อันมีที่มาจากการวิเคราะห์ โครงการเขื่อนแม่วงก์  โดยวิธีการมองภาพรวมของทุกพื้นที่ เอาความต้องการน้ำของพื้นที่ที่มีปัญหามาเป็นตัวตั้ง ขยายไปให้ พื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ขาดน้ำ  และมีศักยภาพที่จะพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กได้มารอพ่วงไปด้วย ณ ที่นี้จะแยกพิจารณาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่วงก์ และพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมวิเคราะห์ศักยภาพทางเลือกการจัดการน้ำออกเป็น 4 พื้นที่

1. พื้นที่แม่วงก์ตอนบน : ยุทธศาสตร์คือการจัดการน้ำหลาก  พื้นที่ปลูกพืชไร่ในพื้นที่แม่วงก์ตอนบน โดยในระยะแรกจำเป็นต้อง ซ่อมแซมฝาย และประตูระบายน้ำที่ชำรุดในลุ่มน้ำย่อยคลองไทร และคลองหินดาด เพิ่มเติม โครงการชลประทานที่เป็นฝายและประตูระบายน้ำขนาดเล็กที่จำเป็น มีการขุดลอกตะกอนสม่ำเสมอ ปลูกหญ้าแฝก ริมน้ำเพื่อกันตะกอน โดยในระยะยาวควรมีการส่งเสริมการเปลี่ยนพืชไร่ เป็นเกษตรผสมผสาน สร้างประตูน้ำ เพื่อชะลอและลดปริมาณน้ำหลากที่เขาชนกัน ตลอดจนขุดลอกลำน้ำแม่วงก์จากแก่งเกาะใหญ่ ถึงเขาชนกันให้สามารถกักเก็บน้ำในฤดูแล้ง สะสมน้ำจากลำน้ำในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ที่มีมาตลอดปี ทยอยปล่อยไปด้านแม่วงก์ตอนกลาง

2. พื้นที่แม่วงก์ตอนกลาง : ควรพัฒนาอ่างห้วยหินลับ (คลองแห้ง) ให้กักเก็บน้ำเพิ่มเติม และเติมน้ำเข้าสู่แม่วงก์ตลอดปี เพิ่มเติมฝาย เก็บกัก และยกระดับน้ำในลำห้วยแม่วงก์ ที่บ้านวังชุมพร และพื้นที่อื่นๆที่มีศักยภาพ ตามหลักวิศวกรรม รวมถึงการ ปรับปรุงระบบฝายเดิมที่บ้านท่าตาอยู่  ฝายไส้งู และวังซ่าน รวมถึงประตูน้ำคลองขุนลาดให้มี ประสิทธิภาพ สมบูรณ์  ขุดลอกลำห้วยแม่วงก์ และลำห้วยที่แยกจากแม่วงก์ทุกเส้นเพื่อเก็บน้ำไว้ในลำน้ำ พื้นที่นี้มีศักยภาพ ในการพัฒนาระบบการสูบน้ำใต้ดินด้วยไฟฟ้ามาเสริมในช่วงฤดูแล้ง นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการ สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก บริเวณบ้านวังชุมพรเพิ่มเติม ทั้งหมดจะสามารถชะลอน้ำในช่วงน้ำหลาก และกักเก็บน้ำ เพื่อทยอยแบ่งให้พื้นที่แม่วงก์ตอนล่าง และพื้นที่ลาดยาวต่อไป

3. พื้นที่แม่วงก์ตอนล่าง : คือ พื้นที่ที่รับน้ำมาเติมลำน้ำจากลำห้วยตะกวดที่มีต้นน้ำที่บ้านธารมะยม และห้วยน้ำหอม  ที่มีต้นน้ำจากบ้านเขา แม่กระทู้ ทางฝั่งตะวันตก และมีพื้นที่รับน้ำจากฝั่งเขาหลวง    มีศักยภาพ ในการจัดการต้นน้ำ ด้วยฝายชะลอน้ำ บนพื้นที่ภูเขา และพัฒนาอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ขอบเขามากมาย เพื่อกักเก็บ และเติมน้ำ ให้ที่ราบ ในช่วงฤดูแล้ง  นอกจากนี้ที่ราบกว้างใหญ่ของลุ่มน้ำแม่วงก์ตอนล่าง ( วังม้า ) นี้มีศักยภาพ ในการพัฒนาบ่อน้ำตื้น และการขุดบ่อน้ำขนาดเล็กในไร่นา นอกจากนี้ในลำน้ำแม่วงก์ยังมีการสร้างฝายกักเก็บน้ำสามแห่ง ที่มี ประสิทธิภาพดีอยู่แล้ว

4. พื้นที่รับประโยชน์จากโครงการเขื่อนแม่วงก์อำเภอลาดยาว และอำเภอเมือง  มีศักยภาพแหล่งน้ำที่ซ่อนอยู่ของลาดยาว คือ บึงหล่ม หนองอีเหนี่ยง คลองหินลับ-คลองยิ้มแย้ม รวมถึงอ่างเก็บน้ำ หลวงพ่อจ้อย ซึ่งยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์และพัฒนาศักยภาพให้มากเท่าที่ควร หากสามารถศึกษาข้อมูล และฟื้นฟูให้เป็นแหล่งน้ำที่กระจายน้ำ  ไปกักเก็บในบ่อน้ำในที่ส่วนบุคลให้ทั่วถึงน่าจะสามารถแก้ไขปัญหา ภัยแล้งไปได้มาก โดยจะต้องกักเก็บน้ำส่วนเกินในช่วงน้ำหลากของคลองม่วง และลุ่มน้ำ แม่วงก์ ที่ไหลแผ่ข้าม ลุ่มน้ำ   มาเก็บกักไว้ในแหล่งน้ำให้ได้   โดยอาจพิจารณาดึงน้ำบางส่วนจากแม่น้ำปิงเข้ามาใช้ด้วย แต่จะต้องสร้าง ระบบกระจายน้ำขนาดเล็กและบ่อเก็บน้ำขนาดเล็กทั่วทั้งพื้นที่ลาดยาวที่ขาดแคลนน้ำ จากแหล่งน้ำเดิมที่มีอยู่แล้ว ทั้ง 4 แหล่ง

อนึ่ง ข้อเสนอข้างต้นเกิดจากการรวบรวมข้อมูล และมีการศึกษาวิเคราะห์ที่ชัดเจนทางวิชาการอยู่ก่อนแล้ว เราจึง ขอเรียกร้องให้  คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)   คณะรัฐมนตรีซึ่งนำโดย ฯพณฯ พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โปรดรับคำแถลงการณ์นี้ไว้พิจารณา
เราแนวร่วมนิสิต นักศึกษา รักษาธรรมชาติ มิได้มีเจตนาที่จะคัดค้านหรือขัดขวางการกระทำใดที่จะก่อให้เกิดความเจริญ และความมั่นคงของชาติ  แต่เราของวิงวอนให้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เป็นธรรม มีเหตุผล และตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของ ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย  เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียใจในภายภาคหน้าจากการกระทำที่เร่งร้อน จนหลงลืมและละเลย ผลกระทบในเชิงลบต่อธรรมชาติที่จะตามมา  และการตัดสินใจเรื่องธรรมชาตินี้นั้น เป็นหนทางที่ ไม่อาจย้อนกลับมา หากก้าว ผิดพลาด และไม่อาจทำให้เป็นเหมือนเดิมได้อีก

เราขอ หากท่านได้ยินเสียงของสรรพสัตว์และธรรมชาติ คงเป็นเสียงของการวิงวอนว่าหากแม้ชีวิตของเขา บ้านของเขา และแหล่งอาหารของเขาจะต้องถูกทำลายลง ด้วยเหตุผลบางประการ ขอให้เราประชาชนทั้งหลายและผู้มีส่วนตัดสินใจ จงพิจารณาอย่างรอบคอบ รอบด้านและรอบรู้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเสียสละอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ นี่จึงเป็นโอกาสดีอีกครั้งที่เหล่านิสิต นักศึกษา และประชาชนผู้ใส่ใจในธรรมชาติ จะได้แสดงพลังของความห่วงใย ทั้งต่อชาวบ้าน สัตว์ป่า และป่าไม้ที่กำลังจะได้รับความเดือดร้อนจากรายงานดังกล่าว เพื่อรักษา เจตนารมณ์ของเราในการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้อุดมสมบูรณ์ตลอดไปเพื่อประเทศ เพื่อธรรมชาติ เพื่อสัตว์ป่าและประชาชน...

แนวร่วมนิสิต นักศึกษา รักษาธรรมชาติ
16 พฤศจิกายน พ.ศ.2557

นนรธ

แนวร่วมนิสิต นักศึกษา รักษาธรรมชาติ (นนรธ.)
ประกอบด้วย
1. ชมรมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2. ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
3. ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4. ชมรมรักษ์ป่า รักษ์ธรรมชาติ รักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ (ชมรม ๓ รักษ์) คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
5. กลุ่มยุวชนธรรมศาสตร์เพื่อประชาชน (LYTP)
6. กลุ่มเสรีนนทรี ม.เกษตรศาสตร์
7. ชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
8. ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิยาลัยเกษตรศาสตร์
9. กลุ่มนิสิตจุฬาฯคัดค้านเขื่อนแม่วงก์
10. กลุ่มลูกชาวบ้าน ม.บูรพา
11. กลุ่มนิสิตคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ มหาวิทยาลับเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน
12. ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยบูรพา
13. กลุ่มหยดน้ำ ม.รังสิต
- ชมรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
- ชมรมสังคมธรรมาธิปไตย
- ชมรมทักษิณสัมพันธ์
- ชมรมรักษ์สิ่งแวดล้อม
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง