• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ ความต้องการการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ... แม้มีโลกสองใบ ก็คงไม่พอ

ความต้องการการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ... แม้มีโลกสองใบ ก็คงไม่พอ

อีเมล พิมพ์ PDF

ทำลายป่า'สัตว์ป่าสำคัญอย่างไร? ทำไมเราต้องออกมารณรงค์ให้รักษาสัตว์ป่า?' คงเป็นคำถามที่อยู่ในใจหลายๆ คน หากจะให้บรรยายถึงความสำคัญของสัตว์ป่า คงต้องมีหน้ากระดาษมากมายสำหรับใช้บรรยาย แต่สามารถกล่าวให้เห็นภาพง่ายๆ หากไม่มีสัตว์ป่า ก็ไม่มีป่า และหากไม่มีป่า ก็จะไม่มีสัตว์ป่าเช่นกัน และถ้าไม่มีป่า... คงพอจะเดาได้แล้วใช่หรือไม่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับมนุษย์

สัตว์ป่า จัดเป็นหนึ่งในระบบนิเวศของป่า มีหน้าที่ขับเคลื่อนกลไกให้ระบบนิเวศสามารถเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ไม่ว่าจะสัตว์น้อยใหญ่ ล้วนก็มีความสำคัญต่อระบบนิเวศและความหลากหลายของสัตว์ป่าด้วยกันทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น ผึ้งตัวเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายเกสรดอกไม้จากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง หากไม่มีผึ้ง ดอกไม้ก็จะไม่ได้รับการผสม เมล็ดพืชก็จะไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ เป็นผลกระทบต่อเนื่องไปเป็นลูกโซ่ ดังนั้น สัตว์ป่าแต่ละตัว ก็ล้วนมีความสำคัญในตัวของมันเอง ไม่ว่าจะตัวเล็กอย่างผึ้ง หรือตัวใหญ่อย่างเสือ หรือช้างล้วนมี และที่ที่สัตว์ป่าสมควรจะอยู่คือป่า... ไม่ใช่กรง หรือบนฝาผนัง


จากรายงานของกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ซึ่งจัดทำขึ้นทุกๆ 2 ปี เพื่อรายงานผลการวิจัยชี้แจงข้อมูลแนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรโลก วัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรของโลกในด้านต่างๆ เช่น สัตว์ป่า ผืนป่า แหล่งน้ำ และพลังงานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประชากรมนุษยชาติ โดยในปี 2014 นี้จัดเป็นฉบับที่ 10 ซึ่งมีแนวโน้มพบว่า ตลอด 40 ปี ที่ผ่านมา จำนวนสัตว์ป่าถูกล่าและสูญพันธุ์ไปมากกว่าครึ่งจากที่เคยมีด้วยฝีมือของมนุษย์

นอกจากนั้น รายงานยังระบุอีกว่ามนุษย์มีการใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติเกินกว่าที่ธรรมชาติจะผลิตมาทดแทนใหม่ได้ทัน หรือในบางครั้งมีการคุกคามไปถึงต้นทุนของธรรมชาติ เช่น นอกจากจะตัดไผ่จนเหลือแต่กอแล้ว ยังขุดหน่อไม้ไปกินอีกด้วย คำถามที่ตามมาคือ แล้วไผ่จะสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างไร? ซึ่งจากผลการสำรวจพบว่า หากต้องการผลิตทรัพยากรให้ทันความต้องการของมนุษย์ เราต้องการโลกอีก 1.5 ใบ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เรามีโลกเพียงแค่ใบเดียว และเราจะไปหาพื้นที่โลกอีก 1.5 ใบมาจากไหนเพื่อจะผลิตทรัพยากรต่างๆ ป้อนให้ทันความต้องการที่ไม่มีวันสิ้นสุดของมนุษย์

Marco Lambertini ผู้อำนวยการ WWF International กล่าวถึงสถานการณ์ครั้งนี้เอาไว้ว่า “ข้อมูลที่แม่นยำและพิสูจน์ได้ของรายงาน Living Planet Report ฉบับล่าสุดนี้ ได้เฉลยความจริงที่ว่าเราชะล่าใจมานานและเหลือเวลาอีกไม่มากนักสำหรับอนาคตที่ยั่งยืนของโลก เราจำเป็นที่จะต้องคว้าโอกาสไว้ในขณะที่เรายังสามารถทำได้ เพื่อผลประโยชน์ที่จะเกิดต่ออนาคตของมนุษยชาติรุ่นหลังและโลกใบนี้ที่ซึ่งเป็นบ้านเพียงหลังเดียวของพวกเราทุกชีวิต”

การเปรียบเทียบแนวโน้มของดัชนีชี้วัดความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ ที่มีระดับค่าเฉลี่ยรายได้ของประเทศต่างกันแสดงให้เห็นความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในขณะที่ประเทศที่มีรายได้สูงมีการเพิ่มขึ้นของความหลากหลายทางชีวภาพ ร้อยละ10 ประเทศที่มีรายได้ปานกลางความหลากหลายทางชีวภาพลดลง ร้อยละ 18 และลดลง อย่างมากในประเทศที่มีรายได้น้อยร้อยละ 58 (อ้างจากรายงานของ Living Planet Report 2014, WWF) สืบเนื่องมาจากความต้องการทางท้องถิ่น รายได้ส่วนมากจึงมาจากการหาของป่า ล่าสัตว์ ทั้งทางบก และทางทะเล ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ปัญหาการคุกคามถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ

ทำลายป่า

ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าตกใจคือ ในปี 2010 รอยเท้านิเวศโลกมีขนาด 18,100 ล้านเฮกแตร์โลกหรือ 2.6 เฮกแตร์โลกต่อคน ความสามารถในการรองรับเชิงชีวภาพทั้งหมดของโลก คือ 12,000 ล้านเฮกแตร์โลกหรือ 1.7 เฮกแตร์ โลกต่อคน โดยรอยเท้านิเวศ (The Ecological Footprint)ในที่นี้ คือการรวบรวมความต้องการทางนิเวศ บริการของมนุษย์ซึ่งแข่งขันกันในเชิงพื้นที่ ได้แก่ พื้นที่การผลิตทางชีวภาพ หรือ ความ สามารถรองรับเชิงนิเวศของโลก (bio capacity) ที่จำเป็นสำหรับการเพาะปลูก ทุ่งเลี้ยง สัตว์ สิ่งปลูกสร้าง การประมง หรือผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ รวมถึงพื้นที่ป่าที่จำเป็นต่อการดูด ซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในส่วนที่ไม่สามารถดูดซับได้โดยมหาสมุทรทั้งความสามารถ รองรับเชิงนิเวศของโลกและรอยเท้านิเวศแสดงในหน่วยที่เรียกว่า เฮกแตร์โลก (global hectare; gha) จะเห็นได้ว่าความสามารถในการรองรับของธรรมชาติลดน้อยลงทุกขณะ (อ้างจากรายงานของ Living Planet Report 2014, WWF) ตรงกันข้ามกับความต้องการใช้ทรัพยากรของมนุษย์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

แล้วเราจะสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างไร หรือเป็นหน้าที่ใครที่ต้องช่วยเหลือป่าของเราบ้าง?

เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ไม่ใช่สถานการณ์แค่ระดับท้องถิ่น ภูมิภาค หรือระดับประเทศ แต่กลายเป็นปัญหาระดับโลกที่ต้องการความช่วยเหลือร่วมมือจากทุกๆ ฝ่าย ด้วยการดำเนินงานภายใต้มุมมองของโลกใบเดียวกัน นั่นคือการที่ต่างคนต่างสำนึกว่าโลกใบนี้ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของเราทุกๆ คน และเราจะทำอย่างไรที่จะบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้มีใช้อย่างยั่งยืนไปถึงรุ่นลูกรุ่น เพื่อให้มั่นใจได้ว่า จะมีความมั่นคงทางอาหาร น้ำและพลังงานสำหรับทุกคน ต้องช่วยกันรักษาต้นทุนทางธรรมชาติ ฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสียหาย ยับยั้งการ สูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยที่มีความสำคัญ และขยายพื้นที่คุ้มครอง การผลิตที่ดีกว่า ลดปัจจัยการผลิตและของเสียการจัดการ ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเพิ่มการผลิต พลังงานทดแทน เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่สามารถเริ่มต้นได้ในครอบครัวเล็กๆ ไปจนถึงการจัดตั้งเป็นนโยบายระดับชาติ

หากยังสงสัยว่าจะทำสำเร็จได้อย่างไร ความสำเร็จอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นภายในชั่วข้ามวัน เช่นเดียวกับการที่เราใช้ทรัพยากรกันอย่างฟุ่มเฟือยมาตลอดหลายสิบปี ส่งผลให้โลกเกิดวิกฤตเช่นนี้ได้ เราอาจจะต้องใช้เวลาเป็นเท่าตัวในการทำให้โลกของเรากลับมาอยู่ใกล้เคียงกับสภาพเดิมมากที่สุด

หากนึกท้อใจ ลองจินตนาการดูเถิดว่า การเด็ดดอกไม้เพียงดอกเดียวสะเทือนถึงดวงจันทร์ฉันใด การกระทำเล็กๆ ของเรารวมกันหลายๆ คน ก็อาจเปลี่ยนโลกได้ฉันนั้น

ทำลายป่า

 

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร