• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ 10 ปี โครงการจอมป่า : การจัดการที่ดินในผืนป่าอนุรักษ์

10 ปี โครงการจอมป่า : การจัดการที่ดินในผืนป่าอนุรักษ์

อีเมล พิมพ์ PDF

ปัญหาที่ดินปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ป่าที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในประเทศไทย ความขัดแย้งระหว่างคนในชุมชน และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ยังเป็นปัญหาหลักของการดูแลจัดการพื้นที่อนุรักษ์ แม้ในป่าตะวันตกซึ่งเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ก็ประสบปัญหาดังกล่าวเช่นเดียวกัน แต่ในปัจจุบันจากการทำงานร่วมกันของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และการประสานงานของหน่วยงานเอกชนอย่างมูลนิธิสืบนาคะเสถียร มานานกว่า 10 ปี ในโครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมในผืนป่าตะวันตก หรือมีชื่อว่าโครงการจอมป่า ทำให้ป่าตะวันตกกำลังเกิดสันติสุข คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้ และขณะเดียวกันก็ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ในการร่วมกันรักษาป่าใหญ่อย่างยั่งยืน

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการเกิดสันติสุขให้เกิดขึ้นในผืนป่าตะวันตก คือการเข้าไปทำงานเรื่องการจัดการที่ดินในผืนป่าอนุรักษ์ ในที่นี้ขอยกตัวอย่างพื้นที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางที่เป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งในผืนป่าทั้งสองแห่งมีชุมชนดั้งเดิมตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีรากวัฒนธรรมที่ค่อนข้างแข็มแข็งในการยึดติดกับประเพณีและความเชื่อ อีกทั้งชุมชนเหล่านี้ ยังเป็นชุมชนที่อยู่มาก่อนจะมีการประกาศพื้นที่อนุรักษ์


"ในช่วงการประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ หรือมรดกโลกแรกๆ นั่นล่ะเป็นจุดเริ่มต้นระหว่างปัญหาของชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่อนุรักษ์” ยุทธชัย บุตรแก้ว หัวหน้าภาคสนามพื้นที่อุ้มผาง เริ่มต้นการเสวนาด้วยที่มาของปัญหา โดยหัวหน้าภาคสนามคนนี้ได้กล่าวต่อไปว่า ด้วยความไม่เข้าใจ เพราะชาวบ้านคิดว่าเขาอยู่มาก่อน ทำมาหากินบนพื้นที่นี้มานานจึงได้เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างชุมชนกับเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ที่นำกฎหมายเข้าไปปฏิบัติ และจากความไม่เข้าใจนี่เองที่กลายเป็นปัญหาสะสมมาเรื่อยๆ

“ประมาณปี 2547 พื้นที่ในตอนนั้นความขัดแย้งมีสูงมาก จนเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ไปไหนมาไหนต้องพกปืนแม้กระทั่งตอนนอน เพราะโดนดักยิง ชาวบ้านก็โดนไล่จับ ต่างฝ่ายต่างมองว่าเป็นศัตรูกัน"

ยุทธชัยกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในช่วงการเข้าไปในพื้นที่ต่อไปอีกว่า "เราต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะได้เริ่มงานจริงๆ เราต้องเริ่มจากเข้าถึงชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านไว้ใจ เพราะฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็มีกฎระเบียบของเขา ทางมูลนิธิสืบนาคะเสถียรในตอนนั้นยังไม่มีการดำเนินงานในส่วนของชุมชน ชาวบ้านเองเขาก็มีวัฒนธรรม แบบแผนประเพณีของเขา มันถึงต้องใช้เวลาตลอดหนึ่งปีเต็มๆ ในการทำความเข้าใจ และหาจุดร่วมทั้งสองฝ่าย"

ยุทธชัยเล่าถึงการทำงานในช่วงปีแรกให้ฟังว่า ส่วนใหญ่เป็นการเดินเข้าเดินออกหมู่บ้าน ไปนั่งคุย กินกาแฟ สร้างความคุ้นเคยกับชาวบ้าน พูดคุยประเด็นของจุดประสงค์ของโครงการให้ฟังว่าโครงการนี้จะให้อะไรชาวบ้านบ้าง ชุมชนจะได้อะไร แล้วทางเจ้าหน้าที่หรือมูลนิธิสืบนาคะเสถียรจะได้อะไรบ้าง

“บรรยากาแรกๆ บรรยากาศมาคุมาก ห้านาทีเหมือนห้าปี สายตาที่ชาวบ้านมองมามันมีทั้งความสงสัยปนกับความไม่ชอบหน้า แต่พอคุยกันบ่อยๆ บรรยากาศก็เริ่มผ่อนคลายลง จนปีต่อมาเราเริ่มสอดแทรกกิจกรรมอื่นๆ เข้าไป เช่น ชวนชาวบ้านทำน้ำยาล้างจาน ไปอบรมน้ำส้มควันไม้ กิจกรรมเหล่านี้มันช่วยให้เราได้ผูกมิตรกับชาวบ้าน และสามารถต่อยอดไปสู่กิจกรรมอื่นๆ ได้ อย่างเช่น ชวนเขาตั้งคณะกรรมการหมู่บ้าน ช่วยกันทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับหมู่บ้านด้วยว่าใครอยู่ตรงไหน ตั้งข้อตกลงกับชาวบ้านว่าทำพื้นที่ได้ถึงตรงไหน ตรงไหนห้ามทำ โชคดีที่ผมเป็นคนในพื้นที่ คือผมเป็นคนอุ้มผาง เลยพอเข้าใจสภาวะคนในพื้นที่ว่าเขาต้องการอะไร เขาต้องการแค่พื้นที่ปลูกข้าว ถ้าตรงนี้ไม่ให้เขาเข้า แต่เขามีที่ปลูกพืชแล้ว เข้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”

“ความขัดแย้งมันหายไปเมื่อเราจับจุดได้ว่าเขาต้องการอะไร เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทุกวันเดินเข้าหมู่บ้าน ชาวบ้านเรียกขึ้นไปกินข้าวบนบ้านเลย จากเมื่อก่อนเดินเข้าหมู่บ้านยังเดินแทบไม่ได้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว"

กะเหรี่ยง

นอกจากเขตเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อีกหนึ่งพื้นที่ทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร อย่างเขตรักษาพันธุ์ทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก ก็ประสบปัญหาการขัดแย้งไม่ต่างกัน ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นรเศวรก็มีชาติพันธุ์กะเหรี่ยงอาศัยอยู่ แม้จะมีชุมชนน้อยกว่าที่อุ้มผางก็ตาม

ปราโมทย์ ศรีใย ผู้ประสานงานแผนงานจัดการชุมชนในผืนป่าตะวันตก ซึ่งเดิมเคยเข้าไปฝังตัวทำงานอยู่กับชุมชนในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตกเล่าสภาพปัญหาที่พบให้ฟังว่า “ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ก็ไม่ต่างกับอุ้มผาง คือเรื่องปัญหาที่ทำกินโดยเฉพาะเรื่องไร่หมุนเวียน ในฐานะที่เราเป็นคนกลางในการประสานงานในพื้นที่ การเข้าไปในพื้นที่เราจำเป็นต้องปรับทัศคติของตนเองก่อนให้เรียนรู้ทั้งสองฝ่าย หนึ่งคือเรียนรู้บทบาทของเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ สองคือเรียนรู้วัฒนธรรมและหลักคิดแนวคิดของชาติพันธุ์ในพื้นที่"

“ในพื้นที่ทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เราเข้าไปเราก็ต้องเรียนรู้เรื่องพวกนี้ ชาวกะเหรี่ยงจะนับถือธรรมชาติมาก มีเทพเจ้าคุ้มครองต้นไม้ ต้นน้ำ ตรงนี้เป็นพื้นที่ห้ามเพาะปลูกเพราะความเชื่อของเขา ทำให้ชาวบ้านมีการปลูกป่าแบบหมุนเวียน คือจะใช้พื้นที่ตรงนี้หนึ่งปี แล้วหลังจากเก็บเกี่ยวก็จะทิ้งไว้ห้าปี หรือแปดปีค่อยกลับมาทำตรงนี้อีก ปีต่อมาก็เคลื่อนไปทำที่อื่น การจะเข้าไปทำงานในพื้นที่นี้จึงต้องอาศัยความเข้าใจในวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างมาก เราอาศัยหลักเหมือนกับที่พี่ยุทธชัยพูดคือ ปรับทุกข์ ผูกมิตร ปักหลัก ชักชวน ก่อตั้ง”

“ไปแรกๆ ก็เจอปัญหาเดียวกันครับ ไม่มองหน้าเลย ยิ่งกางแผนที่นี่ไล่เลย เพราะแกเป็นสหายปฏิวัติเก่า แกชี้หน้าผมเลย อย่ากางแผนที่ ไอ้เราก็อ้าว! ทำไมเป็นแบบนั้น แกสอนว่า ถ้าจะอยากรู้จักเรา ไม่ต้องเอาวิชาการมาคุย มาเรียนรู้กัน มาดูมาคุยกัน"

ผู้ประสานงานแผนงานจัดการชุมชนในผืนป่าตะวันตก มองว่า ชาวกะเหรี่ยงเองก็มีวิถีในการรักษาป่า ดูแลป่าในแนวทางของวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง ขณะเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็มีแนวทางในการรักษาป่าของเจ้าหน้าที่ จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ภาคสนามมูลนิธิสืบนาคะเสถียรที่ต้องดำเนินการผสานการรักษาป่าของสองแนวทางให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

"หลักที่สำคัญของชาวบ้านกะเหรี่ยงโผล่วคือหลักพุทธศาสนา ผมต้องไปอ่านพระไตรปิฎกแล้วมาคุยกันเรื่องป่าชุมชน สิ่งแรกที่ต้องจัดการคือเรื่องไร่หมุนเวียน ถ้าเรายังปล่อยให้ทำไรหมุนเวียนกันอยู่แบบนี้ ป่าไม่เหลือแน่ เลยเริ่มจัดทำฐานข้อมูลเรื่องไร่หมุนเวียน จากหมู่บ้านที่เข้าถึงง่ายหน่อย อยู่ใกล้เมือง และมีอาสาสมัครมูลนิธิสืบนาคะเสถียรของเราอยู่ในนั้นจะได้พูดคุยกันได้ง่ายๆ เราต้องอาศัยการปรับวัฒนธรรมของชาวบ้านให้เข้ากับงานอนุรักษ์ของเรา เช่น บางหมู่บ้านจะมีพื้นที่ห้ามทำไร่ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ พวกนี้ต้องนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับการจัดการที่ดินในพื้นที่อนุรักษ์"

ขณะเดียวกัน ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ประสานงานระหว่างชาวบ้าน หรือเจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบเท่านั้นที่ต้องทำงานร่วมกัน แต่เจ้าหน้าที่ป่าไม้โดยเฉพาะในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางเองก็มีส่วนร่วมในการเข้าจัดการดูแลที่ดินพื้นที่อนุรักษ์เช่นกัน

มงคล คำสุข หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ก็ยอมรับว่าการทำงานกับชุมชนที่มีวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมสืบทอดมานานจะเอากฎหมายเข้าไปจัดการเลยก็คงเป็นเรื่องที่ยาก จำเป็นต้องมีการศึกษาและทำความเข้าใจร่วมกันเสียก่อนถึงจะทำงานร่วมกันได้

การจัดการที่ดิน

"ในการเข้าไปทำงาน เราจะเอาแต่ส่วนงานของเราเข้าไปอย่างเดียวไม่ได้ เพราะตัวชุมชนเองเขาก็มีต้นทุนของเขาอยู่แล้ว เราต้องเอาแนวคิดของเราไปคุยกับเขาว่าแนวคิดตรงกันไหม การที่กว่าจะคุยกันรู้เรื่องเราต้องแลกเปลี่ยนกันว่าแนวคิดเราตรงกับชุมชน เขาถึงจะยอมฟัง และให้เราเข้าไปทำงานร่วมกับเขา อย่างในป่าตะวันตกเขาก็จะมีความเชื่อเกี่ยวกับฤาษี ถ้าเราเข้าใจตรงกัน เราก็จะทำงานได้ง่ายขึ้น"

การทำงานเพื่ออนุรักษ์ป่านั้น จึงไม่ได้ทำงานเพียงแค่กับต้นไม้หรือสัตว์ป่า แต่คนในชุมชนแวดล้อมป่า ก็เป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมสนับสนุนการดูแลป่าให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น การจัดการที่ดินในเขตพื้นที่อนุรักษ์ จึงต้องอาศัยการร่วมงานกับชุมชน สร้างความเข้าใจถึงวัฒนธรรม และจุดประสงค์ของการเข้าไปทำงานในป่าให้คนในชุมชนเห็นค่าถึงสิ่งที่ทางมูลนิธิ อาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมมือกันอยู่ เพื่อให้เกิดการร่วมมือระหว่างทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน ก่อให้เกิดเป็นเครือข่ายในการดูแลและป้องกันป่า อยู่กันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยทั้งคนและป่า โดยไม่ต้องใช้ข้อกฎหมายใดๆ เพียงแค่ใช้ใจ ความเข้าใจ และความรักหวงแหนในผืนป่าตะวันตกที่สร้างร่วมกันมาตลอด 10 ปี เท่านั้นก็เพียงพอ

จอมป่า
เวทีเสวนา 10 ปีจอมป่า การจัดการที่ดินในผืนป่าอนุรักษ์
จากซ้ายไปขวา ผู้ดำเนินรายการ, มงคล คำสุข หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง
ยุทธชัย บุตรแก้ว และปราโมทย์ ศรีใย เจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

 

 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร