• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก เราทำงานให้พี่สืบ ศศิน เฉลิมลาภ บทความโดยศศิน เฉลิมลาภ [สัมภาษณ์] คำสารภาพของศศิน เฉลิมลาภ หนึ่งปีเดินเท้าผ่านไป แต่งานอนุรักษ์ยังคงเดินไม่มีพัก

[สัมภาษณ์] คำสารภาพของศศิน เฉลิมลาภ หนึ่งปีเดินเท้าผ่านไป แต่งานอนุรักษ์ยังคงเดินไม่มีพัก

อีเมล พิมพ์ PDF

ศศิน เฉลิมลาภเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว ชายคนหนึ่งที่เดินเท้าจากป่าแม่วงก์เป็นที่สนใจจากสังคมผ่านสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ก ย่างก้าวจากป่าเพื่อประกาศให้คนไทยตระหนักรู้ว่าการสร้างเขื่อนในป่าแม่วงก์เป็นทางเลือกที่ไม่คุ้ม และทำลายความหลากหลายทางชีวภาพของผืนแผ่นดินของคนไทยทุกคน การเดินเพื่อรักษาป่า เกิดขึ้นเพื่อให้คนไทยได้ตอบรับความคิดและเดินตามทั้งนัยความหมายจริงและแฝง การเดินเท้าโดยมีโซเชียลเน็ตเวิร์กอยู่ในมือ สร้างกระแสได้ประสบผลสำเร็จ ปลุกกระแสอนุรักษ์ให้ฟื้นตื่นอีกครั้ง


วันนั้นศศิน เฉลิมลาภ เดินเท้าเข้าสู่หอศิลป์กรุงเทพมหานครตามด้วยขบวนเดินยาวเยียด มีผู้ร่วมความคิด และสื่อมวลชนรอรับอยู่อย่างคับคั่ง หนึ่งปีผ่านไป เบื้องลึกเบื้องหลังของการเดินเท้าอันเต็มไปด้วยรายละเอียด  ในวันนี้  ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสียร ยังยืนยันอุดมคติมั่นคงเช่นเดิม 

ถามย้อนกลับไปถึงเมื่อครั้งเดินเท้าหนึ่งปีผ่านไปแล้ว (เริ่มเดินวันที่ 10 กันยายน จากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ มว.4 (แม่เรวา) ถึงหอศิลป์กรุงเทพมหานครวันที่ 22 กันยายน 2556) ศศินบอกว่าเดินจบแล้ว แต่ก็ยังคงเหนื่อยอยู่ สิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นมาคือเพื่อนฝูง การตัดสินใจเดินในวันนั้น เป็น “แรงสุดท้าย” ของการพยายามยับยั้ง EHIA โครงการเขื่อนแม่วงก์ ต้นคิดมาจากการเห็นข่าวการประท้วงในต่างประเทศ ที่ผู้ประท้วงว่ายน้ำข้ามช่องแคบ
เห็นข่าวต่างประเทศทางโทรทัศน์เป็นคนว่ายน้ำข้ามช่องแคบ ประท้วงอะไรสักอย่าง มันดึงความสนใจจากสาธารณชนและสื่อมวลชนมาได้ ดูจากทีวีเห็นคนเขาสนใจกันเพียบเลย เราก็คิดว่า เออ ถ้าเราเดินจากแม่วงก์ หรือเดินจาก กรุงเทพฯ ไปแม่วงก์ อาจจะสร้างความสนใจให้กับสาธารณชนได้ ก็เลยเลือกวิธีเดิน ความคิดแรกเลยคือจะเดินไปประท้วงการผ่านรายงานของคณะกรรมการผู้ชำนาญการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ตรงพระรามหก) คิดว่าอาจจะไปวางหรีดเป็นสัญลักษณ์ แล้วเดินไปแม่วงก์ คราวนี้มีอดีตคณะกรรมการมูลนิธิสืบ ซึ่งเขาเป็นนักยุทธศาสตร์ เขาฝากมาว่ายิ่งเดินมันยิ่งหมดแรง ยิ่งเดินไปยิ่งลดทอนกำลัง สู้เดินจากป่าเข้ามาเพิ่มกำลังที่กรุงเทพฯ ไม่ได้ ทุกคนก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้

 


ผ่านการคิดมาหลายรอบแล้วว่าจะเป็นการรณรงค์ที่จะทำให้สังคมหันมาสนใจโครงการเขื่อนแม่วงก์อีกครั้ง
คิดไว้ คิดสิ ต้องคิด ถ้าไม่คิดเราไม่เดินหรอก เพราะว่าเราเห็นเขาว่ายน้ำข้ามช่องแคบ ถ้าเราประท้วงแบบฝรั่ง มีสัญลักษณ์ก็น่าจะมีคนสนใจบ้าง โดยเฉพาะสื่อที่หวังไว้เยอะ  ที่คิดไว้ คือหนังสือพิมพ์ยังไงก็ทำข่าวอยู่แล้ว แต่ที่เราหวังคือสื่อโทรทัศน์  ทำข่าวคนบ้าเดินเนี่ยยังไงมันก็ต้องเป็นข่าว

จังหวะทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญ?
ช่วงนั้นมันเป็นช่วงที่เหมาะสม  คือในเป็นช่วงที่ พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมกำลังเป็นที่สนใจ และเป็นช่วงพักพระราชบัญญัตินิรโทษฯ คือกำลังเข้ากรรมาธิการ ช่วงนั้นก็กำลังไม่มีข่าวอะไรที่น่าสนใจกว่านี้  เป็นช่วงเวลาที่การทำงานแคมเปญเป็นช่วงที่ทำได้

ผมคิดว่า (การเมือง) ก็คงมีส่วนนะ เพราะตอนนั้นกระแสคนที่ไม่ชอบรัฐบาลก็มีอยู่เยอะ เราคัดค้านโครงการของรัฐก็มีกระแสการเมืองช่วย แต่จริงๆ ก็ค้านตั้งหลายรัฐบาลแล้วล่ะ ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลนี้ สำหรับเราแล้วถ้าค้านช่วงนี้ผู้คนที่กำลังมองเห็นข้อผิดพลาดบกพร่องของรัฐ ส่วนหนึ่งก็อาจจะมามองข้อมูลตัวนี้เพิ่มขึ้น และรวมถึงว่าโครงการเขื่อนนี้ถูกควบรวมไปกับโครงการการจัดการน้ำ ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลในขณะนั้น ดังนั้นคนที่ได้รับความเดือนร้อนจากโครงการจัดการน้ำของรัฐก็จะมาสนใจโครงการย่อย ในโมดูล A1 ก็คือเขื่อนแม่วงก์นี้ด้วย

ศศิน เฉลิมลาภ

เฟซบุ๊กคือสื่อของการรณรงค์เดินเท้า นับเป็นมิติใหม่ของการรณรงค์ของวงการอนุรักษ์ที่นำโซเชียลมีเดียมาใช้อย่างเต็มที่ และประสบผลเกินคาด ศศินบอกว่า การใช้โซเชียลมีเดีย เป็นยุทธศาสตร์ของมูลนิธิสืบฯ
กระแสของโซเชียลมีเดีย เริ่มมาตั้งแต่ช่วงปี 51 ถึง 52 ซึ่งทีมประชาสัมพันธ์ของมูลนิธิสืบฯ เสนอว่าผู้บริหารต้องทำให้เป็น  ต้องทวิตเตอร์ เหมือนอดีตนายกทักษิณทวิตกลับมาเมืองไทย สมัยนั้นคุณสิทธิชัย หยุ่น เป็นคนนำ แต่ปรากฏว่าพอใช้ทวิตเตอร์แล้วเราพบข้อจำกัด คือ หนึ่ง มันต้องมีคนติดตาม มีคนรู้จักเราอยู่แล้ว ปรากฏว่า เราไม่ดังจริง ตอนแรกเราพบว่าเราอยากจะทวิตงานของมูลนิธิ แต่ปรากฏว่าไม่มีคนตาม แล้วเราก็มีปัญหาเรื่องการสื่อสารสั้นๆ รวมถึงข้อจำกัดในพื้นที่ทำงานของเรา เมื่อก่อนไม่มีสมาร์ทโฟน ต้องเล่นหน้าคอมพิวเตอร์อย่างเดียว ในบริเวณที่มี wifi วิถีชีวิตเราไม่สามารถที่จะมาทวิตเรื่องสั้นๆ ได้ในพื้นที่ทำงาน ก็ลองทวิตอยู่ประมาณสองสามเดือน ก็ได้ประโยชน์กับการรู้ข้อมูลของคนอื่น แต่ข้อมูลของเราไม่ไปถึงไหน ก็เลยลองเปลี่ยนมาใช้เฟซบุ๊ก ปรากฏว่ามันง่ายกว่า เพราะมันใส่รูปกับข้อความได้ยาวกว่า และมีเวลาที่กลับมาใคร่ครวญ ค่อยๆ รวบรวมความคิดได้เยอะกว่า มีรายละเอียดได้มากกว่า

เริ่มใช้เฟซบุ๊กตั้งแต่ปี 2552 ในฐานะยุทธศาสตร์หลักของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร หลังจากที่พบว่าเวทีของการอนุรักษ์ซบเซาลงมาก และหลายครั้งการใช้เฟซบุ๊กก็เป็นการทดลองการใช้สื่ออย่างมีเป้าหมาย
หลายครั้งที่เป็นงานทดลองใช้สื่อ ย้อนไปสมัยที่มีการเจรจากับคุณอภิสิทธ์และคุณหมอเหวง เราก็ทดลองใช้สื่อของเราในการวิพากษ์วิจารณ์ติดตามการเจรจาผ่านเฟซบุ๊ก ปรากฏว่าเป็นวงที่มีรสชาติมาก มีคนให้ความเห็นต่างๆ ว่า ฝ่ายนั้นพูดดีฝ่ายนั้นพูดไม่ดี เรารู้สึกว่าเราได้เรียนรู้ว่าเฟซบุ๊กมันใช้ทำอะไรได้เยอะ มันเป็นเรียลไทม์ได้ เราได้ปฏิสัมพันธ์กับคนที่เราได้แต่อ่านหนังสือของเขา เช่น สุรวิชช์ วีรวรรณ เวลาเราท้วงติง ไม่ถูกใจ เขาก็เข้ามาวิวาทะกับเรา พอเราเจอรุ่นใหญ่แบบนี้มาปะทะเข้ามาในเฟซบุ๊ก มันทำให้เราเห็นว่า สื่อนี้มันทำให้เราเข้าถึงบุคคลที่เป็นสาธารณะ และสื่อมวลชนได้ ปฏิสัมพันธ์กันได้จริงๆ ทั้งหน้าวอลล์และกล่องข้อความ

อ่านฉบับเต็มได้ที่ นิตยสารสกุลไทย รายสัปดาห์ ฉบับที่ 3122 / 18 สิงหาคม 2557

ศศิน เฉลิมลาภ

 

 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง