• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

เรื่องบิลลี่ หายไป

อีเมล พิมพ์ PDF
บิลลี่หนุ่มกะเหรี่ยงหายไปหลังจากหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เอาตัวไปสอบ และอ้างว่าปล่อยมาแล้ว
เรื่องนี้ ผมไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเพราะไม่ได้ทำงานในพื้นที่นี้
แต่ในหลักการกว้างๆ กรมอุทยานแห่งชาติต้นสังกัดของหัวหน้าชัยวัฒน์ ก็ต้องออกมาชี้แจงว่าจะสืบสอบอย่างไรกับพฤติกรรมที่ผู้คนกำลังสงสัยหัวหน้าอุทยานผู้โด่งดังจากกรณี ฮ.ตก เมื่อหลายปีก่อน
ส่วนผิดจริง ผิดไม่จริง ก็ว่ากันไปตามพยานหลักฐาน แต่ต้นสังกัดควรออกมาทำงานก่อน
...........
หัวหน้าชัยวัฒน์ รูปหล่อ ปากหวาน ทำงานเก่ง ได้ใจลูกน้อง แบบนักเลงเมืองเพชร ผมเคยเข้าไปคุยกับเขาเมื่อกรณีออกข่าวเถาวัลย์คลุมป่าแก่งกระจานเมื่อหลายปีแล้ว ( ตอนนี้ไม่รู้ความคืบหน้า) หัวหน้าใช้หลักวิชาการชี้แจง น่าเชื่อถือ
ตอนนั้นหัวหน้าเคยเล่าเรื่องเข้าไปจัดการเรื่องกระท่อมกะเหรี่ยงในป่าให้ฟัง ว่า กระท่อมที่เผาทำลายเป็นพื้นที่ที่ย้ายชุมชนออกแล้ว น่าจะในโครงการแก้ไขปัญหาที่ชื่อโครงการปิดทองหลังพระ (ผมได้ยินมาผิดว่าเป็นโครงการช่างหัวมัน) และ มีพี่น้องกะเหรี่ยงนอกประเทศเข้ามาใช้พื้นที่และอาศัย กระท่อม และยุ้งข้าวเก่า เหล่านี้ มาทำกิน จำเป็นต้องทำลายทิ้ง มิเช่นนั้น เมื่อมีการตรวจทางอากาศ ก็จะเห็นเป็นหมู่บ้าน และไม่รู้ว่าใหม่เก่าอย่างไร
ซึ่งเรื่องนี้เข้าใจได้ในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ผมก็ทราบมาเท่านี้ และมาเห็นหัวหน้าปฏิบัติการเข้มแข็งตอนฮ ตก ก็ชื่นชม ให้กำลังใจกันไป เอาเสื้อยืดไปมอบให้เจ้าหน้าที่ด้วยหลายตัว
ต่อมามีข่าวว่าหัวหน้าเผายุ้งข้าว และขัดแย้งรุนแรงกับกะเหรี่ยงดั้งเดิม ที่มีผู้นำ มีชื่อ ปู่คออี้ ผู้อาวุโสอายุร้อยกว่าปี ปู่ของคุณบิลลี่ และมีเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนหลายองค์กรเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน และให้ข้อมูลว่า พี่น้องกะเหรี่ยงอยู่มาแต่ดั้งเดิมในพื้นที่ ซึ่งเห็นว่าข้อมูลสองฝ่ายไม่ตรงกัน
ครั้งหนึ่ง ผมโทรหาหัวหน้าชัยวัฒน์ ถามว่าปัญหาชุมชนเป็นอย่างไร สนใจนำแนวทางที่เราใช้ในโครงการจอมป่าไปใช้ไหม เผื่อช่วยกันได้อย่างไรโดยไม่บานปลายขัดแย้ง หัวหน้า ตอบว่า ปัญหาไม่มากแก้ไขได้โดยใช้โครงการ ผม ก็ไม่ได้ตามข่าวอีก
ต่อมามีข่าวว่าหัวหน้าไปข่มขู่พี่น้องชาวบ้าน และน่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลในระดับพื้นที่ และต่อมาก็พัวพันคดีฆ่า นักการเมืองชาวกะเหรี่ยงที่เป็นแกนช่วยเหลือชาวบ้านท่านหนึ่ง
ดังนั้น เรื่องไม่ดีที่ได้ยินมาของหัวหน้าก็ต้องได้รับการตรวจสอบ จากกรม และตำรวจ ต่อไป และหากมีส่วนเกี่ยวข้องในการหายไปของบิลลี่จริง หัวหน้าก็ต้องรับความผิดไปตามกฏหมาย ส่วนเรื่อง ใครผิดถูกเรื่องชุมชนในป่าก็อีกเรื่องหนึ่ง
..............
เรื่องบิลลี่ เป็นปลายยอดของภูเขาน้ำแข็ง เรื่องความขัดแย้งชุมชนในป่าอนุรักษ์ ที่เริ่มจากการประกาศพื้นที่อนุรักษ์ทับพื้นที่ชุมชนดั้งเดิม ที่แก้ไขปัญหาไม่ได้คาราคาซังมาหลายสิบปี!!
ง่ายๆ คือ ชุมชนทำไร่ข้าวผสมผสานหมุนเวียนอยู่มาก่อนประกาศป่าสงวน และอุทยานที่มาทับอีกทีจริงครับ แต่เป็นส่วนเดียว สมัยปู่อยู่มาก่อน แต่ลูกหลานก็เพิ่มปริมาณขยายที่ไปไกล และทางการก็ไม่ยอมรับไร่หมุนเวียน ไม่วัดที่สำรวจที่ทางให้ หาว่าเป็นไร่เลื่อนลอย
ต่อมา ข้าวโพดก็เข้าไป คนนอกเข้าไปแจม กระบวนการอนุญาตให้อยู่ตามมติ ครม. 30 มิย. 41 ก็ไม่สมบูรณ์ ไม่มีการพิสูจน์สิทธิ ล่าช้ามาถึงปัจจุบัน ไปทำใหม่วันนี้ คงมีคนเกินค่อนหมู่บ้าน เกินแนวภาพถ่ายทางอากาศไปเยอะและก็ไม่รู้ให้เขาไปอยู่ที่ไหน ก็คงต้องอยู่แบบนั้นตามเดิม แต่ไม่สามารถให้สิทธิ
นี่เป็นปัญหาที่มีอยู่กับหมู่บ้านเป็นพันแห่ง คนเป็นแสนๆ คน ในป่า ที่กำลังมีปัญหากับกรมอุทยานทุกวันนี้
.............
แนวทางที่ผมเสนอคือ ต้องรีบใช้มติครม. ที่ว่า อ้างในการให้ชุมชนอยู่ แต่ควบคุมขอบเขตตามปัจจุบันโดยการมีส่วนร่วม ไม่ให้กว้างออกไปเกินจริง รักษาป่าที่เหลือไว้ ส่วนคนนอกที่เข้ามาหาประโยชน์
ชุมชนดั้งเดิม ก็มีกฏกติการักษาป่าร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ พื้นที่อุทยานก็ต้องปรับขบวนการทำงานกับคนให้ยืดหยุ่น แต่ มีอำนาจตามกฏหมายอยู่แล้วที่จะควบคุมมิให้รุกป่าต่อไป
ผมว่าไม่น่าจะมีวิธีอื่น
หัวหน้าชัยวัฒน์เองคิดว่าโครงการที่มีในมือแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมดอาจจะไม่ครอบคลุม เรื่องวิถีวัฒนธรรม ที่ชุมชน พยายามต่อสู้ ก็ควรหาทางออกที่เป็นไปได้สองฝ่ายร่วมกัน
แต่หากขยายที่ปลูกข้าวโพดเป็นพืชเชิงเดี่ยวทำลายป่าเพิ่มมากขึ้น ชุมชนก็ควรต้องรับฟัง และหาทางออกร่วมกัน
...........
หัวหน้าชัยวัฒน์ ต้องพิสูจน์ข้อกล่าวหา เป็นเรื่องส่วนตัว ก็ว่ากันไป
กรมอุทยานต้องออกมายืนยันว่าจะตรวจสอบ ถูกผิด ว่ากันตรงๆ ไม่ปกป้อง
ส่วนเรื่องแก้ไขปัญหาชุมชนในป่า กรมก็ต้องใช้กรณีนี้หาทางแก้ไขให้เร็ววัน ไม่ให้ป่าถูกทำลายเรื่อยๆ แต่ต้องเคารพสิทธิ และความเป็นจริงที่ไม่มีทางเอาป่าคืนมาได้ทั้งหมด ก็คงต้องมีแนวทางที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติได้ ไม่รบรากับชาวบ้านมากนัก
กระทรวงก็ต้องรับรู้ว่ามีปัญหานี้ และหาทางแก้ไขในระดับนโยบายบนกรอบคิดที่รักษาป่าวันนี้ให้มากที่สุด แต่ยอมรับชุมชนที่อยู่มาก่อน สร้างเครื่องมือใหม่ๆ ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติให้ได้
สังคมต้องรับรู้ว่ามีปัญหานี้อยู่ คอยช่วยกันดูว่าฝ่ายราชการเขามาแก้ไขปัญหาหรือไม่อย่างไร ควบคุมให้พอดี ไม่ใช่เอะอะก็จับชาวบ้าน แต่กับนายทุนปล่อยปละละเลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าชาวบ้านถูกเสมอ ก็ต้องว่ากันตามข้อมูลความเป็นจริง และทางการเมืองก็ต้องคิดให้ดีว่า เวลาประกาศให้ที่ดิน ก็เสียป่ามหาศาลเรื่อยไป ทุจริต หาประโยชน์ ทั่งข้าราชการและคนทั่วไป ชุมชนก็ถางป่าเพิ่มต่อ
ทางที่ดีต้องมีการจัดการร่วมกันสองฝ่าย ทั่งชุมชน และกรมอุทยาน
............
ผมว่าทำได้ครับ
ให้กำลังใจทุกฝ่าย
คนหายปลอดภัย
คนผิดต้องได้รับโทษ หากใช้อิทธิพลทำงานจริง
กรมอุทยานแห่งชาติ และกระทรวงทรัพย์ ต้องเร่งทำงานครับ
บิลลี่ กะเหรี่ยงบิลลี่หนุ่มกะเหรี่ยงหายไปหลังจากหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เอาตัวไปสอบ และอ้างว่าปล่อยมาแล้ว

เรื่องนี้ ผมไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเพราะไม่ได้ทำงานในพื้นที่นี้

แต่ในหลักการกว้างๆ กรมอุทยานแห่งชาติต้นสังกัดของหัวหน้าชัยวัฒน์ ก็ต้องออกมาชี้แจงว่าจะสืบสอบอย่างไรกับพฤติกรรมที่ผู้คนกำลังสงสัยหัวหน้าอุทยานผู้โด่งดังจากกรณี ฮ.ตก เมื่อหลายปีก่อน

ส่วนผิดจริง ผิดไม่จริง ก็ว่ากันไปตามพยานหลักฐาน แต่ต้นสังกัดควรออกมาทำงานก่อน

...........

หัวหน้าชัยวัฒน์ รูปหล่อ ปากหวาน ทำงานเก่ง ได้ใจลูกน้อง แบบนักเลงเมืองเพชร ผมเคยเข้าไปคุยกับเขาเมื่อกรณีออกข่าวเถาวัลย์คลุมป่าแก่งกระจานเมื่อหลายปีแล้ว ( ตอนนี้ไม่รู้ความคืบหน้า) หัวหน้าใช้หลักวิชาการชี้แจง น่าเชื่อถือ

ตอนนั้นหัวหน้าเคยเล่าเรื่องเข้าไปจัดการเรื่องกระท่อมกะเหรี่ยงในป่าให้ฟัง ว่า กระท่อมที่เผาทำลายเป็นพื้นที่ที่ย้ายชุมชนออกแล้ว น่าจะในโครงการแก้ไขปัญหาที่ชื่อโครงการปิดทองหลังพระ (ผมได้ยินมาผิดว่าเป็นโครงการช่างหัวมัน) และ มีพี่น้องกะเหรี่ยงนอกประเทศเข้ามาใช้พื้นที่และอาศัย กระท่อม และยุ้งข้าวเก่า เหล่านี้ มาทำกิน จำเป็นต้องทำลายทิ้ง มิเช่นนั้น เมื่อมีการตรวจทางอากาศ ก็จะเห็นเป็นหมู่บ้าน และไม่รู้ว่าใหม่เก่าอย่างไร

ซึ่งเรื่องนี้เข้าใจได้ในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ผมก็ทราบมาเท่านี้ และมาเห็นหัวหน้าปฏิบัติการเข้มแข็งตอนฮ ตก ก็ชื่นชม ให้กำลังใจกันไป เอาเสื้อยืดไปมอบให้เจ้าหน้าที่ด้วยหลายตัว

ต่อมามีข่าวว่าหัวหน้าเผายุ้งข้าว และขัดแย้งรุนแรงกับกะเหรี่ยงดั้งเดิม ที่มีผู้นำ มีชื่อ ปู่คออี้ ผู้อาวุโสอายุร้อยกว่าปี ปู่ของคุณบิลลี่ และมีเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนหลายองค์กรเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้าน และให้ข้อมูลว่า พี่น้องกะเหรี่ยงอยู่มาแต่ดั้งเดิมในพื้นที่ ซึ่งเห็นว่าข้อมูลสองฝ่ายไม่ตรงกัน

ครั้งหนึ่ง ผมโทรหาหัวหน้าชัยวัฒน์ ถามว่าปัญหาชุมชนเป็นอย่างไร สนใจนำแนวทางที่เราใช้ในโครงการจอมป่าไปใช้ไหม เผื่อช่วยกันได้อย่างไรโดยไม่บานปลายขัดแย้ง หัวหน้า ตอบว่า ปัญหาไม่มากแก้ไขได้โดยใช้โครงการ ผม ก็ไม่ได้ตามข่าวอีก

ต่อมามีข่าวว่าหัวหน้าไปข่มขู่พี่น้องชาวบ้าน และน่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลในระดับพื้นที่ และต่อมาก็พัวพันคดีฆ่า นักการเมืองชาวกะเหรี่ยงที่เป็นแกนช่วยเหลือชาวบ้านท่านหนึ่ง

ดังนั้น เรื่องไม่ดีที่ได้ยินมาของหัวหน้าก็ต้องได้รับการตรวจสอบ จากกรม และตำรวจ ต่อไป และหากมีส่วนเกี่ยวข้องในการหายไปของบิลลี่จริง หัวหน้าก็ต้องรับความผิดไปตามกฏหมาย ส่วนเรื่อง ใครผิดถูกเรื่องชุมชนในป่าก็อีกเรื่องหนึ่ง

..............

เรื่องบิลลี่ เป็นปลายยอดของภูเขาน้ำแข็ง เรื่องความขัดแย้งชุมชนในป่าอนุรักษ์ ที่เริ่มจากการประกาศพื้นที่อนุรักษ์ทับพื้นที่ชุมชนดั้งเดิม ที่แก้ไขปัญหาไม่ได้คาราคาซังมาหลายสิบปี!!

ง่ายๆ คือ ชุมชนทำไร่ข้าวผสมผสานหมุนเวียนอยู่มาก่อนประกาศป่าสงวน และอุทยานที่มาทับอีกทีจริงครับ แต่เป็นส่วนเดียว สมัยปู่อยู่มาก่อน แต่ลูกหลานก็เพิ่มปริมาณขยายที่ไปไกล และทางการก็ไม่ยอมรับไร่หมุนเวียน ไม่วัดที่สำรวจที่ทางให้ หาว่าเป็นไร่เลื่อนลอย

ต่อมา ข้าวโพดก็เข้าไป คนนอกเข้าไปแจม กระบวนการอนุญาตให้อยู่ตามมติ ครม. 30 มิย. 41 ก็ไม่สมบูรณ์ ไม่มีการพิสูจน์สิทธิ ล่าช้ามาถึงปัจจุบัน ไปทำใหม่วันนี้ คงมีคนเกินค่อนหมู่บ้าน เกินแนวภาพถ่ายทางอากาศไปเยอะและก็ไม่รู้ให้เขาไปอยู่ที่ไหน ก็คงต้องอยู่แบบนั้นตามเดิม แต่ไม่สามารถให้สิทธิ

นี่เป็นปัญหาที่มีอยู่กับหมู่บ้านเป็นพันแห่ง คนเป็นแสนๆ คน ในป่า ที่กำลังมีปัญหากับกรมอุทยานทุกวันนี้

.............

แนวทางที่ผมเสนอคือ ต้องรีบใช้มติครม. ที่ว่า อ้างในการให้ชุมชนอยู่ แต่ควบคุมขอบเขตตามปัจจุบันโดยการมีส่วนร่วม ไม่ให้กว้างออกไปเกินจริง รักษาป่าที่เหลือไว้ ส่วนคนนอกที่เข้ามาหาประโยชน์

ชุมชนดั้งเดิม ก็มีกฏกติการักษาป่าร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ พื้นที่อุทยานก็ต้องปรับขบวนการทำงานกับคนให้ยืดหยุ่น แต่ มีอำนาจตามกฏหมายอยู่แล้วที่จะควบคุมมิให้รุกป่าต่อไป

ผมว่าไม่น่าจะมีวิธีอื่น

หัวหน้าชัยวัฒน์เองคิดว่าโครงการที่มีในมือแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมดอาจจะไม่ครอบคลุม เรื่องวิถีวัฒนธรรม ที่ชุมชน พยายามต่อสู้ ก็ควรหาทางออกที่เป็นไปได้สองฝ่ายร่วมกัน

แต่หากขยายที่ปลูกข้าวโพดเป็นพืชเชิงเดี่ยวทำลายป่าเพิ่มมากขึ้น ชุมชนก็ควรต้องรับฟัง และหาทางออกร่วมกัน

...........

หัวหน้าชัยวัฒน์ ต้องพิสูจน์ข้อกล่าวหา เป็นเรื่องส่วนตัว ก็ว่ากันไป

กรมอุทยานต้องออกมายืนยันว่าจะตรวจสอบ ถูกผิด ว่ากันตรงๆ ไม่ปกป้อง

ส่วนเรื่องแก้ไขปัญหาชุมชนในป่า กรมก็ต้องใช้กรณีนี้หาทางแก้ไขให้เร็ววัน ไม่ให้ป่าถูกทำลายเรื่อยๆ แต่ต้องเคารพสิทธิ และความเป็นจริงที่ไม่มีทางเอาป่าคืนมาได้ทั้งหมด ก็คงต้องมีแนวทางที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติได้ ไม่รบรากับชาวบ้านมากนัก

กระทรวงก็ต้องรับรู้ว่ามีปัญหานี้ และหาทางแก้ไขในระดับนโยบายบนกรอบคิดที่รักษาป่าวันนี้ให้มากที่สุด แต่ยอมรับชุมชนที่อยู่มาก่อน สร้างเครื่องมือใหม่ๆ ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติให้ได้

สังคมต้องรับรู้ว่ามีปัญหานี้อยู่ คอยช่วยกันดูว่าฝ่ายราชการเขามาแก้ไขปัญหาหรือไม่อย่างไร ควบคุมให้พอดี ไม่ใช่เอะอะก็จับชาวบ้าน แต่กับนายทุนปล่อยปละละเลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าชาวบ้านถูกเสมอ ก็ต้องว่ากันตามข้อมูลความเป็นจริง และทางการเมืองก็ต้องคิดให้ดีว่า เวลาประกาศให้ที่ดิน ก็เสียป่ามหาศาลเรื่อยไป ทุจริต หาประโยชน์ ทั่งข้าราชการและคนทั่วไป ชุมชนก็ถางป่าเพิ่มต่อ

ทางที่ดีต้องมีการจัดการร่วมกันสองฝ่าย ทั่งชุมชน และกรมอุทยาน

............

ผมว่าทำได้ครับ

ให้กำลังใจทุกฝ่าย

คนหายปลอดภัย

คนผิดต้องได้รับโทษ หากใช้อิทธิพลทำงานจริง

กรมอุทยานแห่งชาติ และกระทรวงทรัพย์ ต้องเร่งทำงานครับ
 

รับข่าวสาร