• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

การตายของ "สืบ" ไม่สูญเปล่า

อีเมล พิมพ์ PDF
ต้าน "เขื่อนแม่วงก์"  การตายของ "สืบ" ไม่สูญเปล่า
ความตื่นตัวของคนในสังคมต่อการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการก่อสร้าง "เขื่อนแม่วงก์" ที่เป็นหนึ่งในโครงการก่อสร้างเขื่อนตามแผนป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลที่อยู่ในงบบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันมากในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะความคุ้มค่าของโครงการที่มีการให้ข้อมูลว่า หากมีการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์จะช่วยป้องกันน้ำท่วมในภาคกลางและกรุงเทพมหานครได้แค่ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องแลกกับการเปิดป่าที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งเหลืออยู่น้อยนิดของประเทศไทยไปเพื่อแลกกับเขื่อนแม่วงก์
เรื่องนี้ทำให้ผู้คนจำนวนมากที่ได้รับข้อมูลดังกล่าวออกมาแสดงความเห็นคัดค้านอย่างมาก ยิ่งเมื่อมีการเปิดเผยถึงความเร่งรีบในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ Environmental Health Impact Assessment (EHIA) ในโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ผ่านการเดินทางระยะทาง 388 กิโลเมตร เพื่อคัดค้าน EHIA เขื่อนแม่วงก์ ตั้งแต่วันที่ 10-22 กันยายน 2556 ที่นำโดย นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ก็ยิ่งปลุกให้คนในสังคมออกมาตั้งคำถามและสนใจเรื่องนี้มากขึ้น
แล้วการเคลื่อนไหวเรื่องเขื่อนแม่วงก์ของกลุ่มเอ็นจีโอ-นักวิชาการ-ภาคประชาชน นับจากนี้จะเป็นอย่างไร?
หลังยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเอง ก็พยายามบอกว่ารัฐบาลไม่ได้ต้องการจะรีบเร่งเดินหน้าทำโครงการ ขณะที่สำนักงานนโยบายบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) ก็เตรียมเชิญผู้คัดค้านการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ไปร่วมพูดคุยกับนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ในเร็วๆ นี้
“ไทยโพสต์ แทบลอยด์” พูดคุยกับ "รตยา จันทรเทียร ประธานกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร" ผู้ที่ถูกขนามนามจากผู้คน โดยเฉพาะในแวดวงนักวิชาการ-นักอนุรักษ์-เอ็นจีโอ ว่า “นางสิงห์เฝ้าป่า” เพื่อสอบถามถึงแนวทางการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านเขื่อนแม่วงก์หลังจากนี้
โดยในช่วงการสัมภาษณ์ก็มีโทรศัพท์จากบุคคลหลายกลุ่มโทร.มาหาประธานมูลนิธิสืบฯ ที่ผู้คนเรียกขานกันว่า "อาจารย์รตยา" ที่แม้จะมีอายุ 82 ปีแล้ว แต่ก็ไปร่วมเดินคัดค้าน EHIA ดังกล่าวกับนายศศินและทีมงานด้วย 3-4 วัน
เมื่อเริ่มการสนทนา ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร บอกว่า การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่ทำก็ทำเพื่อคนไทยทุกคน ที่ต้องการให้คนไทยได้มีทุนธรรมชาติอย่างป่าแม่วงก์ไว้เป็นสมบัติของคนไทยไปให้นานที่สุด เพราะป่าแห่งนี้คือป่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยที่เหลือไม่มาก จึงเป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันหวงแหนปกป้องรักษาไว้ ไม่เช่นนั้นหากปล่อยให้มีการเปิดป่าก่อสร้างเขื่อน วันข้างหน้าจะเกิดผลกระทบมากมาย
...จุดเริ่มต้นมาจากที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรที่ตั้งมาวันนี้ก็ปีที่ 23 ขึ้นปีที่ 24 นับจากวันที่คุณสืบเสียสละชีวิตเพื่อรักษาสัตว์ป่าและผืนป่าไป 18 วัน มูลนิธิสืบฯ แห่งนี้ก็ตั้งขึ้น งานหลักที่ทำอยู่ก็คือดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดูแลรักษาธรรมชาติแล้วธรรมชาติก็จะกลับมาดูแลเรา
...ในขณะเดียวกัน ถ้าดูจากแผนที่ก็จะเห็นว่าน้ำของเราทรัพยากรของเรา น้ำสะอาดที่เราดื่มกันมาจากป่าทั้งสิ้น ที่เห็นอยู่ในแผนที่เขาใหญ่ ป่าตะวันตกแม่วงก์อยู่ตรงนี้ น้ำหนาว จะเห็นได้ว่าผืนป่าของประเทศไทยที่เป็นต้นกำเนิดของน้ำ ที่อยู่ของสัตว์ป่า เป็นทุนธรรมชาติของประเทศไทยวันนี้เหลือน้อยแล้ว ยิ่งเหลือน้อยหมายความว่าปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ทำไมอย่างนั้น ก็เพราะว่าป่าเขาทำหน้าที่ซับน้ำ ฝนที่ตกในหน้าฝนป่าก็เก็บไว้แล้วค่อยๆ จ่ายออกมา หน้าแล้งแม้ฝนไม่ตกก็มีน้ำให้ใช้ได้ตลอด แต่ถ้าตรงไหนป่าหมดกลายเป็นเขาหัวโล้น หน้าฝนน้ำมีก็ทลายเอาหน้าดินลงมาด้วย มีดินโคลนถล่มลงมาด้วย พอเข้าหน้าแล้ง ไม่มีน้ำแล้ว ห้วยแห้งหมด
...หากเราปล่อยให้ต้นน้ำของเรา พื้นที่ป่าธรรมชาติถูกทำลายไปมากเท่าไหร่ อนาคตเราก็จะยิ่งวิกฤติมากขึ้น
...นี่คือเหตุผลสำคัญที่ว่าทำไมมูลนิธิสืบฯ ถึงได้รณรงค์รักษาป่า รักษาสัตว์ป่า ให้คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ ขณะเดียวกันสัตว์ป่าก็ต้องอยู่ได้ด้วย ทั้งหมดรวมกันเป็นระบบนิเวศที่ให้ประโยชน์โดยตรงกับตัวเรา แต่ขณะเดียวกัน ที่ดินทั้งหลายก็มีราคา คนก็ต้องการที่ดิน เพื่อเอาไปปลูกข้าวโพด ปลูกสวนยางพาราสารพัด ยิ่งตอนนี้ราคาที่เพื่อปลูกยางก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวสองเท่าตัว แบบนี้ก็ทำให้พื้นที่ป่าหมดไปด้วย ก็เหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ
"อาจารย์รตยา" ย้ำว่า พื้นที่ป่าที่จะสูญเสียไปหากปล่อยให้มีการสร้างเขื่อนแม่วงก์ มันเป็นทุนของประเทศ ทุนธรรมชาติที่สำคัญ มูลนิธิจึงต้องทำหน้าที่รักษาป่า
“คุณสืบ นาคะเสถียร เขาก็พูดไว้ชัดเจนว่าสัตว์ป่าก็มีสิทธิ์อยู่ในบ้านของเขาคือป่า ก็เหมือนคนเราที่ก็มีสิทธิ์อยู่ในบ้านของเรา”
...แล้วเขาก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ สัตว์ป่ากับป่าเป็นของที่เกื้อกูลกัน เอาง่ายๆ สัตว์ป่าก็ทำหน้าที่เป็นผู้ปลูกป่าด้วย อย่างเขากินเมล็ดอะไร เขาก็ถ่ายไปตามทางในป่า
...ตัวชี้วัดที่สำคัญว่าป่าไหนสมบูรณ์ ก็ให้ดูจากเสือโคร่ง เพราะเสือโคร่งอยู่ข้างบนสุด เสือโคร่งจะกินพวกกระทิง พวกกวาง ที่เป็นสัตว์กินพืช เสือโคร่งจะอยู่ได้ ต้องมีอาหารเพียงพอ คือมีกระทิง มีหมูป่า มีวัวแดง พวกนี้จะมีเพียงพอเขาก็ต้องมีอาหารพวกหญ้า ใบไม้ที่อุดมสมบูรณ์ คือต้องเป็นป่าที่สมบูรณ์มันก็เป็นระบบนิเวศวิทยาที่สมบูรณ์ที่ต่อเนื่องกัน
“สำหรับป่าแม่วงก์เป็นป่าที่ใหญ่มาก พื้นที่ 12 ล้านไร่ พื้นที่ซึ่งจะทำเขื่อนจะเข้าไปกินพื้นที่ในป่า คนที่ต้องการจะทำก็บอกว่าเสียนิดเดียวไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่อันกว้างใหญ่ แต่ฝ่ายที่อนุรักษ์ไม่เห็นด้วยเราก็เห็นว่าพื้นที่ซึ่งจะท่วมที่จะเป็นอ่างเก็บน้ำ เป็นพื้นที่ป่าซึ่งสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่าที่เขาอยู่ด้วย มีทิวเขาต่างๆ ที่สัตว์ป่าชอบอยู่
เราจึงบอกว่าพื้นที่ตรงนี้มันคือหัวใจ ถ้าต้องเป็นอ่างเก็บน้ำ เปลี่ยนสภาพจากป่าไปแล้วสัตว์ป่าอยู่ไม่ได้ เราก็เสียหัวใจเราไป ต้องเรียกว่าอย่างนั้น”
...มีอีกเรื่องซึ่งไม่มีอยู่ในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็คือ เมื่อคุณเปิดป่าผืนนี้เข้าไป ป่าดีๆ 100 เปอร์เซ็นต์ เขาจะต้องเคลียร์ไม้ออกไปเพื่อไม่ให้ไม้มันอยู่ ไม่อย่างนั้นน้ำจะเน่า ตรงขั้นตอนนี้คุณต้องเอาคนงานเข้าไปเคลียร์ไม้ออก คุณเอาคนงานมาก่อสร้างกำแพงสูง 50 เมตร ยาวเกือบ 1 กิโลเมตร โดยใช้เวลาตรงนั้น 8 ปี
...คนงานที่เข้าไปทำอะไรต่างๆ ไปก่อสร้างไปตัดไม้ มันยากที่จะระวังไม่ให้คนแอบอ้างเข้าไปล่าสัตว์ ป่าตรงนั้นเป็นบ้านของสัตว์ป่าอย่างดี แล้วถ้าสัตว์ถูกล่า ไม้ถูกตัดมากขึ้น มากขึ้น คนเข้าไปยึด ความสมบูรณ์ของผืนป่าก็ค่อยลดลง ลดลง มันก็ส่งผลถึงอนาคตว่ามันไม่ยั่งยืน ดีที่สุดก็คือต้องช่วยกันรักษาให้เขาคงอยู่ ทั้งป่าไม้ ทั้งธรรมชาติ ทั้งสัตว์ป่า
กับภารกิจของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรในการปกป้องดูแลป่าแม่วงก์และพื้นที่ป่าโดยรอบ "ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร" เล่าให้ฟังว่าจริงๆ แล้วมีภารกิจหลายอย่าง อาทิเช่น การทำเรื่องชุมชน ทำเรื่องให้คนอยู่กับป่าได้อย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกันและอยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียง
...งานที่มูลนิธิสืบฯ เข้าไปทำตรงนั้นนอกจากมีป่า มีธรรมชาติที่งดงามแล้ว ยังมีชุมชนอยู่อีกด้วย เป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่อยู่ใกล้ไปทางชายแดนพม่า มีชุมชนอยู่ในบริเวณนั้น 100 กว่าชุมชน มูลนิธิก็เข้าไปทำงานกับชุมชนเหล่านั้น ไปดูขอบเขตว่าวันนี้เขาใช้พื้นที่ไปเท่าไหร่ ก็บอกเขาไปในหลักการว่า จะไม่ขยายพื้นที่ชุมชนออกไป เพื่อให้พื้นที่กับสัตว์ป่า ตรงนั้นก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ กรมอุทยานฯ ที่ต้องบริหารพื้นที่ ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีเกณฑ์ว่าของเดิมเป็นอย่างไร เพื่อให้คนอยู่ในพื้นที่ป่าได้ ไม่ใช่ว่าจะให้อพยพออกไป
...แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไปให้สิทธิ์ให้โฉนดเอาไปขายใหม่ ไม่ใช่ คือให้เขาอยู่ได้ภายใต้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ให้เขาอยู่ได้ตรงนั้น ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของงานในการรักษาผืนป่า
สนทนามาถึงตรงนี้ "อาจารย์รตยา" ก็เริ่มพูดถึงเหตุผลว่าเหตุใดจึงต้องมีการเดินเท้าเพื่อแสดงเจตนารมณ์ไม่ยอมรับ EHIA การก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ของกรมชลประทาน
“จึงต้องประท้วงในเรื่องของเขื่อนแม่วงก์ เพราะเขื่อนแม่วงก์คืออันตรายที่จะเข้ามาในผืนป่าโดยรัฐเอง รัฐบาลเอง
มันมีโครงการแบบนี้เมื่อ 30 ปีที่แล้วที่เชี่ยวหลาน ที่คุณสืบไปอพยพสัตว์ป่า ที่มีการทำเขื่อนเชี่ยวหลานในป่าแล้วน้ำก็เกิดท่วม สัตว์ป่าก็หนีขึ้นไปอยู่บนยอดเขา เพราะติดเกาะอยู่ แล้วก็ยังไม่เคยมีการเปิดป่ามโหฬารแบบที่ทำคือ เปิดป่าถูกกฎหมาย มีการตัดไม้ คราวนี้จะเป็นครั้งที่ 2 ถ้าหากมีการอนุมัติให้ทำขึ้นมา”
“ประธานมูลนิธิสืบฯ” ย้ำว่า ที่ต้องเคลื่อนไหวคัดค้าน EHIA ก็เพราะผู้ที่ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นเห็นว่า ความเป็นไปในการจัดทำ EHIA ดังกล่าว มีลักษณะเร่งรีบ-ข้ามขั้นตอน จึงทำให้ต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อทำให้คนตั้งคำถามว่า พวกที่เคลื่อนไหวซึ่งใช้เท้าเดินระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรทำเพื่ออะไร เมื่อมีการตั้งคำถามก็จะเกิดความสนใจและเข้ามาหาคำตอบมาหาข้อมูล ก็จะได้มีการสื่อสารกับคนในสังคม
กับความเร่งรีบในการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ดังกล่าว "อาจารย์รตยา" อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้
“โครงการใดที่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็ต้องทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ในพื้นที่นี้ก็เช่นเดียวกันก็ต้องทำ โดยการทำต้องทำตามขั้นบันได
เริ่มจากบันไดขั้นแรก คือต้องให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการหรือ คชก. พอเข้าคณะกรรมการผู้ชำนาญการ ถ้าผ่าน แล้วก็ไปที่คณะกรรมการอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (กอสส.) ซึ่งถ้าผ่าน กอสส.อีกก็จะไปเข้าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แล้วจะต้องไปเข้าอีกอัน คือคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติตามกฎหมาย เพราะอันนี้เป็นพื้นที่อุทยาน ต้องไปเพิกถอน เมื่อทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว คณะรัฐมนตรีถึงจะอนุมัติได้
แต่วันนี้ก็ปรากฏว่า เมื่อ 10 เมษายน 2555 คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปแล้วว่าให้ทำโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ วงเงิน 13,000 ล้านบาท ทั้งที่บันไดแรกจากที่มี 4 ขั้นยังไม่ได้ขึ้นเลย มันก็เป็นปัญหาว่ามันคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า มันแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ไหม มีการแก้อย่างไร ยังไม่ได้ทำอะไรกันเลย ยังไม่ได้มีผลออกมา”
...ทางมูลนิธิเราเคลื่อนไหวเรื่องนี้มาตลอด ก่อนหน้านี้มีการส่งตัวแทนไปยื่นหนังสือตั้งแต่เรื่องถูกส่งไปที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการที่เป็นบันไดขั้นแรก เรามีความเห็นว่าตรงนี้ปกติสำนักนโยบายและแผนทำหน้าที่แทนประชาชนคนไทยทั้งหลาย ประมวลทั้งหมดว่าสมควร-ไม่สมควรอย่างไร มันแก้ปัญหาได้ไหม มันคุ้มค่าไหม ทั้งด้านเศรษฐกิจ การก่อสร้าง เรื่องสิ่งแวดล้อมอะไรต่างๆ และทำแล้วได้มากกว่าเสียหรือเปล่า
...เราก็พบว่าตัวรายงาน EHIA ข้อสำคัญที่เราพบก็คือรายงานของโครงการมีข้อที่ไม่สมบูรณ์ครบถ้วนหลายอย่าง เป็นต้นว่า ยังไม่ได้พูดถึงเลยว่าพื้นที่ตั้งโครงการมันอยู่เหนือมรดกโลก (ห้วยขาแข้ง) เข้าไป ที่เป็นผืนป่าเดียวกัน ในแผนที่จะมีเส้น แต่ของจริงไม่มีเส้น ผืนป่าตรงนั้นจะเขียวตลอด
...แล้วก็มีอีกหลายเรื่องที่รายงานไม่ครบถ้วน แล้วก็มีเรื่องที่มีผู้มีความรู้ในคณะกรรมการผู้ชำนาญการให้ความเห็นว่าต้องทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ต้องทำเพิ่มเติม มีการตั้งคำถามให้ไปทำมาถึงเกือบ 20 รายการ ก็ปรากฏว่าผู้ชำนาญการที่ตั้งคำถามมากๆ ก็ถูกเปลี่ยนตัวผู้ชำนาญการที่ให้ความเห็นในเชิงขัดข้อง
“เรื่องราวกลายเป็นว่า คล้ายจะมีการเร่งรัดให้มีการอนุมัติให้ผ่านไปได้โดยเร็ว”
...เราก็เลยไปยื่นเมื่อ 9 กันยายน 2555 ไปยื่นกับเลขาธิการสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ถึงเรื่องที่ขัดข้อง โดยเราบอกว่าอย่าได้เร่งรัดให้เรื่องนี้ผ่าน แต่ก่อนที่เราจะไปยื่นหนังสือเมื่อ 9 ก.ย. เราได้มีการยื่นจดหมายไปยังบุคคลและหน่วยงานต่างๆ ไม่น้อยกว่า 4 ฉบับ ในแต่ละช่วง เช่น เราเสนอไปว่าเรื่องนี้ที่ศึกษามาเช่นเรื่องเศรษฐกิจ เราก็บอกว่าเรื่องนี้ได้ไม่เท่าเสีย ไม่คุ้มค่า ก็เสนอไปเป็นเรื่องๆ
...อย่างเช่นเสือที่อยู่ในป่าตรงนั้น เสือเป็นตัวสำคัญเลยในระบบนิเวศแบบนี้ แต่ในรายงาน EHIA ดังกล่าวไม่ได้ให้ความสำคัญตรงนี้เลย ทั้งเรื่องเสือโคร่งและนกยูงที่มีจำนวนมากในพื้นที่
...ทางคณะก็มาหารือกัน เราก็เห็นว่าได้พยายามใช้สมองทำกันมาตั้งแต่เมษายน 55 จนถึงกันยายน 56 เราก็ทำแล้วหลายอย่าง แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ แต่ข่าวก็ออกมาตลอดว่าได้รับการอนุมัติให้ทำแล้ว ก็ทำให้อาจารย์ศศินตัดสินใจเดิน หลังจากที่ใช้สมองกันหลายองค์กรช่วยกันคิด ไม่ใช่แค่กับมูลนิธิสืบฯ ก็มีหลายเครือข่ายหลายองค์กรอนุรักษ์ คนไหนเก่งด้านไหนก็มาช่วยกัน
กับความตื่นตัวของคนในสังคมที่ให้ความสนใจในการเดินเท้าดังกล่าวของอาจารย์ศศินและคณะ “ประธานมูลนิธิสืบฯ” ยอมรับว่าเกินคาด
...ที่เดินประท้วง EHIA ก็เพราะรายงานดังกล่าวมันไม่ครบถ้วน วัตถุประสงค์สำคัญก็คือเพื่อทำให้คนในสังคมเกิดความสงสัยว่าเราทำอะไร ทำไมต้องเดินประท้วง แล้วพอคนสนใจก็จะได้ให้ข้อมูล
...ก็คิดว่าประสบผลตามความมุ่งหมาย มีคนสนใจเยอะ แล้วก็หันมาให้ความร่วมมือ มีคนช่วยต่างๆ เช่น ให้น้ำดื่ม ให้ขนม ให้สตางค์มาตลอดทาง แล้วก็มาร่วมเดินด้วย ค่อยๆ เข้ามากันมากขึ้น ยิ่งใกล้กรุงเทพฯ ก็ยิ่งมีเพื่อนมากขึ้น มากขึ้น จากที่เดินออกมาจากแม่เรวา นครสวรรค์ที่เป็นจุดซึ่งจะทำเขื่อน ตอนนั้นมีแค่ 6 คน ก็กลายเป็นขบวนใหญ่ มารวมกันที่ลานหน้าหอศิลป์ฯ ดูแล้วเกินหมื่นคน
- ที่เคยทำหนังสือคัดค้านหลัง ครม.อนุมัติเมื่อเมษายน 2555 ทำถึงฝ่ายไหนบ้าง เห็นว่าทำถึงนายกรัฐมนตรีด้วย?
ก็ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีหลัง ครม.อนุมัติให้ทำเขื่อนแม่วงก์ เราก็บอกไปว่าโครงการดังกล่าวที่อนุมัติยังไม่ได้มีการทำตามขั้นตอนตามบันได 4 ขั้นอย่างที่บอกข้างต้น จึงยังไม่น่าจะอนุมัติ
แล้วเมื่อทางกรมชลประทานมีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทำการศึกษาผลกระทบ ทางเราก็ได้มีการศึกษาโครงการควบคู่ตามไปด้วย เมื่อเราพบอะไร เราก็บอกไปว่าตรงไหนที่มันไม่ครบถ้วน
โครงการเขื่อนแม่วงก์เป็นของกรมชลประทาน อยู่ในโมดูล A1 ที่มีงบอยู่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาทในงบบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่จะทำอ่างเก็บน้ำ ซึ่งมันแยกออกมาเป็นเขื่อนต่างๆ ประมาณ 21 เขื่อนที่จะก่อสร้าง
ซึ่งใน 21 เขื่อน ก็จะเป็นแผนงานการก่อสร้างเขื่อนเดิมที่กรมชลประทานคิดจะทำมาก่อนแต่ทำไม่ได้ ด้วยสาเหตุต่างๆ กัน โดยเฉพาะสร้างไม่ได้เพราะผลการศึกษาการก่อสร้างทำมาแล้วไม่คุ้มค่าการก่อสร้าง ทางคณะกรรมการฯ เขาก็ไม่ให้ผ่าน มีการสั่งให้กรมชลประทานไปทำหลายอย่างเพิ่มเติม
อย่างโครงการเขื่อนแม่วงก์ก็เข้าไปยังกรรมการถึง 4 ครั้ง แต่ก็ไม่เคยผ่าน ซึ่งที่ไม่ผ่านเลยก็เพราะผลการศึกษาพบว่า เป็นโครงการที่ไม่มีความเหมาะสมในการก่อสร้าง ถ้าเหมาะสมป่านนี้ก็คงผ่านมาแล้ว ประเด็นใหญ่ๆ ที่ทำให้ไม่ผ่านก็คือ การที่จะไปทำตรงนั้นจะไปทำลายระบบนิเวศทั้งหมด ถ้าอนุมัติป่านนี้พื้นที่ป่าก็หายไป
แต่ตรงกันข้าม ตลอดเวลา 23 ปีที่คุณสืบเสียสละชีวิตมาตั้งแต่ 1 กันยายน 2533 ได้มีหลายฝ่ายร่วมกันทำงาน เช่นฝ่ายวิจัย ฝ่ายป้องกันดูแลไม่ให้คนเข้ามาล่าสัตว์ป่า คนป้องกันก็ป้องกันดูแล คนประสานกับชุมชนก็พยายามทำ คนทำวิจัยก็ทำ ทำกันหลายส่วนเพื่อรักษาป่า หลายหัวใจที่มาร่วมกันเป็นพันดวงใจที่เข้ามาช่วยกัน ทำให้ป่าผืนนี้ฟื้นฟูดีขึ้น
นับจากวันที่คุณสืบเสียสละชีวิต เพราะตอนนั้นมีการล่ากันอย่างขนานใหญ่ เหตุการณ์วันนั้นหมดไป นี่ล่าสุดได้ข่าวว่ามีการยิงกันไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่ทุ่งใหญ่ตะวันออก แล้วก็เมื่อสองวันที่ห้วยขาแข้งก็มีการยิงกัน แล้วมารักษาตัวกันที่ศิริราช
โดยหัวใจและโดยชีวิตของคนที่ช่วยกันดูแล ถ้าเปิดตรงนี้ก็คือ ที่เราทำกันทั้งหมดที่ร่วมกันทำเป็นพันคนก็เท่ากับสูญเปล่า
ซึ่งเรื่องพวกนี้ไม่อยู่ใน EHIA ที่มันจะมีผลกระทบไปไกล  ระบบนิเวศที่นั่นจะดีมาก มีป่าทุกชนิด มันมีป่าสารพัดชนิดที่แม่วงก์ มีทั้งป่าเบญจพรรณ สูงขึ้นมาหน่อยก็เป็นภูเขา แล้วก็จะมีสัตว์ป่ามากอย่างเลียงผาก็อยู่บนยอดเขา หรือพวกวัวแดง เป็นป่าที่มีเสือโคร่งอยู่อย่างสุขสบาย ออกลูกออกเต้าด้วยเพิ่มจำนวนขึ้นด้วย
“เราทำงานก็รู้สึกได้กำลังใจว่าทำแล้วไม่เสียเปล่า ก็ขอส่งกำลังใจไปถึงคุณสืบด้วยว่า การตายของคุณสืบไม่สูญเปล่า แต่ถ้าเปิดตรงนี้อีกสัก 10 ปีก็คงพังไปอีกเยอะ  ซึ่งน่าเสียดายสำหรับคนไทยทุกคน เพราะตรงนั้นเป็นป่าของคนไทยทุกคน”
กับท่าทีของฝ่ายรัฐบาล ที่ต้องการจะพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อนจะเดินหน้าก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ทาง "ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร" บอกว่าไม่ขัดข้อง ถ้าเชิญมาก็ยินดี เราก็จะบอกอย่างที่คุยกับสื่อตอนนี้ เพราะเราแน่ใจว่าคนไทยทุกคน ถ้าเขาเข้าใจซาบซึ้งในรายละเอียดของระบบนิเวศของระบบพื้นที่ต่างๆ คิดว่าคนไทยทุกคนต้องการเก็บรักษาผืนป่าธรรมชาติตรงนั้นไว้ รักษาบ้านของสัตว์ป่าไว้
“อย่างที่เขาใหญ่วันนี้ไม่มีเสือโคร่งแล้ว จากที่ก่อนหน้านี้เขาใหญ่มีเสือโคร่ง เสือกัดเลย เป็นเรื่องที่คนกลัวกัน แต่ตอนนี้หมดแล้ว สัตว์ป่าไม่ใช่จะอยู่กันได้ง่ายๆ เป็นเรื่องที่ต้องมีความพร้อมให้เขา ทั้งอาหาร ความปลอดภัย ถ้ารบกวนมากสัตว์ป่าก็อยู่ไม่ได้ก็ไม่มี ก็น่าเสียดาย เพราะตอนนี้สัตว์ป่าหลายอย่างก็สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้ว
แนวทางของเราก็คือ จะพยายามให้ข้อมูลกับคนทั้งหลาย ก็คิดว่าคนทั้งหลายน่าจะเป็นพลังได้ ถ้าเข้าใจและเห็นความสำคัญและช่วยกันรักษาไว้ เพราะนี่คืออนาคตประเทศไทย เป็นทุนทางธรรมชาติที่เป็นอนาคตของเรา ถ้าประเทศไทยขาดน้ำจืด ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน จะเป็นศูนย์กลางอะไร  ศูนย์กลางอุตสาหกรรม มันก็ไปไม่รอด”
… น้ำจืดประเทศไทยวันนี้มาจากป่า ฝนตกมาป่าเก็บไว้แล้วป่าก็ส่งน้ำออกมา แล้ววันนี้ที่เก็บน้ำถาวรชั่วชีวิต ที่ไม่ใช่เขื่อนกับอ่างเก็บน้ำก็เหลืออยู่ไม่มาก แล้วที่บอกจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม ความจริงแล้วก็เก็บได้แค่ 1 เปอร์เซ็นต์ ได้แค่นั้นเอง ไม่ใช่ว่าสร้างแล้วน้ำจะไม่ท่วมหรือลดไปครึ่งหนึ่ง-ไม่ใช่ ซึ่งถ้าอนาคตของประเทศไทยจะเป็นไปได้ ก็มีคนเก่งเยอะๆ ก็ควรทำอย่างอื่นแทนในการหาวิธีการแก้ปัญหาน้ำท่วม ที่ก็เทียบเป็นหนึ่งเซนติเมตร แทนที่จะไปทำลายป่าทำลายบ้านสัตว์ป่า ก็ควรเก็บไว้แล้วไปทำอย่างอื่นแทนดีกว่า  รัฐบาลก็มีคนเก่งเยอะ ก็ไปคิดมีหลายวิธี
- ประเมินว่าเพราะเหตุใดช่วงหลังกระแสคนในสังคมถึงตื่นตัวสนับสนุนการคัดค้านสร้างเขื่อนแม่วงก์กันมาก?
คิดว่าคนก็ถูกเรื่องสิ่งแวดล้อมบีบเยอะ ประเด็นปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่กระทบถึงบ้านเราถึงตัวเยอะ คนก็สนใจ  โดยทั่วไปเท่าที่ฟังกระแสก็พบว่า คนไม่ต้องการให้มีการทำลายป่าอีกแล้ว
เพราะความเข้าใจเรื่องไม่มีป่า ไม่มีน้ำ ตรงนี้เป็นที่ยอมรับเข้าใจกันแล้ว เพราะเมื่อไม่มีป่า ไม่มีน้ำ ก็ไม่มีชีวิต มันก็ทำให้เราอยู่ยากมาก อาจต้องเอาน้ำทะเลมาทำน้ำจืด บ้านเราอยู่อย่างสบายเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ แล้วทำไมเราไม่ดูแลทรัพยากรธรรมชาติของเรา
- ถ้า กบอ.จะเริ่มต้นใหม่ในการศึกษารายงาน EHIA  ทางกลุ่มนักอนุรักษ์จะว่าอย่างไร?
ก็ไม่ยังไงก็ต้องดู เราจะไม่ติเรือทั้งโกลน ต้องดูก่อนว่าจะทำยังไง
- ในพื้นที่ก็เห็นมีข่าวพวกนักการเมืองในพื้นที่ เริ่มมีการจัดตั้งกลุ่มสนับสนุนการสร้างเขื่อน เกรงไหมอนาคตจะเกิดการเผชิญหน้า?
ไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะกลุ่มเราที่ไม่เห็นด้วยก็มาจากข้อเท็จจริง พวกเราก็ทำด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์ เราไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง เราไม่คิดว่าที่เราไม่เห็นด้วยกับการทำเขื่อนแม่วงก์เป็นเรื่องของสีโน้นสีนี้ หรือเรื่องของพรรคการเมือง
แต่เป็นเรื่องของคนไทยทุกคน ที่คุณเกิดในแผ่นดินนี้คุณต้องอาศัยทรัพยากรเหล่านี้ ทุกคนก็เป็นคนไทย แล้วคนก็มีหัวใจ ก็ควรน่าจะตัดสินใจได้ว่าไม่ควรไปรบกวนผืนป่าสัตว์ป่า
…ตอนนี้ทาง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ก็มาพูดเมื่อ 15 กันยายน ว่าจะดูเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ไม่ผลีผลามอนุมัติ เราก็หวังว่าจะได้อันนั้น และหวังว่านายกฯ จะมอบหมายให้ รมว.ทรัพยากรฯ มาช่วยดู
ส่วนหลังจากนี้จะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป “ประธานมูลนิธิสืบฯ” บอกว่า ก็ดูไปตามสถานการณ์ ยังไม่มีข้อยุติ  รู้สึกว่าอาจารย์ศศินก็เหนื่อยมาก ส่วนเรื่องการเดินเท่าที่ดู คิดว่าช่วงนี้คงยังจะไม่มี
พอถูกถามเรื่องที่สื่อกระแสหลักไม่นำเสนอข่าวดังกล่าวเลย แต่ที่คนมาสนใจเรื่องนี้กันมากเพราะสื่อกระแสรอง “อาจารย์รตยา”บอกว่า ไม่ได้ติดใจอะไรเรื่องนี้ ไม่ถือเป็นปัญหาอะไร เรื่องที่เรากำลังรณรงค์ทุกคนเป็นเจ้าของ ดังนั้นเจ้าของจะลุกขึ้นมาทำงานมาก ทำงานน้อย หรือจะไม่สนใจก็แล้วแต่บุคคล คนที่มาเดินด้วยกันค่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ต่างคนก็ต่างมาด้วยใจ ไม่มีการจัดตั้ง มาจากทุกสถานะ หลายคนไม่เคยเจอกันนานแล้วก็มาเจอกันมาด้วยใจ
“ที่ขอพูดก็คือ ไม่เฉพาะเขื่อนแม่วงก์ แต่ทุกโครงการก่อสร้างอะไรก็แล้วแต่ อย่างถนนระหว่างเมือง  รถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ทั้งหลาย ขอให้หลบผืนป่าธรรมชาติ
ขอให้ถือว่าผืนป่าธรรมชาติเหล่านี้สำคัญที่สุดต่ออนาคตของประเทศชาติ หลบได้ทั้งนั้น พื้นที่ของเราออกกว้างขวาง อย่าได้พุ่งตรงตัดเข้าไปในพื้นที่ป่า เพราะก็เป็นการเอาคนเอาความเจริญเข้าไป ป่าก็อยู่ไม่ได้ สัตว์ป่าก็อยู่ไม่ได้”.
โดยวรพล กิตติรัตวรางกูร
นางสิงห์เฝ้าป่า “เราทำงานให้คุณสืบ”
จากอดีตผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ ที่วันนี้รับบทบาทเป็นนักวิชาการอิสระ-นักอนุรักษ์ป่า และ "ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร" ที่อยู่ในตำแหน่งนี้มาแล้วหลายปี แม้อายุจะล่วงเข้าสู่วัย 82 แต่ก็เห็นได้ตลอดการสนทนาเมื่อพูดถึง "ผืนป่า-การรักษาป่า" น้ำเสียงของอาจารย์รตยาทรงพลังทุกคำพูด
ส่วนประวัติการทำงานต่างๆ ของประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรท่านนี้ สำหรับแวดวงนักอนุรักษ์-คนรักป่าและคนจำนวนมากในสังคมแล้ว ทุกคนรู้จักชื่อเสียงของอาจารย์รตยา ที่ได้รับการขนานนามว่า "นางสิงห์เฝ้าป่า" กันดี จนไม่ต้องสาธยายมากนัก
...การทำงานของมูลนิธิสืบฯ เราก็ทำงานเป็นหมาเฝ้าบ้าน คือทำงานในเรื่องการรักษาทรัพยากรธรรมชาติของป่า  สัตว์ป่า เป็นการกระจายความรู้และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับคนไทยทั้งหลายก็เป็นงานหลัก และก็รักษาป่าผืนใหญ่เอาไว้เพื่อคนไทยทั้งชาติ เราเป็นหมุดตัวหนึ่งที่เข้าไปช่วยในการรักษาผืนป่าให้คนไทยทั้งชาติ
…นอกจากนี้ก็คือ ดูแลสวัสดิการทั้งหลายของคนเล็กคนน้อย ที่สะพายเป้เข้าไปเดินตระเวนรักษาป่า เราก็มีกองทุนผู้พิทักษ์ป่า ใครจะให้มาก็ได้ เราก็เก็บไว้ แล้วตอนนี้เราจ่ายให้ลูกผู้พิทักษ์ป่าที่พ่อเขาเสียสละชีวิต ปีละหมื่นสองพันบาท ก็ตั้งใจจะส่งเขาให้เรียนจนจบปริญญาตรี ตอนนี้ก็จบปริญญาตรีกันไปบ้างแล้ว ตรงส่วนนี้ก็มีประมาณ 20 กว่าคน
….แล้วก็มีงานประกอบคือ ทำงานกับชุมชนที่อยู่ในป่า พยายามให้เขาอยู่ได้อย่างพอเพียงตามเศรษฐกิจพอเพียง แล้วให้เขาช่วยดูแลรักษาป่าด้วย
เมื่อขอความเห็นว่า การพัฒนากับการอนุรักษ์สามารถเดินคู่ไปด้วยกันได้ไหม แล้วจะทำอย่างไร “ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร” บอกว่า ถึงวันนี้มันต้องไปด้วยกันแล้ว ถ้าพัฒนาจะทำรถไฟความเร็วสูง ทำอ่างเก็บน้ำ ทำเขื่อน ก็ต้องออกไปทำนอกป่า นี่คือการพัฒนากับการอนุรักษ์ที่ต้องไปด้วยกัน คือเรายอมเสียเงินอีกหน่อย แต่อย่าไปรบกวนทุนทางธรรมชาติ วันนี้ก็เข้าใจว่าคนมีความเข้าใจกันมากขึ้น
…อย่างโครงการที่จะไปทำท่าเรือเชฟรอนที่นครศรีธรรมราช ชาวบ้านก็ไม่ยอมให้ทำเพราะจะสูญเสียแหล่งอาหาร ความเป็นชุมชนที่เขาเคยอยู่ได้แบบพอเพียง รัฐบาลก็ฟัง ก็ไม่ได้ลงมือทำ
- มองยังไงที่คนบางกลุ่มก็มักจะมอง หรือรู้สึกว่าเอ็นจีโอชอบขวางความเจริญ?
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรก็เป็นเอ็นจีโอ คนทั้งหลายมองมูลนิธิสืบฯ ว่าอย่างไร เราขัดขวางความเจริญ หรือเราช่วยกันรักษาอนาคตของประเทศชาติ ช่วยกันรักษาทุนธรรมชาติซึ่งเป็นมิตรกับทุกคน
“พวกเราทำด้วยหัวใจบริสุทธิ์ คุณศศินเองเขาก็อายุ 45 ปีแล้ว ที่ทำก็เพื่อให้คนสงสัยและสอบถามว่ามันคืออะไร เพื่อจะได้ให้ข้อมูลกระจายมากขึ้น แล้วในมูลนิธิฯ เราก็ช่วยกัน มีคนทำงานด้วยกัน 20 กว่าคน ก็ช่วยกันทำงาน แบ่งกันทำงานด้วยหัวใจดวงเดียวกัน
เพราะคนทำงานที่มูลนิธิทุกคนก็บอกเหมือนกันว่า ผมทำงานให้พี่สืบ นาคะเสถียร เราก็ทำงานให้คุณสืบด้วย ก็ใจตรงกัน "
ที่มา การตายของ "สืบ" ไม่สูญเปล่า thaipost.net
สืบ นาคะเสถียรต้าน "เขื่อนแม่วงก์"  การตายของ "สืบ" ไม่สูญเปล่า
ความตื่นตัวของคนในสังคมต่อการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการก่อสร้าง "เขื่อนแม่วงก์" ที่เป็นหนึ่งในโครงการก่อสร้างเขื่อนตามแผนป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลที่อยู่ในงบบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันมากในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะความคุ้มค่าของโครงการที่มีการให้ข้อมูลว่า หากมีการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์จะช่วยป้องกันน้ำท่วมในภาคกลางและกรุงเทพมหานครได้แค่ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องแลกกับการเปิดป่าที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งเหลืออยู่น้อยนิดของประเทศไทยไปเพื่อแลกกับเขื่อนแม่วงก์

เรื่องนี้ทำให้ผู้คนจำนวนมากที่ได้รับข้อมูลดังกล่าวออกมาแสดงความเห็นคัดค้านอย่างมาก ยิ่งเมื่อมีการเปิดเผยถึงความเร่งรีบในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ Environmental Health Impact Assessment (EHIA) ในโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ผ่านการเดินทางระยะทาง 388 กิโลเมตร เพื่อคัดค้าน EHIA เขื่อนแม่วงก์ ตั้งแต่วันที่ 10-22 กันยายน 2556 ที่นำโดย นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ก็ยิ่งปลุกให้คนในสังคมออกมาตั้งคำถามและสนใจเรื่องนี้มากขึ้น

แล้วการเคลื่อนไหวเรื่องเขื่อนแม่วงก์ของกลุ่มเอ็นจีโอ-นักวิชาการ-ภาคประชาชน นับจากนี้จะเป็นอย่างไร?

หลังยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเอง ก็พยายามบอกว่ารัฐบาลไม่ได้ต้องการจะรีบเร่งเดินหน้าทำโครงการ ขณะที่สำนักงานนโยบายบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) ก็เตรียมเชิญผู้คัดค้านการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ไปร่วมพูดคุยกับนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ในเร็วๆ นี้

“ไทยโพสต์ แทบลอยด์” พูดคุยกับ "รตยา จันทรเทียร ประธานกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร" ผู้ที่ถูกขนามนามจากผู้คน โดยเฉพาะในแวดวงนักวิชาการ-นักอนุรักษ์-เอ็นจีโอ ว่า “นางสิงห์เฝ้าป่า” เพื่อสอบถามถึงแนวทางการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านเขื่อนแม่วงก์หลังจากนี้

โดยในช่วงการสัมภาษณ์ก็มีโทรศัพท์จากบุคคลหลายกลุ่มโทร.มาหาประธานมูลนิธิสืบฯ ที่ผู้คนเรียกขานกันว่า "อาจารย์รตยา" ที่แม้จะมีอายุ 82 ปีแล้ว แต่ก็ไปร่วมเดินคัดค้าน EHIA ดังกล่าวกับนายศศินและทีมงานด้วย 3-4 วัน

เดินคัดค้าน EHIA รตยา จันทรเทียร
เมื่อเริ่มการสนทนา ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร บอกว่า การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่ทำก็ทำเพื่อคนไทยทุกคน ที่ต้องการให้คนไทยได้มีทุนธรรมชาติอย่างป่าแม่วงก์ไว้เป็นสมบัติของคนไทยไปให้นานที่สุด เพราะป่าแห่งนี้คือป่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยที่เหลือไม่มาก จึงเป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันหวงแหนปกป้องรักษาไว้ ไม่เช่นนั้นหากปล่อยให้มีการเปิดป่าก่อสร้างเขื่อน วันข้างหน้าจะเกิดผลกระทบมากมาย

...จุดเริ่มต้นมาจากที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรที่ตั้งมาวันนี้ก็ปีที่ 23 ขึ้นปีที่ 24 นับจากวันที่คุณสืบเสียสละชีวิตเพื่อรักษาสัตว์ป่าและผืนป่าไป 18 วัน มูลนิธิสืบฯ แห่งนี้ก็ตั้งขึ้น งานหลักที่ทำอยู่ก็คือดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดูแลรักษาธรรมชาติแล้วธรรมชาติก็จะกลับมาดูแลเรา

...ในขณะเดียวกัน ถ้าดูจากแผนที่ก็จะเห็นว่าน้ำของเราทรัพยากรของเรา น้ำสะอาดที่เราดื่มกันมาจากป่าทั้งสิ้น ที่เห็นอยู่ในแผนที่เขาใหญ่ ป่าตะวันตกแม่วงก์อยู่ตรงนี้ น้ำหนาว จะเห็นได้ว่าผืนป่าของประเทศไทยที่เป็นต้นกำเนิดของน้ำ ที่อยู่ของสัตว์ป่า เป็นทุนธรรมชาติของประเทศไทยวันนี้เหลือน้อยแล้ว ยิ่งเหลือน้อยหมายความว่าปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ทำไมอย่างนั้น ก็เพราะว่าป่าเขาทำหน้าที่ซับน้ำ ฝนที่ตกในหน้าฝนป่าก็เก็บไว้แล้วค่อยๆ จ่ายออกมา หน้าแล้งแม้ฝนไม่ตกก็มีน้ำให้ใช้ได้ตลอด แต่ถ้าตรงไหนป่าหมดกลายเป็นเขาหัวโล้น หน้าฝนน้ำมีก็ทลายเอาหน้าดินลงมาด้วย มีดินโคลนถล่มลงมาด้วย พอเข้าหน้าแล้ง ไม่มีน้ำแล้ว ห้วยแห้งหมด

...หากเราปล่อยให้ต้นน้ำของเรา พื้นที่ป่าธรรมชาติถูกทำลายไปมากเท่าไหร่ อนาคตเราก็จะยิ่งวิกฤติมากขึ้น

...นี่คือเหตุผลสำคัญที่ว่าทำไมมูลนิธิสืบฯ ถึงได้รณรงค์รักษาป่า รักษาสัตว์ป่า ให้คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ ขณะเดียวกันสัตว์ป่าก็ต้องอยู่ได้ด้วย ทั้งหมดรวมกันเป็นระบบนิเวศที่ให้ประโยชน์โดยตรงกับตัวเรา แต่ขณะเดียวกัน ที่ดินทั้งหลายก็มีราคา คนก็ต้องการที่ดิน เพื่อเอาไปปลูกข้าวโพด ปลูกสวนยางพาราสารพัด ยิ่งตอนนี้ราคาที่เพื่อปลูกยางก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวสองเท่าตัว แบบนี้ก็ทำให้พื้นที่ป่าหมดไปด้วย ก็เหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ

"อาจารย์รตยา" ย้ำว่า พื้นที่ป่าที่จะสูญเสียไปหากปล่อยให้มีการสร้างเขื่อนแม่วงก์ มันเป็นทุนของประเทศ ทุนธรรมชาติที่สำคัญ มูลนิธิจึงต้องทำหน้าที่รักษาป่า

“คุณสืบ นาคะเสถียร เขาก็พูดไว้ชัดเจนว่าสัตว์ป่าก็มีสิทธิ์อยู่ในบ้านของเขาคือป่า ก็เหมือนคนเราที่ก็มีสิทธิ์อยู่ในบ้านของเรา”

...แล้วเขาก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ สัตว์ป่ากับป่าเป็นของที่เกื้อกูลกัน เอาง่ายๆ สัตว์ป่าก็ทำหน้าที่เป็นผู้ปลูกป่าด้วย อย่างเขากินเมล็ดอะไร เขาก็ถ่ายไปตามทางในป่า

...ตัวชี้วัดที่สำคัญว่าป่าไหนสมบูรณ์ ก็ให้ดูจากเสือโคร่ง เพราะเสือโคร่งอยู่ข้างบนสุด เสือโคร่งจะกินพวกกระทิง พวกกวาง ที่เป็นสัตว์กินพืช เสือโคร่งจะอยู่ได้ ต้องมีอาหารเพียงพอ คือมีกระทิง มีหมูป่า มีวัวแดง พวกนี้จะมีเพียงพอเขาก็ต้องมีอาหารพวกหญ้า ใบไม้ที่อุดมสมบูรณ์ คือต้องเป็นป่าที่สมบูรณ์มันก็เป็นระบบนิเวศวิทยาที่สมบูรณ์ที่ต่อเนื่องกัน

“สำหรับป่าแม่วงก์เป็นป่าที่ใหญ่มาก พื้นที่ 12 ล้านไร่ พื้นที่ซึ่งจะทำเขื่อนจะเข้าไปกินพื้นที่ในป่า คนที่ต้องการจะทำก็บอกว่าเสียนิดเดียวไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่อันกว้างใหญ่ แต่ฝ่ายที่อนุรักษ์ไม่เห็นด้วยเราก็เห็นว่าพื้นที่ซึ่งจะท่วมที่จะเป็นอ่างเก็บน้ำ เป็นพื้นที่ป่าซึ่งสมบูรณ์ด้วยสัตว์ป่าที่เขาอยู่ด้วย มีทิวเขาต่างๆ ที่สัตว์ป่าชอบอยู่

เราจึงบอกว่าพื้นที่ตรงนี้มันคือหัวใจ ถ้าต้องเป็นอ่างเก็บน้ำ เปลี่ยนสภาพจากป่าไปแล้วสัตว์ป่าอยู่ไม่ได้ เราก็เสียหัวใจเราไป ต้องเรียกว่าอย่างนั้น”

ป่าแม่วงก์

...มีอีกเรื่องซึ่งไม่มีอยู่ในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็คือ เมื่อคุณเปิดป่าผืนนี้เข้าไป ป่าดีๆ 100 เปอร์เซ็นต์ เขาจะต้องเคลียร์ไม้ออกไปเพื่อไม่ให้ไม้มันอยู่ ไม่อย่างนั้นน้ำจะเน่า ตรงขั้นตอนนี้คุณต้องเอาคนงานเข้าไปเคลียร์ไม้ออก คุณเอาคนงานมาก่อสร้างกำแพงสูง 50 เมตร ยาวเกือบ 1 กิโลเมตร โดยใช้เวลาตรงนั้น 8 ปี

...คนงานที่เข้าไปทำอะไรต่างๆ ไปก่อสร้างไปตัดไม้ มันยากที่จะระวังไม่ให้คนแอบอ้างเข้าไปล่าสัตว์ ป่าตรงนั้นเป็นบ้านของสัตว์ป่าอย่างดี แล้วถ้าสัตว์ถูกล่า ไม้ถูกตัดมากขึ้น มากขึ้น คนเข้าไปยึด ความสมบูรณ์ของผืนป่าก็ค่อยลดลง ลดลง มันก็ส่งผลถึงอนาคตว่ามันไม่ยั่งยืน ดีที่สุดก็คือต้องช่วยกันรักษาให้เขาคงอยู่ ทั้งป่าไม้ ทั้งธรรมชาติ ทั้งสัตว์ป่า

กับภารกิจของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรในการปกป้องดูแลป่าแม่วงก์และพื้นที่ป่าโดยรอบ "ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร" เล่าให้ฟังว่าจริงๆ แล้วมีภารกิจหลายอย่าง อาทิเช่น การทำเรื่องชุมชน ทำเรื่องให้คนอยู่กับป่าได้อย่างเกื้อกูลซึ่งกันและกันและอยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียง

...งานที่มูลนิธิสืบฯ เข้าไปทำตรงนั้นนอกจากมีป่า มีธรรมชาติที่งดงามแล้ว ยังมีชุมชนอยู่อีกด้วย เป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่อยู่ใกล้ไปทางชายแดนพม่า มีชุมชนอยู่ในบริเวณนั้น 100 กว่าชุมชน มูลนิธิก็เข้าไปทำงานกับชุมชนเหล่านั้น ไปดูขอบเขตว่าวันนี้เขาใช้พื้นที่ไปเท่าไหร่ ก็บอกเขาไปในหลักการว่า จะไม่ขยายพื้นที่ชุมชนออกไป เพื่อให้พื้นที่กับสัตว์ป่า ตรงนั้นก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ กรมอุทยานฯ ที่ต้องบริหารพื้นที่ ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีเกณฑ์ว่าของเดิมเป็นอย่างไร เพื่อให้คนอยู่ในพื้นที่ป่าได้ ไม่ใช่ว่าจะให้อพยพออกไป

...แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไปให้สิทธิ์ให้โฉนดเอาไปขายใหม่ ไม่ใช่ คือให้เขาอยู่ได้ภายใต้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ให้เขาอยู่ได้ตรงนั้น ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของงานในการรักษาผืนป่า

สนทนามาถึงตรงนี้ "อาจารย์รตยา" ก็เริ่มพูดถึงเหตุผลว่าเหตุใดจึงต้องมีการเดินเท้าเพื่อแสดงเจตนารมณ์ไม่ยอมรับ EHIA การก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ของกรมชลประทาน

“จึงต้องประท้วงในเรื่องของเขื่อนแม่วงก์ เพราะเขื่อนแม่วงก์คืออันตรายที่จะเข้ามาในผืนป่าโดยรัฐเอง รัฐบาลเอง

มันมีโครงการแบบนี้เมื่อ 30 ปีที่แล้วที่เชี่ยวหลาน ที่คุณสืบไปอพยพสัตว์ป่า ที่มีการทำเขื่อนเชี่ยวหลานในป่าแล้วน้ำก็เกิดท่วม สัตว์ป่าก็หนีขึ้นไปอยู่บนยอดเขา เพราะติดเกาะอยู่ แล้วก็ยังไม่เคยมีการเปิดป่ามโหฬารแบบที่ทำคือ เปิดป่าถูกกฎหมาย มีการตัดไม้ คราวนี้จะเป็นครั้งที่ 2 ถ้าหากมีการอนุมัติให้ทำขึ้นมา”

“ประธานมูลนิธิสืบฯ” ย้ำว่า ที่ต้องเคลื่อนไหวคัดค้าน EHIA ก็เพราะผู้ที่ติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นเห็นว่า ความเป็นไปในการจัดทำ EHIA ดังกล่าว มีลักษณะเร่งรีบ-ข้ามขั้นตอน จึงทำให้ต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อทำให้คนตั้งคำถามว่า พวกที่เคลื่อนไหวซึ่งใช้เท้าเดินระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรทำเพื่ออะไร เมื่อมีการตั้งคำถามก็จะเกิดความสนใจและเข้ามาหาคำตอบมาหาข้อมูล ก็จะได้มีการสื่อสารกับคนในสังคม

กับความเร่งรีบในการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ดังกล่าว "อาจารย์รตยา" อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้

“โครงการใดที่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็ต้องทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ในพื้นที่นี้ก็เช่นเดียวกันก็ต้องทำ โดยการทำต้องทำตามขั้นบันได

เริ่มจากบันไดขั้นแรก คือต้องให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการหรือ คชก. พอเข้าคณะกรรมการผู้ชำนาญการ ถ้าผ่าน แล้วก็ไปที่คณะกรรมการอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (กอสส.) ซึ่งถ้าผ่าน กอสส.อีกก็จะไปเข้าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ แล้วจะต้องไปเข้าอีกอัน คือคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติตามกฎหมาย เพราะอันนี้เป็นพื้นที่อุทยาน ต้องไปเพิกถอน เมื่อทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว คณะรัฐมนตรีถึงจะอนุมัติได้

แต่วันนี้ก็ปรากฏว่า เมื่อ 10 เมษายน 2555 คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปแล้วว่าให้ทำโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ วงเงิน 13,000 ล้านบาท ทั้งที่บันไดแรกจากที่มี 4 ขั้นยังไม่ได้ขึ้นเลย มันก็เป็นปัญหาว่ามันคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า มันแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ไหม มีการแก้อย่างไร ยังไม่ได้ทำอะไรกันเลย ยังไม่ได้มีผลออกมา”

...ทางมูลนิธิเราเคลื่อนไหวเรื่องนี้มาตลอด ก่อนหน้านี้มีการส่งตัวแทนไปยื่นหนังสือตั้งแต่เรื่องถูกส่งไปที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการที่เป็นบันไดขั้นแรก เรามีความเห็นว่าตรงนี้ปกติสำนักนโยบายและแผนทำหน้าที่แทนประชาชนคนไทยทั้งหลาย ประมวลทั้งหมดว่าสมควร-ไม่สมควรอย่างไร มันแก้ปัญหาได้ไหม มันคุ้มค่าไหม ทั้งด้านเศรษฐกิจ การก่อสร้าง เรื่องสิ่งแวดล้อมอะไรต่างๆ และทำแล้วได้มากกว่าเสียหรือเปล่า

...เราก็พบว่าตัวรายงาน EHIA ข้อสำคัญที่เราพบก็คือรายงานของโครงการมีข้อที่ไม่สมบูรณ์ครบถ้วนหลายอย่าง เป็นต้นว่า ยังไม่ได้พูดถึงเลยว่าพื้นที่ตั้งโครงการมันอยู่เหนือมรดกโลก (ห้วยขาแข้ง) เข้าไป ที่เป็นผืนป่าเดียวกัน ในแผนที่จะมีเส้น แต่ของจริงไม่มีเส้น ผืนป่าตรงนั้นจะเขียวตลอด

...แล้วก็มีอีกหลายเรื่องที่รายงานไม่ครบถ้วน แล้วก็มีเรื่องที่มีผู้มีความรู้ในคณะกรรมการผู้ชำนาญการให้ความเห็นว่าต้องทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ต้องทำเพิ่มเติม มีการตั้งคำถามให้ไปทำมาถึงเกือบ 20 รายการ ก็ปรากฏว่าผู้ชำนาญการที่ตั้งคำถามมากๆ ก็ถูกเปลี่ยนตัวผู้ชำนาญการที่ให้ความเห็นในเชิงขัดข้อง

“เรื่องราวกลายเป็นว่า คล้ายจะมีการเร่งรัดให้มีการอนุมัติให้ผ่านไปได้โดยเร็ว”

...เราก็เลยไปยื่นเมื่อ 9 กันยายน 2555 ไปยื่นกับเลขาธิการสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ถึงเรื่องที่ขัดข้อง โดยเราบอกว่าอย่าได้เร่งรัดให้เรื่องนี้ผ่าน แต่ก่อนที่เราจะไปยื่นหนังสือเมื่อ 9 ก.ย. เราได้มีการยื่นจดหมายไปยังบุคคลและหน่วยงานต่างๆ ไม่น้อยกว่า 4 ฉบับ ในแต่ละช่วง เช่น เราเสนอไปว่าเรื่องนี้ที่ศึกษามาเช่นเรื่องเศรษฐกิจ เราก็บอกว่าเรื่องนี้ได้ไม่เท่าเสีย ไม่คุ้มค่า ก็เสนอไปเป็นเรื่องๆ

...อย่างเช่นเสือที่อยู่ในป่าตรงนั้น เสือเป็นตัวสำคัญเลยในระบบนิเวศแบบนี้ แต่ในรายงาน EHIA ดังกล่าวไม่ได้ให้ความสำคัญตรงนี้เลย ทั้งเรื่องเสือโคร่งและนกยูงที่มีจำนวนมากในพื้นที่

...ทางคณะก็มาหารือกัน เราก็เห็นว่าได้พยายามใช้สมองทำกันมาตั้งแต่เมษายน 55 จนถึงกันยายน 56 เราก็ทำแล้วหลายอย่าง แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ แต่ข่าวก็ออกมาตลอดว่าได้รับการอนุมัติให้ทำแล้ว ก็ทำให้อาจารย์ศศินตัดสินใจเดิน หลังจากที่ใช้สมองกันหลายองค์กรช่วยกันคิด ไม่ใช่แค่กับมูลนิธิสืบฯ ก็มีหลายเครือข่ายหลายองค์กรอนุรักษ์ คนไหนเก่งด้านไหนก็มาช่วยกัน

กับความตื่นตัวของคนในสังคมที่ให้ความสนใจในการเดินเท้าดังกล่าวของอาจารย์ศศินและคณะ “ประธานมูลนิธิสืบฯ” ยอมรับว่าเกินคาด

...ที่เดินประท้วง EHIA ก็เพราะรายงานดังกล่าวมันไม่ครบถ้วน วัตถุประสงค์สำคัญก็คือเพื่อทำให้คนในสังคมเกิดความสงสัยว่าเราทำอะไร ทำไมต้องเดินประท้วง แล้วพอคนสนใจก็จะได้ให้ข้อมูล

...ก็คิดว่าประสบผลตามความมุ่งหมาย มีคนสนใจเยอะ แล้วก็หันมาให้ความร่วมมือ มีคนช่วยต่างๆ เช่น ให้น้ำดื่ม ให้ขนม ให้สตางค์มาตลอดทาง แล้วก็มาร่วมเดินด้วย ค่อยๆ เข้ามากันมากขึ้น ยิ่งใกล้กรุงเทพฯ ก็ยิ่งมีเพื่อนมากขึ้น มากขึ้น จากที่เดินออกมาจากแม่เรวา นครสวรรค์ที่เป็นจุดซึ่งจะทำเขื่อน ตอนนั้นมีแค่ 6 คน ก็กลายเป็นขบวนใหญ่ มารวมกันที่ลานหน้าหอศิลป์ฯ ดูแล้วเกินหมื่นคน

ศศิน เฉลิมลาภ รตยา จันทรเทียร

- ที่เคยทำหนังสือคัดค้านหลัง ครม.อนุมัติเมื่อเมษายน 2555 ทำถึงฝ่ายไหนบ้าง เห็นว่าทำถึงนายกรัฐมนตรีด้วย?
ก็ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีหลัง ครม.อนุมัติให้ทำเขื่อนแม่วงก์ เราก็บอกไปว่าโครงการดังกล่าวที่อนุมัติยังไม่ได้มีการทำตามขั้นตอนตามบันได 4 ขั้นอย่างที่บอกข้างต้น จึงยังไม่น่าจะอนุมัติ

แล้วเมื่อทางกรมชลประทานมีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทำการศึกษาผลกระทบ ทางเราก็ได้มีการศึกษาโครงการควบคู่ตามไปด้วย เมื่อเราพบอะไร เราก็บอกไปว่าตรงไหนที่มันไม่ครบถ้วน

โครงการเขื่อนแม่วงก์เป็นของกรมชลประทาน อยู่ในโมดูล A1 ที่มีงบอยู่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาทในงบบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่จะทำอ่างเก็บน้ำ ซึ่งมันแยกออกมาเป็นเขื่อนต่างๆ ประมาณ 21 เขื่อนที่จะก่อสร้าง

ซึ่งใน 21 เขื่อน ก็จะเป็นแผนงานการก่อสร้างเขื่อนเดิมที่กรมชลประทานคิดจะทำมาก่อนแต่ทำไม่ได้ ด้วยสาเหตุต่างๆ กัน โดยเฉพาะสร้างไม่ได้เพราะผลการศึกษาการก่อสร้างทำมาแล้วไม่คุ้มค่าการก่อสร้าง ทางคณะกรรมการฯ เขาก็ไม่ให้ผ่าน มีการสั่งให้กรมชลประทานไปทำหลายอย่างเพิ่มเติม

อย่างโครงการเขื่อนแม่วงก์ก็เข้าไปยังกรรมการถึง 4 ครั้ง แต่ก็ไม่เคยผ่าน ซึ่งที่ไม่ผ่านเลยก็เพราะผลการศึกษาพบว่า เป็นโครงการที่ไม่มีความเหมาะสมในการก่อสร้าง ถ้าเหมาะสมป่านนี้ก็คงผ่านมาแล้ว ประเด็นใหญ่ๆ ที่ทำให้ไม่ผ่านก็คือ การที่จะไปทำตรงนั้นจะไปทำลายระบบนิเวศทั้งหมด ถ้าอนุมัติป่านนี้พื้นที่ป่าก็หายไป

แต่ตรงกันข้าม ตลอดเวลา 23 ปีที่คุณสืบเสียสละชีวิตมาตั้งแต่ 1 กันยายน 2533 ได้มีหลายฝ่ายร่วมกันทำงาน เช่นฝ่ายวิจัย ฝ่ายป้องกันดูแลไม่ให้คนเข้ามาล่าสัตว์ป่า คนป้องกันก็ป้องกันดูแล คนประสานกับชุมชนก็พยายามทำ คนทำวิจัยก็ทำ ทำกันหลายส่วนเพื่อรักษาป่า หลายหัวใจที่มาร่วมกันเป็นพันดวงใจที่เข้ามาช่วยกัน ทำให้ป่าผืนนี้ฟื้นฟูดีขึ้น

นับจากวันที่คุณสืบเสียสละชีวิต เพราะตอนนั้นมีการล่ากันอย่างขนานใหญ่ เหตุการณ์วันนั้นหมดไป นี่ล่าสุดได้ข่าวว่ามีการยิงกันไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่ทุ่งใหญ่ตะวันออก แล้วก็เมื่อสองวันที่ห้วยขาแข้งก็มีการยิงกัน แล้วมารักษาตัวกันที่ศิริราช

โดยหัวใจและโดยชีวิตของคนที่ช่วยกันดูแล ถ้าเปิดตรงนี้ก็คือ ที่เราทำกันทั้งหมดที่ร่วมกันทำเป็นพันคนก็เท่ากับสูญเปล่า

ซึ่งเรื่องพวกนี้ไม่อยู่ใน EHIA ที่มันจะมีผลกระทบไปไกล  ระบบนิเวศที่นั่นจะดีมาก มีป่าทุกชนิด มันมีป่าสารพัดชนิดที่แม่วงก์ มีทั้งป่าเบญจพรรณ สูงขึ้นมาหน่อยก็เป็นภูเขา แล้วก็จะมีสัตว์ป่ามากอย่างเลียงผาก็อยู่บนยอดเขา หรือพวกวัวแดง เป็นป่าที่มีเสือโคร่งอยู่อย่างสุขสบาย ออกลูกออกเต้าด้วยเพิ่มจำนวนขึ้นด้วย

“เราทำงานก็รู้สึกได้กำลังใจว่าทำแล้วไม่เสียเปล่า ก็ขอส่งกำลังใจไปถึงคุณสืบด้วยว่า การตายของคุณสืบไม่สูญเปล่า แต่ถ้าเปิดตรงนี้อีกสัก 10 ปีก็คงพังไปอีกเยอะ  ซึ่งน่าเสียดายสำหรับคนไทยทุกคน เพราะตรงนั้นเป็นป่าของคนไทยทุกคน”

กับท่าทีของฝ่ายรัฐบาล ที่ต้องการจะพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อนจะเดินหน้าก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ทาง "ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร" บอกว่าไม่ขัดข้อง ถ้าเชิญมาก็ยินดี เราก็จะบอกอย่างที่คุยกับสื่อตอนนี้ เพราะเราแน่ใจว่าคนไทยทุกคน ถ้าเขาเข้าใจซาบซึ้งในรายละเอียดของระบบนิเวศของระบบพื้นที่ต่างๆ คิดว่าคนไทยทุกคนต้องการเก็บรักษาผืนป่าธรรมชาติตรงนั้นไว้ รักษาบ้านของสัตว์ป่าไว้

“อย่างที่เขาใหญ่วันนี้ไม่มีเสือโคร่งแล้ว จากที่ก่อนหน้านี้เขาใหญ่มีเสือโคร่ง เสือกัดเลย เป็นเรื่องที่คนกลัวกัน แต่ตอนนี้หมดแล้ว สัตว์ป่าไม่ใช่จะอยู่กันได้ง่ายๆ เป็นเรื่องที่ต้องมีความพร้อมให้เขา ทั้งอาหาร ความปลอดภัย ถ้ารบกวนมากสัตว์ป่าก็อยู่ไม่ได้ก็ไม่มี ก็น่าเสียดาย เพราะตอนนี้สัตว์ป่าหลายอย่างก็สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้ว

แนวทางของเราก็คือ จะพยายามให้ข้อมูลกับคนทั้งหลาย ก็คิดว่าคนทั้งหลายน่าจะเป็นพลังได้ ถ้าเข้าใจและเห็นความสำคัญและช่วยกันรักษาไว้ เพราะนี่คืออนาคตประเทศไทย เป็นทุนทางธรรมชาติที่เป็นอนาคตของเรา ถ้าประเทศไทยขาดน้ำจืด ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน จะเป็นศูนย์กลางอะไร  ศูนย์กลางอุตสาหกรรม มันก็ไปไม่รอด”

… น้ำจืดประเทศไทยวันนี้มาจากป่า ฝนตกมาป่าเก็บไว้แล้วป่าก็ส่งน้ำออกมา แล้ววันนี้ที่เก็บน้ำถาวรชั่วชีวิต ที่ไม่ใช่เขื่อนกับอ่างเก็บน้ำก็เหลืออยู่ไม่มาก แล้วที่บอกจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม ความจริงแล้วก็เก็บได้แค่ 1 เปอร์เซ็นต์ ได้แค่นั้นเอง ไม่ใช่ว่าสร้างแล้วน้ำจะไม่ท่วมหรือลดไปครึ่งหนึ่ง-ไม่ใช่ ซึ่งถ้าอนาคตของประเทศไทยจะเป็นไปได้ ก็มีคนเก่งเยอะๆ ก็ควรทำอย่างอื่นแทนในการหาวิธีการแก้ปัญหาน้ำท่วม ที่ก็เทียบเป็นหนึ่งเซนติเมตร แทนที่จะไปทำลายป่าทำลายบ้านสัตว์ป่า ก็ควรเก็บไว้แล้วไปทำอย่างอื่นแทนดีกว่า  รัฐบาลก็มีคนเก่งเยอะ ก็ไปคิดมีหลายวิธี

- ประเมินว่าเพราะเหตุใดช่วงหลังกระแสคนในสังคมถึงตื่นตัวสนับสนุนการคัดค้านสร้างเขื่อนแม่วงก์กันมาก?
คิดว่าคนก็ถูกเรื่องสิ่งแวดล้อมบีบเยอะ ประเด็นปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่กระทบถึงบ้านเราถึงตัวเยอะ คนก็สนใจ  โดยทั่วไปเท่าที่ฟังกระแสก็พบว่า คนไม่ต้องการให้มีการทำลายป่าอีกแล้ว เพราะความเข้าใจเรื่องไม่มีป่า ไม่มีน้ำ ตรงนี้เป็นที่ยอมรับเข้าใจกันแล้ว เพราะเมื่อไม่มีป่า ไม่มีน้ำ ก็ไม่มีชีวิต มันก็ทำให้เราอยู่ยากมาก อาจต้องเอาน้ำทะเลมาทำน้ำจืด บ้านเราอยู่อย่างสบายเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศ แล้วทำไมเราไม่ดูแลทรัพยากรธรรมชาติของเรา

- ถ้า กบอ.จะเริ่มต้นใหม่ในการศึกษารายงาน EHIA  ทางกลุ่มนักอนุรักษ์จะว่าอย่างไร?
ก็ไม่ยังไงก็ต้องดู เราจะไม่ติเรือทั้งโกลน ต้องดูก่อนว่าจะทำยังไง

- ในพื้นที่ก็เห็นมีข่าวพวกนักการเมืองในพื้นที่ เริ่มมีการจัดตั้งกลุ่มสนับสนุนการสร้างเขื่อน เกรงไหมอนาคตจะเกิดการเผชิญหน้า?
ไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะกลุ่มเราที่ไม่เห็นด้วยก็มาจากข้อเท็จจริง พวกเราก็ทำด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์ เราไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง เราไม่คิดว่าที่เราไม่เห็นด้วยกับการทำเขื่อนแม่วงก์เป็นเรื่องของสีโน้นสีนี้ หรือเรื่องของพรรคการเมือง

แต่เป็นเรื่องของคนไทยทุกคน ที่คุณเกิดในแผ่นดินนี้คุณต้องอาศัยทรัพยากรเหล่านี้ ทุกคนก็เป็นคนไทย แล้วคนก็มีหัวใจ ก็ควรน่าจะตัดสินใจได้ว่าไม่ควรไปรบกวนผืนป่าสัตว์ป่า

…ตอนนี้ทาง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ก็มาพูดเมื่อ 15 กันยายน ว่าจะดูเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ไม่ผลีผลามอนุมัติ เราก็หวังว่าจะได้อันนั้น และหวังว่านายกฯ จะมอบหมายให้ รมว.ทรัพยากรฯ มาช่วยดู

ส่วนหลังจากนี้จะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป “ประธานมูลนิธิสืบฯ” บอกว่า ก็ดูไปตามสถานการณ์ ยังไม่มีข้อยุติ  รู้สึกว่าอาจารย์ศศินก็เหนื่อยมาก ส่วนเรื่องการเดินเท่าที่ดู คิดว่าช่วงนี้คงยังจะไม่มี

พอถูกถามเรื่องที่สื่อกระแสหลักไม่นำเสนอข่าวดังกล่าวเลย แต่ที่คนมาสนใจเรื่องนี้กันมากเพราะสื่อกระแสรอง “อาจารย์รตยา”บอกว่า ไม่ได้ติดใจอะไรเรื่องนี้ ไม่ถือเป็นปัญหาอะไร เรื่องที่เรากำลังรณรงค์ทุกคนเป็นเจ้าของ ดังนั้นเจ้าของจะลุกขึ้นมาทำงานมาก ทำงานน้อย หรือจะไม่สนใจก็แล้วแต่บุคคล คนที่มาเดินด้วยกันค่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ต่างคนก็ต่างมาด้วยใจ ไม่มีการจัดตั้ง มาจากทุกสถานะ หลายคนไม่เคยเจอกันนานแล้วก็มาเจอกันมาด้วยใจ

“ที่ขอพูดก็คือ ไม่เฉพาะเขื่อนแม่วงก์ แต่ทุกโครงการก่อสร้างอะไรก็แล้วแต่ อย่างถนนระหว่างเมือง  รถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ทั้งหลาย ขอให้หลบผืนป่าธรรมชาติ

ขอให้ถือว่าผืนป่าธรรมชาติเหล่านี้สำคัญที่สุดต่ออนาคตของประเทศชาติ หลบได้ทั้งนั้น พื้นที่ของเราออกกว้างขวาง อย่าได้พุ่งตรงตัดเข้าไปในพื้นที่ป่า เพราะก็เป็นการเอาคนเอาความเจริญเข้าไป ป่าก็อยู่ไม่ได้ สัตว์ป่าก็อยู่ไม่ได้”.
โดยวรพล กิตติรัตวรางกูร

รตยา จันทรเทียร

นางสิงห์เฝ้าป่า “เราทำงานให้คุณสืบ”
จากอดีตผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ ที่วันนี้รับบทบาทเป็นนักวิชาการอิสระ-นักอนุรักษ์ป่า และ "ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร" ที่อยู่ในตำแหน่งนี้มาแล้วหลายปี แม้อายุจะล่วงเข้าสู่วัย 82 แต่ก็เห็นได้ตลอดการสนทนาเมื่อพูดถึง "ผืนป่า-การรักษาป่า" น้ำเสียงของอาจารย์รตยาทรงพลังทุกคำพูด

ส่วนประวัติการทำงานต่างๆ ของประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรท่านนี้ สำหรับแวดวงนักอนุรักษ์-คนรักป่าและคนจำนวนมากในสังคมแล้ว ทุกคนรู้จักชื่อเสียงของอาจารย์รตยา ที่ได้รับการขนานนามว่า "นางสิงห์เฝ้าป่า" กันดี จนไม่ต้องสาธยายมากนัก

...การทำงานของมูลนิธิสืบฯ เราก็ทำงานเป็นหมาเฝ้าบ้าน คือทำงานในเรื่องการรักษาทรัพยากรธรรมชาติของป่า  สัตว์ป่า เป็นการกระจายความรู้และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับคนไทยทั้งหลายก็เป็นงานหลัก และก็รักษาป่าผืนใหญ่เอาไว้เพื่อคนไทยทั้งชาติ เราเป็นหมุดตัวหนึ่งที่เข้าไปช่วยในการรักษาผืนป่าให้คนไทยทั้งชาติ

…นอกจากนี้ก็คือ ดูแลสวัสดิการทั้งหลายของคนเล็กคนน้อย ที่สะพายเป้เข้าไปเดินตระเวนรักษาป่า เราก็มีกองทุนผู้พิทักษ์ป่า ใครจะให้มาก็ได้ เราก็เก็บไว้ แล้วตอนนี้เราจ่ายให้ลูกผู้พิทักษ์ป่าที่พ่อเขาเสียสละชีวิต ปีละหมื่นสองพันบาท ก็ตั้งใจจะส่งเขาให้เรียนจนจบปริญญาตรี ตอนนี้ก็จบปริญญาตรีกันไปบ้างแล้ว ตรงส่วนนี้ก็มีประมาณ 20 กว่าคน

….แล้วก็มีงานประกอบคือ ทำงานกับชุมชนที่อยู่ในป่า พยายามให้เขาอยู่ได้อย่างพอเพียงตามเศรษฐกิจพอเพียง แล้วให้เขาช่วยดูแลรักษาป่าด้วย

เมื่อขอความเห็นว่า การพัฒนากับการอนุรักษ์สามารถเดินคู่ไปด้วยกันได้ไหม แล้วจะทำอย่างไร “ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร” บอกว่า ถึงวันนี้มันต้องไปด้วยกันแล้ว ถ้าพัฒนาจะทำรถไฟความเร็วสูง ทำอ่างเก็บน้ำ ทำเขื่อน ก็ต้องออกไปทำนอกป่า นี่คือการพัฒนากับการอนุรักษ์ที่ต้องไปด้วยกัน คือเรายอมเสียเงินอีกหน่อย แต่อย่าไปรบกวนทุนทางธรรมชาติ วันนี้ก็เข้าใจว่าคนมีความเข้าใจกันมากขึ้น

…อย่างโครงการที่จะไปทำท่าเรือเชฟรอนที่นครศรีธรรมราช ชาวบ้านก็ไม่ยอมให้ทำเพราะจะสูญเสียแหล่งอาหาร ความเป็นชุมชนที่เขาเคยอยู่ได้แบบพอเพียง รัฐบาลก็ฟัง ก็ไม่ได้ลงมือทำ

- มองยังไงที่คนบางกลุ่มก็มักจะมอง หรือรู้สึกว่าเอ็นจีโอชอบขวางความเจริญ?
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรก็เป็นเอ็นจีโอ คนทั้งหลายมองมูลนิธิสืบฯ ว่าอย่างไร เราขัดขวางความเจริญ หรือเราช่วยกันรักษาอนาคตของประเทศชาติ ช่วยกันรักษาทุนธรรมชาติซึ่งเป็นมิตรกับทุกคน

“พวกเราทำด้วยหัวใจบริสุทธิ์ คุณศศินเองเขาก็อายุ 45 ปีแล้ว ที่ทำก็เพื่อให้คนสงสัยและสอบถามว่ามันคืออะไร เพื่อจะได้ให้ข้อมูลกระจายมากขึ้น แล้วในมูลนิธิฯ เราก็ช่วยกัน มีคนทำงานด้วยกัน 20 กว่าคน ก็ช่วยกันทำงาน แบ่งกันทำงานด้วยหัวใจดวงเดียวกัน

เพราะคนทำงานที่มูลนิธิทุกคนก็บอกเหมือนกันว่า ผมทำงานให้พี่สืบ นาคะเสถียร เราก็ทำงานให้คุณสืบด้วย ก็ใจตรงกัน "

ที่มา การตายของ "สืบ" ไม่สูญเปล่า thaipost.net
 

รับข่าวสาร