• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

สิบปีที่สืบ

อีเมล พิมพ์ PDF
ดร.สุรพล สุดารา อาจารย์ใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย เสียชีวิต เมื่อ 19 กรกฎาคม 2546 ขณะดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ก่อนที่เรื่องราวการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะเป็นที่ตระหนักรู้ และเกิดแนวร่วมมากมายเมื่อเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา สมัยนั้นใครก็รู้ว่านักวิชาการร่างใหญ่นิสัยดีท่านนี้แหล่ะที่เป็นหัวหอกในการทำงานให้สังคมเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างกว้างขวาง
ดังนั้นท่านจากเราไปครบ 10 ปีในปีนี้
ผมกับอาจารย์สุรพล สุดารา มีความสัมพันธ์เป็นลูกศิษย์-อาจารย์ กันพอสมควร ตั้งแต่ยังไม่เข้ามหาวิทยาลัยด้วยที่ว่าอาจารย์มาบรรยายให้เยาวชนอย่างผมฟังในช่วงวิชาการของค่ายวิทยาศาสตร์ทางทะเล และยังเดินทางไปออกสนามกับชาวค่ายที่ชลบุรีอีกด้วย หลังจากนั้นผมได้ฟังอาจารย์บรรยายอีกหลายครั้งด้วยความประทับใจ จนกระทั่งได้มาเป็นลูกศิษย์ในชั้นเรียนอยู่หนึ่งวิชาในเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม เมื่อครั้งเป็นนิสิตปริญญาโทที่จุฬาเมื่อกว่ายี่สิบปีที่แล้ว และเรื่องราวของชีวิตก็พาผมมาเป็นกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรร่วมกันในช่วงปลายชีวิตของประธานมูลนิธิที่อาจารย์สุรพล สุดารารับภาระต่อจากอาจารย์รตยาหลังจากครบสิบปีที่พี่สืบจากไป
หลักการสำคัญในการทำงานเรื่องสิ่งแวดล้อมของผมจำได้แม่นยำว่ามาจากครั้งหนึ่งที่อาจารย์สุรพลวาดวงกลมบนแผ่นใส และขีดเส้นตรงไว้ตรงกลางบอกคนที่นั่งฟังบรรยายว่านี่คือความสมดุลของ “ระบบนิเวศ” จากนั้นอาจารย์เปรียบเทียบว่ากิจกรรมของเราล้วนมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ว่าแล้วก็ค่อยๆ ทำเส้นหยึกหยักทับบนเส้นผ่านศูนย์กลางวงกลม แล้วอาจารย์ก็บอกว่า กิจกรรมต่างๆของมนุษย์ทำได้ ตราบใดที่ยังอยู่ในระดับที่ไม่ทำลายความสมดุลของระบบนิเวศจนระบบนิเวศมันเสียหายไป แล้วอาจารย์ก็ขีดเส้นหยึกหยักมากขึ้น ภายในวงกลมเป็นความหมายว่าเราสามารถพัฒนาโครงการต่างๆได้ ตราบใดที่ยังไม่เกินขีดขั้นที่จะทำความเสียหายที่มากเกิน จนกระทั่งเส้นขีดของอาจารย์เกินออกขอบเส้นรอบวงกลม ผมจำเรื่องราวที่อาจารย์เล่าเรื่องอื่นๆไม่ได้มากนักเพราะเวลาผ่านไปเนิ่นนาน แต่วงกลมที่เป็นขีดขั้นของผลกระทบสิ่งแวดล้อมนี้แหล่ะที่ผมจำได้ เข้าใจ และใช้เป็นพื้นฐานในการทำงานในด้านนี้ตลอดมา
ความตายของอาจารย์เมื่อสิบปีที่แล้วนำความเปลี่ยนแปลงในชีวิตใหญ่หลวงพร้อมกับภาระความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่อย่างคาดไม่ถึงมาสู่ชีวิตผม เมื่อ อาจารย์รตยาถูกกรรมการมูลนิธิสืบฯขอให้กลับมาทำหน้าที่ประธานอีกครั้ง และมอบหมายให้ผมเข้ามาช่วยบริหารมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเต็มตัว ในฐานะรองเลขาธิการ แต่มีบทบาทในการดูแลเสมือนเป็นผู้อำนวยการสำนักงานมูลนิธิทั้งหมดและงานผู้จัดการโครงการใหญ่ในภาคสนามของป่าตะวันตก หลังจากเปลี่ยนชุดกรรมการบริหารต่อจากอาจารย์สุรพล จำได้แม่นยำถึงความเคอะเขิน และประหวั่นพรั่นพรึงเมื่อเดินทางไปถึงอาคารอนุสรณ์สถานสืบในวันทำบุญวันตายพี่สืบในปีนั้นพร้อมความรับผิดชอบที่ต้อง “ทำงานให้พี่สืบ” จริงๆจัง
ผมจำพลังงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ปะทะกับตัวเองได้ดี ในวันนั้น เมื่อผมเดินเงียบๆไปไหว้พี่สืบที่บ้านพักห้วยขาแข้งคนเดียวในวันนั้น 1 กันยายน 2546 จนกระทั่งวันนี้ ที่ครบรอบสิบปีพอดี ในภาระกิจการนำพามูลนิธิทำงานอนุรักษ์ป่าผ่านเวลาไม่นานผมเดินทางมาถึงครึ่งทางในวาระครั้งละสี่ปีของเลขาธิการมูลนิธิในสมัยที่สองแล้ว
เวลาสิบปีที่ผ่านมาผมพบว่างานประสานงานชุมชนในโครงการภาคสนามในป่าตะวันตกนำความลำบากกาย และเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางประสานงานมากมายนั้นไม่สามารถเทียบได้ความลำบากใจในการต่อสู้คัดค้านโครงการที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศของป่าโดยนโยบายของรัฐบาลเองโดยพัฒนาโครงการจากนักการเมืองระดับชาติ ระดับท้องถิ่นบนพื้นฐานสัญชาตญานมนุษย์ที่มีความต้องการทรัพยากร และความสะดวกสบายเพิ่มขึ้นๆอย่างไม่สิ้นสุดของชาวบ้านรอบป่า
ผมจำสนามแรกของการทดสอบฝีมือตนเองได้ดี ในวันที่ต้องพาสื่อมวลชนไปดูแนวถนนคลองลานอุ้มผางบนช่องเขาลมแรงที่ชื่อ ช่องเย็น บนสันเขาภูเขาสูงของรอยต่อสามพื้นที่อนุรักษ์กลางป่าตะวันตก ป่าแม่วงก์ คลองลาน และอุ้มผาง และไม่นานก็ได้ไปให้ข้อมูลผลกระทบของการตัดถนนกับนักเรียนโรงเรียนอุ้มผาง ในบรรยากาศความขัดแย้งรุนแรงของฝ่ายที่ต้องการพัฒนาแนวถนนผ่าป่าในปีนั้น ทั้งจากนักการเมืองระดับชาติของจังหวัดกำแพงเพชรที่ประสานเป็นทีมแนบแน่นกับการเมืองท้องถิ่นที่อุ้มผางเสนอโครงการต่อรัฐบาล และมีแนวโน้มสูงยิ่งว่าจะสำเร็จ
ดีที่ยุทธศาสตร์ของมูลนิธิที่ประสานกับพันธมิตรองค์กรอนุรักษ์ และความเข้มแข็งของเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในอุ้มผางที่เป็นหนุ่มสาวไฟแรงในวันนั้นสามารถเคลื่อนไหวจนรัฐบาลชะลอโครงการนี้มาได้ร่วมสิบปี แต่หลังจากนั้นผมไม่เคยว่างเว้นต่อการทำงานคัดค้านโครงการอื่นๆที่ถาโถมเข้ามาสู่ผืนป่า ทั้งถนนสายอื่นๆ การท่องเที่ยว เขื่อน อุโมงค์ผันน้ำ เหมืองแร่ แน่นอนว่า โครงการที่เหนื่อยยากที่สุดในการต่อสู้ย่อมหนีไม่พ้น เขื่อนแม่วงก์ ที่วนกลับมาในครั้งนี้นับเป็นรอบที่สามเข้าไปแล้ว
นั่นคือความทรงจำเมื่อหวนคำนึงถึงเหตุการณ์ใหญ่ในครั้งมาทำงานที่สืบในช่วงนั้น
สองสามวันที่ผ่านมาผมพาร่างกายพร้อมอาการป่วยไข้ ไปร่วมประชุมกับคณะทำงานของท้องถิ่นอุ้มผางที่ร่วมกันเสนอโครงการถนนผ่าป่าอีกครั้ง ในห้องประชุมใหญ่ของศาลากลางจังหวัดที่มีพ่อเมืองตากเป็นคนชวนให้เรามาชี้แจงเหตุผลของการทักท้วงโครงการ ความลำบากใจในเวทีการชี้แจงเหตุผลที่ต้องของเห็นต่างสวนทางความเจริญ ช่องทางเศรษฐกิจที่สดใส โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาเยาวชน รวมถึงโอกาสในการรอดชีวิตของคนป่วยจากการส่งเข้าโรงพยาบาลใหญ่ แน่นอนว่าสายตาหลายร้อยคู่ของทีมพัฒนาถนนย่อมมองเห็นแต่ด้านลบในการทำงานของเราที่ไปขัดขวางเรื่องสำคัญของเขาเหล่านั้น ....
โลกแห่งการสื่อสารบนเครื่องมือสมัยใหม่ส่งข่าวมาถึงห้องประชุมกลางเมืองตากว่าเกิดน้ำท่วมอำเภอลาดยาว นี่คือ สมรภูมิใหญ่อีกแห่งหนึ่งของเรา ฝนตกหนักด้านเหนือนำน้ำมากมายหลากเข้าสู่ตัวชุมชน พรรคพวกที่แจ้งข่าวบอกข้อมูลว่ามีคันดินอุดกั้นทางน้ำออกของเทศบาลไว้หลายจุด ไม่รู้ว่าตั้งใจ หรือบังเอิญ แต่นั่นทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆในตลาดลาดยาว และแน่นอนว่าเสียงบ่นด่าจากผู้นำท้องถิ่นขณะแสดงบทอำนวยการโหวกเหวกช่วยเหลือ ย่อมต้องเอ่ยถึงสาเหตุของน้ำท่วมเพราะไม่มี “เขื่อนแม่วงก์”
ไม่มีทางเลือกอื่นใด ผมล้มเลิกแผนการเดินทางกลับกรุงเทพฯหลังเสร็จสิ้นการประชุม พบตัวเองใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ ในการถ่ายรูปหลักฐานว่าน้ำท่วมลาดยาวคราวนี้เกิดจากสาเหตุใด ตั้งแต่กลางดึกที่มาถึงตัดสินใจนอนพักกลางตัวเมืองลาดยาวแม้จะทราบว่ามีคนไม่พอใจการทำงานของเราอยู่พอสมควรที่นี่เพื่อหาหลักฐาน และข้อมูลเชื่อมโยงเรื่องน้ำท่วมต่อในตอนเช้า ดีที่เครื่องมือสมัยใหม่ทำงานรวดเร็ว และข้อมูลปริมาณน้ำฝนบริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าแม่เรวาที่จะสร้างเขื่อนแสดงชัดเจนว่าไม่มีฝนตกอะไรมากมาย เพียงแค่น้ำจากด้านใต้บ่าทุ่งลงไปเมืองที่ขาดการจัดการเรื่องแบ่งกระจายน้ำ และการลอกคู สูบน้ำออก ก็ท่วมเกือบทั้งเมืองแล้ว ข้อมูลหลักฐานเท่าที่หาได้ถูกส่งให้สาธารณะชนเข้าใจผ่านโลกออนไลน์ทันท่วงที
สิบปีที่ผมอยู่ที่สืบ พวกเรายังไม่ยอมแพ้เรื่องโครงการถนนและเขื่อนกลางป่า เพราะเราเชื่อว่าหากจะรักษาสมดุลของระบบนิเวศป่าตะวันตก โครงการใหญ่ๆแบบนี้คือ เส้นหยึกหยักที่เลยออกนอกวงกลมความสมดุล
อย่างที่อาจารย์สุรพล สุดารา เคยสอนผมไว้
ดร.สุรพล สุดารา อาจารย์ใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย เสียชีวิต เมื่อ 19 กรกฎาคม 2546 ขณะดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ก่อนที่เรื่องราวการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจะเป็นที่ตระหนักรู้ และเกิดแนวร่วมมากมายเมื่อเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา สมัยนั้นใครก็รู้ว่านักวิชาการร่างใหญ่นิสัยดีท่านนี้แหล่ะที่เป็นหัวหอกในการทำงานให้สังคมเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างกว้างขวาง

ดังนั้นท่านจากเราไปครบ 10 ปีในปีนี้

ผมกับอาจารย์สุรพล สุดารา มีความสัมพันธ์เป็นลูกศิษย์-อาจารย์ กันพอสมควร ตั้งแต่ยังไม่เข้ามหาวิทยาลัยด้วยที่ว่าอาจารย์มาบรรยายให้เยาวชนอย่างผมฟังในช่วงวิชาการของค่ายวิทยาศาสตร์ทางทะเล และยังเดินทางไปออกสนามกับชาวค่ายที่ชลบุรีอีกด้วย หลังจากนั้นผมได้ฟังอาจารย์บรรยายอีกหลายครั้งด้วยความประทับใจ จนกระทั่งได้มาเป็นลูกศิษย์ในชั้นเรียนอยู่หนึ่งวิชาในเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม เมื่อครั้งเป็นนิสิตปริญญาโทที่จุฬาเมื่อกว่ายี่สิบปีที่แล้ว และเรื่องราวของชีวิตก็พาผมมาเป็นกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรร่วมกันในช่วงปลายชีวิตของประธานมูลนิธิที่อาจารย์สุรพล สุดารารับภาระต่อจากอาจารย์รตยาหลังจากครบสิบปีที่พี่สืบจากไป

หลักการสำคัญในการทำงานเรื่องสิ่งแวดล้อมของผมจำได้แม่นยำว่ามาจากครั้งหนึ่งที่อาจารย์สุรพลวาดวงกลมบนแผ่นใส และขีดเส้นตรงไว้ตรงกลางบอกคนที่นั่งฟังบรรยายว่านี่คือความสมดุลของ “ระบบนิเวศ” จากนั้นอาจารย์เปรียบเทียบว่ากิจกรรมของเราล้วนมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ว่าแล้วก็ค่อยๆ ทำเส้นหยึกหยักทับบนเส้นผ่านศูนย์กลางวงกลม แล้วอาจารย์ก็บอกว่า กิจกรรมต่างๆของมนุษย์ทำได้ ตราบใดที่ยังอยู่ในระดับที่ไม่ทำลายความสมดุลของระบบนิเวศจนระบบนิเวศมันเสียหายไป แล้วอาจารย์ก็ขีดเส้นหยึกหยักมากขึ้น ภายในวงกลมเป็นความหมายว่าเราสามารถพัฒนาโครงการต่างๆได้ ตราบใดที่ยังไม่เกินขีดขั้นที่จะทำความเสียหายที่มากเกิน จนกระทั่งเส้นขีดของอาจารย์เกินออกขอบเส้นรอบวงกลม ผมจำเรื่องราวที่อาจารย์เล่าเรื่องอื่นๆไม่ได้มากนักเพราะเวลาผ่านไปเนิ่นนาน แต่วงกลมที่เป็นขีดขั้นของผลกระทบสิ่งแวดล้อมนี้แหล่ะที่ผมจำได้ เข้าใจ และใช้เป็นพื้นฐานในการทำงานในด้านนี้ตลอดมา

ความตายของอาจารย์เมื่อสิบปีที่แล้วนำความเปลี่ยนแปลงในชีวิตใหญ่หลวงพร้อมกับภาระความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่อย่างคาดไม่ถึงมาสู่ชีวิตผม เมื่อ อาจารย์รตยาถูกกรรมการมูลนิธิสืบฯขอให้กลับมาทำหน้าที่ประธานอีกครั้ง และมอบหมายให้ผมเข้ามาช่วยบริหารมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเต็มตัว ในฐานะรองเลขาธิการ แต่มีบทบาทในการดูแลเสมือนเป็นผู้อำนวยการสำนักงานมูลนิธิทั้งหมดและงานผู้จัดการโครงการใหญ่ในภาคสนามของป่าตะวันตก หลังจากเปลี่ยนชุดกรรมการบริหารต่อจากอาจารย์สุรพล จำได้แม่นยำถึงความเคอะเขิน และประหวั่นพรั่นพรึงเมื่อเดินทางไปถึงอาคารอนุสรณ์สถานสืบในวันทำบุญวันตายพี่สืบในปีนั้นพร้อมความรับผิดชอบที่ต้อง “ทำงานให้พี่สืบ” จริงๆจัง

ผมจำพลังงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ปะทะกับตัวเองได้ดี ในวันนั้น เมื่อผมเดินเงียบๆไปไหว้พี่สืบที่บ้านพักห้วยขาแข้งคนเดียวในวันนั้น 1 กันยายน 2546 จนกระทั่งวันนี้ ที่ครบรอบสิบปีพอดี ในภาระกิจการนำพามูลนิธิทำงานอนุรักษ์ป่าผ่านเวลาไม่นานผมเดินทางมาถึงครึ่งทางในวาระครั้งละสี่ปีของเลขาธิการมูลนิธิในสมัยที่สองแล้ว

เวลาสิบปีที่ผ่านมาผมพบว่างานประสานงานชุมชนในโครงการภาคสนามในป่าตะวันตกนำความลำบากกาย และเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางประสานงานมากมายนั้นไม่สามารถเทียบได้ความลำบากใจในการต่อสู้คัดค้านโครงการที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศของป่าโดยนโยบายของรัฐบาลเองโดยพัฒนาโครงการจากนักการเมืองระดับชาติ ระดับท้องถิ่นบนพื้นฐานสัญชาตญานมนุษย์ที่มีความต้องการทรัพยากร และความสะดวกสบายเพิ่มขึ้นๆอย่างไม่สิ้นสุดของชาวบ้านรอบป่า
ผมจำสนามแรกของการทดสอบฝีมือตนเองได้ดี ในวันที่ต้องพาสื่อมวลชนไปดูแนวถนนคลองลานอุ้มผางบนช่องเขาลมแรงที่ชื่อ ช่องเย็น บนสันเขาภูเขาสูงของรอยต่อสามพื้นที่อนุรักษ์กลางป่าตะวันตก ป่าแม่วงก์ คลองลาน และอุ้มผาง และไม่นานก็ได้ไปให้ข้อมูลผลกระทบของการตัดถนนกับนักเรียนโรงเรียนอุ้มผาง ในบรรยากาศความขัดแย้งรุนแรงของฝ่ายที่ต้องการพัฒนาแนวถนนผ่าป่าในปีนั้น ทั้งจากนักการเมืองระดับชาติของจังหวัดกำแพงเพชรที่ประสานเป็นทีมแนบแน่นกับการเมืองท้องถิ่นที่อุ้มผางเสนอโครงการต่อรัฐบาล และมีแนวโน้มสูงยิ่งว่าจะสำเร็จ

ดีที่ยุทธศาสตร์ของมูลนิธิที่ประสานกับพันธมิตรองค์กรอนุรักษ์ และความเข้มแข็งของเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในอุ้มผางที่เป็นหนุ่มสาวไฟแรงในวันนั้นสามารถเคลื่อนไหวจนรัฐบาลชะลอโครงการนี้มาได้ร่วมสิบปี แต่หลังจากนั้นผมไม่เคยว่างเว้นต่อการทำงานคัดค้านโครงการอื่นๆที่ถาโถมเข้ามาสู่ผืนป่า ทั้งถนนสายอื่นๆ การท่องเที่ยว เขื่อน อุโมงค์ผันน้ำ เหมืองแร่ แน่นอนว่า โครงการที่เหนื่อยยากที่สุดในการต่อสู้ย่อมหนีไม่พ้น เขื่อนแม่วงก์ ที่วนกลับมาในครั้งนี้นับเป็นรอบที่สามเข้าไปแล้ว

นั่นคือความทรงจำเมื่อหวนคำนึงถึงเหตุการณ์ใหญ่ในครั้งมาทำงานที่สืบในช่วงนั้น

สองสามวันที่ผ่านมาผมพาร่างกายพร้อมอาการป่วยไข้ ไปร่วมประชุมกับคณะทำงานของท้องถิ่นอุ้มผางที่ร่วมกันเสนอโครงการถนนผ่าป่าอีกครั้ง ในห้องประชุมใหญ่ของศาลากลางจังหวัดที่มีพ่อเมืองตากเป็นคนชวนให้เรามาชี้แจงเหตุผลของการทักท้วงโครงการ ความลำบากใจในเวทีการชี้แจงเหตุผลที่ต้องของเห็นต่างสวนทางความเจริญ ช่องทางเศรษฐกิจที่สดใส โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาเยาวชน รวมถึงโอกาสในการรอดชีวิตของคนป่วยจากการส่งเข้าโรงพยาบาลใหญ่ แน่นอนว่าสายตาหลายร้อยคู่ของทีมพัฒนาถนนย่อมมองเห็นแต่ด้านลบในการทำงานของเราที่ไปขัดขวางเรื่องสำคัญของเขาเหล่านั้น ....

โลกแห่งการสื่อสารบนเครื่องมือสมัยใหม่ส่งข่าวมาถึงห้องประชุมกลางเมืองตากว่าเกิดน้ำท่วมอำเภอลาดยาว นี่คือ สมรภูมิใหญ่อีกแห่งหนึ่งของเรา ฝนตกหนักด้านเหนือนำน้ำมากมายหลากเข้าสู่ตัวชุมชน พรรคพวกที่แจ้งข่าวบอกข้อมูลว่ามีคันดินอุดกั้นทางน้ำออกของเทศบาลไว้หลายจุด ไม่รู้ว่าตั้งใจ หรือบังเอิญ แต่นั่นทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆในตลาดลาดยาว และแน่นอนว่าเสียงบ่นด่าจากผู้นำท้องถิ่นขณะแสดงบทอำนวยการโหวกเหวกช่วยเหลือ ย่อมต้องเอ่ยถึงสาเหตุของน้ำท่วมเพราะไม่มี “เขื่อนแม่วงก์”

ไม่มีทางเลือกอื่นใด ผมล้มเลิกแผนการเดินทางกลับกรุงเทพฯหลังเสร็จสิ้นการประชุม พบตัวเองใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ ในการถ่ายรูปหลักฐานว่าน้ำท่วมลาดยาวคราวนี้เกิดจากสาเหตุใด ตั้งแต่กลางดึกที่มาถึงตัดสินใจนอนพักกลางตัวเมืองลาดยาวแม้จะทราบว่ามีคนไม่พอใจการทำงานของเราอยู่พอสมควรที่นี่เพื่อหาหลักฐาน และข้อมูลเชื่อมโยงเรื่องน้ำท่วมต่อในตอนเช้า ดีที่เครื่องมือสมัยใหม่ทำงานรวดเร็ว และข้อมูลปริมาณน้ำฝนบริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าแม่เรวาที่จะสร้างเขื่อนแสดงชัดเจนว่าไม่มีฝนตกอะไรมากมาย เพียงแค่น้ำจากด้านใต้บ่าทุ่งลงไปเมืองที่ขาดการจัดการเรื่องแบ่งกระจายน้ำ และการลอกคู สูบน้ำออก ก็ท่วมเกือบทั้งเมืองแล้ว ข้อมูลหลักฐานเท่าที่หาได้ถูกส่งให้สาธารณะชนเข้าใจผ่านโลกออนไลน์ทันท่วงที

สิบปีที่ผมอยู่ที่สืบ พวกเรายังไม่ยอมแพ้เรื่องโครงการถนนและเขื่อนกลางป่า เพราะเราเชื่อว่าหากจะรักษาสมดุลของระบบนิเวศป่าตะวันตก โครงการใหญ่ๆแบบนี้คือ เส้นหยึกหยักที่เลยออกนอกวงกลมความสมดุล

อย่างที่อาจารย์สุรพล สุดารา เคยสอนผมไว้
 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง