• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

สัญญาห้ามตาย

อีเมล พิมพ์ PDF
ฝนมิถุนาเมืองจันทบุรีที่กลางสวนผลไม้โบราณตกแทรกร่มไม้ลงมาอย่างไม่ปรานีปราศรัย ผู้เฒ่าวัยแปดสิบสองที่ เกิด วิ่งเล่นและเติบโตมากับสวนโบราณแห่งนี้ยังอยู่ในชุดทะมัดทะแมงกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าหลบฝนในศาลาหลังเล็กเบียดเสียดร่วมกับคนหนุ่มสาวสักยี่สิบคนที่มีวัยห่างกับท่านประมาณกว่าห้าสิบปี ฝนฟ้าสาดเข้าในศาลา หลังคาสังกะสีเก่ารั่วเกินกว่าจะคุ้มฝนแรงในวันนั้นได้ แต่แววตาและเสียงหัวเราะในศาลาเฮฮารอดเสียงฝนออกมาให้ผมที่เปียกโชกอยู่ใต้ไม้ใหญ่ต้นหนึ่งห่างออกมาได้ยินอย่างชัดเจน
ฝนพร่ากระจกแว่นตาของผมจนมองศาลาเล็กที่ห่างไปนั่นไม่เห็น แต่พลันภาพอดีตเมื่อสิบปีที่ผ่านมาผุดขึ้นในห้วงคิดกลางสายฝนถึงผู้เฒ่าที่ชวนพวกเราชาวเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ป่าของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรมาปลูกต้นไม้เป็นที่ระลึกในบ้านเกิดที่เมืองจันท์ในช่วงต้นฝนปีนี้ ผู้อาวุโสที่ทำหน้าที่นำพาขบวนอนุรักษ์ของพวกเรามายาวไกลที่ชื่อ “รตยา จันทรเทียร”
เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผมยังเป็นนักวิชาการหนุ่มอยู่ในมหาวิทยาลัย อาจารย์รตยา ที่รู้จักกับผมไม่นานจากการทำงานกิจกรรมทางสิ่งแวดล้อมเรื่องผลกระทบของการทำเหมืองแร่ต่อชุมชน ชักชวนผมมาทำหน้าที่ผู้จัดการโครงการใหญ่ที่ยังไม่มีแม้แต่ชื่อโครงการที่ชัดเจน รู้แต่มีเป้าหมายว่าให้ทำงานกับชุมชนในผืนป่าตะวันตก ที่ผมต้องเข้าป่าเป็นคนกลางประสานงานให้อยู่ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ทำงานอนุรักษ์ป่าอันมีงานหลักคือไล่จับชาวบ้านที่ถางไร่ ทั้งๆที่หลายชุมชนก็ล้วนอยู่มาก่อนประกาศพื้นที่อนุรักษ์หลายร้อยปี แต่ก็นั่นแหล่ะลูกหลานวันนี้ก็ถากถางป่าขยายจากที่เคยทำไปกว้างไกลและไม่มีทีท่าจะยุติลง ปัญหาแรกของผมก็คือ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “ป่าตะวันตก” มันคืออะไร อยู่ตรงไหนของประเทศเรา
กลางฤดูน้ำหลากปี 45 ผมพบตัวเองขับรถฝ่าความมืดก่อนรุ่งสางไปกับประธานมูลนิธิสืบฯในวัยต้นเจ็ดสิบ ไปร่วมประชุมรับฟังผลการจัดทำแผนที่ศักยภาพเชิงนิเวศของผืนป่าตะวันตกที่จังหวัดกำแพงเพชร ไปพบนักอนุรักษ์ตัวจริงหลายคนจากฝ่ายวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคประชาสังคมรอบป่าตะวันตก ค่อยๆรู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ และป่าตะวันตกนี่มันมีรูปร่างหน้าตา ตำแหน่งแห่งที่อยู่ที่ใด อีกไม่กี่เดือนต่อมากลางหมอกหนาอากาศเย็นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อาจารย์รตยาชวนผมไปพบกับคณะคนหนุ่มสาวที่เพิ่งรับเข้ามาทำงานโครงการหลายสิบคน ในการประชุมทำความรู้จักและแนะนำโครงการที่ยังไม่มีชื่ออยู่เหมือนเดิมรู้แต่ภาระกิจที่ว่าจะ “อนุรักษ์ผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ” ต่อจากการทำแผนที่ศักยภาพที่นักวิชาการเดินป่าเก็บข้อมูลมาหลายปี ให้เห็นเป็นผลสำเร็จว่าจะอนุรักษ์คุณค่าป่าใหญ่รอบห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่เอาไว้ให้ได้  ผมจำความรู้สึกได้ดีว่ายังกล้าๆกลัวๆ ต่อภารกิจที่ไม่คุ้นเคยที่มูลนิธิสืบเสนอให้ทำ แบ่งรับแบ่งสู้อยู่กับผู้เฒ่าว่ากำลังตัดสินใจในการเลือกสอนหนังสือต่อ หรือออกมาทำงานใหม่ด้วยกัน
หลังจากนั้นอีกไม่นานผมกับอาจารย์รตยา ร่วมเดินทางไกลด้วยกันเส้นทางแล้วเส้นทางเล่า เที่ยวแล้วเที่ยวเล่าเข้าไปสู่หมู่บ้านในป่าตะวันตกเกือบร้อยแห่ง มินับถึงหมู่บ้านขอบป่าอีกหลายร้อยแห่งมีน้อยนักที่เราจะไม่เข้าไปเยี่ยมเยือนค่อยๆขยายการทำงานจัดการความขัดแย้งระหว่างชุมชนในป่ากับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ยืดเยื้อยาวนาน การเดินทางในป่าใหญ่ไม่ใช่ปัญหาเท่ากับการเดินทางไปบนความเห็นแตกต่างของคนที่เกี่ยวข้องในฝ่ายราชการที่รับผิดชอบตรงในการดูแลผืนป่าแห่งนี้อย่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เห็นควรให้พวกเราเข้ามาทำงานที่ไม่เคยมีใครทำแบบนี้ ผมคาดเดาปัญหาแบบนี้ได้ตลอดมา ลำพังคนหนุ่มขาดประสบการณ์และไม่รู้จักใครมากนัก จะทำงานยากๆที่ต้องประสานความเข้าใจ และหาหนทางแก้ปัญหาที่มีมานับสิบปีได้อย่างไร ผมยังจำได้ว่าก่อนที่จะรับปากมารับผิดชอบโครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม ที่เราเรียกตัวย่อชื่อภาษาอังกฤษว่า “จอมป่า” (JoMPA-Joint Management of Protected Areas) ในผืนป่าตะวันตกที่ประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหลายแห่งรวม 17 แห่ง อยู่ในการดูแลของสำนักบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ หรือ ป่าไม้เขต 3 แห่ง ในพื้นที่คาบเกี่ยว 6 จังหวัด   ก่อนรับงาน ผมขอสัญญา กับผู้เฒ่ารตยาเมื่อสิบปีที่แล้วว่า ในช่วงการทำงานใหญ่ครั้งนี้ ขออย่างเดียว “อาจารย์ห้ามตายก่อน”
ผมไม่รู้ว่าอาจารย์ใคร่ครวญแค่ไหนก่อน “รับปาก” ในคำขอร้องเย้าๆของผมในครั้งนั้น แต่เราร่วมกันสร้างทีมงานที่มหัศจรรย์ร่วมกันขึ้นมาจากคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง มีคนเข้ามาทำงาน มีคนเดินออกไปตามปกติของงานที่ยากลำบาก เราสร้างแผนงานและเครือข่ายพันธมิตรจากทุกฝ่าย ค่อยๆวิเคราะห์ความขัดแย้ง และหาช่องทางแก้ไขปัญหาส่วนใหญ่แล้วเราเรียนรู้จากการทำงานจริงร่วมกันไปทีละวัน ทีละเดือน ทีละปี ส่วนมากอาจารย์ใหญ่แห่งงานอนุรักษ์จะมอบความไว้ใจให้เราไปลองผิดลองถูกกันอย่างเต็มที่โดยไม่ถือว่าอดีตท่านเคยเป็นผู้บริหารองค์กรระดับชาติอย่างตำแหน่งผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ โดยร่วมคิด ร่วมทำกับพวกเราอย่างไม่ถือตัว
โชคดีที่ทำงานผ่านมาคำสำคัญที่อาจารย์สอนพวกเราที่หมู่บ้านคลิตี้ล่างกลางป่าลึกในช่วงต้นของการเริ่มงานให้ทำงานประสานกับทุกฝ่ายมันเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ ที่ใช้ได้ผลจริงในทุกกรณี ผมจำได้ดีว่าคำศักดิ์สิทธิ์คำนั้นคือ “นอบน้อมถ่อมตน”
แนวเขตชุมชนกลางป่า ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งเรื่องป่าไม้จับชาวบ้าน และเป็นแนวป้องกันการขยายที่รุกป่าค่อยๆปรากฏขึ้น ทีละหมู่บ้าน ทีละหมู่บ้าน ท่ามกลางปัญหาสารพัน แนวเขตป่าชุมชนริมขอบป่าเริ่มปรากฏขึ้นตามมาทีละภูเขา ทีละภูเขา วันนี้เราสะสมแผนที่เหล่านี้นำเสนอในเวทีต่างๆ สร้างกระบวนการให้คนที่เคยทะเลาะกันแทบจะยิงกันตายให้กินข้าว กินเหล้าร่วมกันได้มากมาย มีฝ่ายนโยบายที่คล้อยตามและค่อยๆเข้าอกเข้าใจว่าคนเฒ่าชื่อรตยากับทีมงานว่ากำลังทำอะไรมากขึ้น มากขึ้น โครงการหนุนเสริมวิถีชีวิตเป็นมิตรผืนป่ากับชุมชนนับร้อยนับพันโครงการทยอยสู่ผู้คนนับพันๆคนจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียร มินับถึงภารกิจการทักท้วงโครงการทำลายป่าหลายโครงการอย่างเช่นถนนคลองลาน-อุ้มผาง เขื่อนแม่วงก์ เหมืองแร่และถนนผ่านทุ่งใหญ่นเรศวร อุโมงค์ผันน้ำผ่านป่าเขื่อนศรีนครินทร์ นโยบายให้สร้างรีสอร์ตในเขตป่าอนุรักษ์ ที่อาจารย์ใหญ่ผู้เฒ่าของเราเป็นหลักในการต่อสู้ยิบตา โชคดีของผืนป่าที่ในสมรภูมิที่ว่ามา ผู้นำนักรบเฒ่าของเรายังนำทัพพาเราได้ชัยชนะตลอดมา...
ฟ้าฝนเพลา พอให้เราเดินกลับจากสวนไปสู่หน้าบ้านเก่าแก่ที่เมืองจันท์หลังนั้น เราถ่ายรูปในสภาพเปียกปอนไว้ร่วมกันเหมือนเป็นสัญญาว่าแม้จะมีอุปสรรคมากมายแค่ไหนในอนาคตที่ในการทำงานอนุรักษ์ต่อไป พวกเราก็สัญญาว่าจะเดินฝ่าไปเหมือนวันปลูกต้นไม้กลางฝนในวันนี้
ผมรู้ว่าอาจารย์ไม่สามารถทำตาม “สัญญาห้ามตาย” ที่เคยบอกไว้ได้ตลอดไป แต่หลังม่านฝนในสวนวันนั้นผมก็เชื่อเช่นกันว่างานที่อาจารย์ทำไว้ย่อมไม่หายไปจากการทำงานต่อเนื่องของคนหนุ่มสาวในยุคสมัยข้างหน้าเช่นกัน .
รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียรฝนมิถุนาเมืองจันทบุรีที่กลางสวนผลไม้โบราณตกแทรกร่มไม้ลงมาอย่างไม่ปรานีปราศรัย ผู้เฒ่าวัยแปดสิบสองที่ เกิด วิ่งเล่นและเติบโตมากับสวนโบราณแห่งนี้ยังอยู่ในชุดทะมัดทะแมงกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าหลบฝนในศาลาหลังเล็กเบียดเสียดร่วมกับคนหนุ่มสาวสักยี่สิบคนที่มีวัยห่างกับท่านประมาณกว่าห้าสิบปี ฝนฟ้าสาดเข้าในศาลา หลังคาสังกะสีเก่ารั่วเกินกว่าจะคุ้มฝนแรงในวันนั้นได้ แต่แววตาและเสียงหัวเราะในศาลาเฮฮารอดเสียงฝนออกมาให้ผมที่เปียกโชกอยู่ใต้ไม้ใหญ่ต้นหนึ่งห่างออกมาได้ยินอย่างชัดเจน

ฝนพร่ากระจกแว่นตาของผมจนมองศาลาเล็กที่ห่างไปนั่นไม่เห็น แต่พลันภาพอดีตเมื่อสิบปีที่ผ่านมาผุดขึ้นในห้วงคิดกลางสายฝนถึงผู้เฒ่าที่ชวนพวกเราชาวเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ป่าของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรมาปลูกต้นไม้เป็นที่ระลึกในบ้านเกิดที่เมืองจันท์ในช่วงต้นฝนปีนี้ ผู้อาวุโสที่ทำหน้าที่นำพาขบวนอนุรักษ์ของพวกเรามายาวไกลที่ชื่อ “รตยา จันทรเทียร”

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผมยังเป็นนักวิชาการหนุ่มอยู่ในมหาวิทยาลัย อาจารย์รตยา ที่รู้จักกับผมไม่นานจากการทำงานกิจกรรมทางสิ่งแวดล้อมเรื่องผลกระทบของการทำเหมืองแร่ต่อชุมชน ชักชวนผมมาทำหน้าที่ผู้จัดการโครงการใหญ่ที่ยังไม่มีแม้แต่ชื่อโครงการที่ชัดเจน รู้แต่มีเป้าหมายว่าให้ทำงานกับชุมชนในผืนป่าตะวันตก ที่ผมต้องเข้าป่าเป็นคนกลางประสานงานให้อยู่ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ทำงานอนุรักษ์ป่าอันมีงานหลักคือไล่จับชาวบ้านที่ถางไร่ ทั้งๆที่หลายชุมชนก็ล้วนอยู่มาก่อนประกาศพื้นที่อนุรักษ์หลายร้อยปี แต่ก็นั่นแหล่ะลูกหลานวันนี้ก็ถากถางป่าขยายจากที่เคยทำไปกว้างไกลและไม่มีทีท่าจะยุติลง ปัญหาแรกของผมก็คือ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “ป่าตะวันตก” มันคืออะไร อยู่ตรงไหนของประเทศเรา

กลางฤดูน้ำหลากปี 45 ผมพบตัวเองขับรถฝ่าความมืดก่อนรุ่งสางไปกับประธานมูลนิธิสืบฯในวัยต้นเจ็ดสิบ ไปร่วมประชุมรับฟังผลการจัดทำแผนที่ศักยภาพเชิงนิเวศของผืนป่าตะวันตกที่จังหวัดกำแพงเพชร ไปพบนักอนุรักษ์ตัวจริงหลายคนจากฝ่ายวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคประชาสังคมรอบป่าตะวันตก ค่อยๆรู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ และป่าตะวันตกนี่มันมีรูปร่างหน้าตา ตำแหน่งแห่งที่อยู่ที่ใด อีกไม่กี่เดือนต่อมากลางหมอกหนาอากาศเย็นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อาจารย์รตยาชวนผมไปพบกับคณะคนหนุ่มสาวที่เพิ่งรับเข้ามาทำงานโครงการหลายสิบคน ในการประชุมทำความรู้จักและแนะนำโครงการที่ยังไม่มีชื่ออยู่เหมือนเดิมรู้แต่ภาระกิจที่ว่าจะ “อนุรักษ์ผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ” ต่อจากการทำแผนที่ศักยภาพที่นักวิชาการเดินป่าเก็บข้อมูลมาหลายปี ให้เห็นเป็นผลสำเร็จว่าจะอนุรักษ์คุณค่าป่าใหญ่รอบห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่เอาไว้ให้ได้  ผมจำความรู้สึกได้ดีว่ายังกล้าๆกลัวๆ ต่อภารกิจที่ไม่คุ้นเคยที่มูลนิธิสืบเสนอให้ทำ แบ่งรับแบ่งสู้อยู่กับผู้เฒ่าว่ากำลังตัดสินใจในการเลือกสอนหนังสือต่อ หรือออกมาทำงานใหม่ด้วยกัน

หลังจากนั้นอีกไม่นานผมกับอาจารย์รตยา ร่วมเดินทางไกลด้วยกันเส้นทางแล้วเส้นทางเล่า เที่ยวแล้วเที่ยวเล่าเข้าไปสู่หมู่บ้านในป่าตะวันตกเกือบร้อยแห่ง มินับถึงหมู่บ้านขอบป่าอีกหลายร้อยแห่งมีน้อยนักที่เราจะไม่เข้าไปเยี่ยมเยือนค่อยๆขยายการทำงานจัดการความขัดแย้งระหว่างชุมชนในป่ากับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ยืดเยื้อยาวนาน การเดินทางในป่าใหญ่ไม่ใช่ปัญหาเท่ากับการเดินทางไปบนความเห็นแตกต่างของคนที่เกี่ยวข้องในฝ่ายราชการที่รับผิดชอบตรงในการดูแลผืนป่าแห่งนี้อย่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เห็นควรให้พวกเราเข้ามาทำงานที่ไม่เคยมีใครทำแบบนี้ ผมคาดเดาปัญหาแบบนี้ได้ตลอดมา ลำพังคนหนุ่มขาดประสบการณ์และไม่รู้จักใครมากนัก จะทำงานยากๆที่ต้องประสานความเข้าใจ และหาหนทางแก้ปัญหาที่มีมานับสิบปีได้อย่างไร ผมยังจำได้ว่าก่อนที่จะรับปากมารับผิดชอบโครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม ที่เราเรียกตัวย่อชื่อภาษาอังกฤษว่า “จอมป่า” (JoMPA-Joint Management of Protected Areas) ในผืนป่าตะวันตกที่ประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหลายแห่งรวม 17 แห่ง อยู่ในการดูแลของสำนักบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ หรือ ป่าไม้เขต 3 แห่ง ในพื้นที่คาบเกี่ยว 6 จังหวัด   ก่อนรับงาน ผมขอสัญญา กับผู้เฒ่ารตยาเมื่อสิบปีที่แล้วว่า ในช่วงการทำงานใหญ่ครั้งนี้ ขออย่างเดียว “อาจารย์ห้ามตายก่อน”

ผมไม่รู้ว่าอาจารย์ใคร่ครวญแค่ไหนก่อน “รับปาก” ในคำขอร้องเย้าๆของผมในครั้งนั้น แต่เราร่วมกันสร้างทีมงานที่มหัศจรรย์ร่วมกันขึ้นมาจากคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง มีคนเข้ามาทำงาน มีคนเดินออกไปตามปกติของงานที่ยากลำบาก เราสร้างแผนงานและเครือข่ายพันธมิตรจากทุกฝ่าย ค่อยๆวิเคราะห์ความขัดแย้ง และหาช่องทางแก้ไขปัญหาส่วนใหญ่แล้วเราเรียนรู้จากการทำงานจริงร่วมกันไปทีละวัน ทีละเดือน ทีละปี ส่วนมากอาจารย์ใหญ่แห่งงานอนุรักษ์จะมอบความไว้ใจให้เราไปลองผิดลองถูกกันอย่างเต็มที่โดยไม่ถือว่าอดีตท่านเคยเป็นผู้บริหารองค์กรระดับชาติอย่างตำแหน่งผู้ว่าการเคหะแห่งชาติ โดยร่วมคิด ร่วมทำกับพวกเราอย่างไม่ถือตัว

โชคดีที่ทำงานผ่านมาคำสำคัญที่อาจารย์สอนพวกเราที่หมู่บ้านคลิตี้ล่างกลางป่าลึกในช่วงต้นของการเริ่มงานให้ทำงานประสานกับทุกฝ่ายมันเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ ที่ใช้ได้ผลจริงในทุกกรณี ผมจำได้ดีว่าคำศักดิ์สิทธิ์คำนั้นคือ “นอบน้อมถ่อมตน”

แนวเขตชุมชนกลางป่า ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งเรื่องป่าไม้จับชาวบ้าน และเป็นแนวป้องกันการขยายที่รุกป่าค่อยๆปรากฏขึ้น ทีละหมู่บ้าน ทีละหมู่บ้าน ท่ามกลางปัญหาสารพัน แนวเขตป่าชุมชนริมขอบป่าเริ่มปรากฏขึ้นตามมาทีละภูเขา ทีละภูเขา วันนี้เราสะสมแผนที่เหล่านี้นำเสนอในเวทีต่างๆ สร้างกระบวนการให้คนที่เคยทะเลาะกันแทบจะยิงกันตายให้กินข้าว กินเหล้าร่วมกันได้มากมาย มีฝ่ายนโยบายที่คล้อยตามและค่อยๆเข้าอกเข้าใจว่าคนเฒ่าชื่อรตยากับทีมงานว่ากำลังทำอะไรมากขึ้น มากขึ้น โครงการหนุนเสริมวิถีชีวิตเป็นมิตรผืนป่ากับชุมชนนับร้อยนับพันโครงการทยอยสู่ผู้คนนับพันๆคนจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียร มินับถึงภารกิจการทักท้วงโครงการทำลายป่าหลายโครงการอย่างเช่นถนนคลองลาน-อุ้มผาง เขื่อนแม่วงก์ เหมืองแร่และถนนผ่านทุ่งใหญ่นเรศวร อุโมงค์ผันน้ำผ่านป่าเขื่อนศรีนครินทร์ นโยบายให้สร้างรีสอร์ตในเขตป่าอนุรักษ์ ที่อาจารย์ใหญ่ผู้เฒ่าของเราเป็นหลักในการต่อสู้ยิบตา โชคดีของผืนป่าที่ในสมรภูมิที่ว่ามา ผู้นำนักรบเฒ่าของเรายังนำทัพพาเราได้ชัยชนะตลอดมา...

ฟ้าฝนเพลา พอให้เราเดินกลับจากสวนไปสู่หน้าบ้านเก่าแก่ที่เมืองจันท์หลังนั้น เราถ่ายรูปในสภาพเปียกปอนไว้ร่วมกันเหมือนเป็นสัญญาว่าแม้จะมีอุปสรรคมากมายแค่ไหนในอนาคตที่ในการทำงานอนุรักษ์ต่อไป พวกเราก็สัญญาว่าจะเดินฝ่าไปเหมือนวันปลูกต้นไม้กลางฝนในวันนี้

ผมรู้ว่าอาจารย์ไม่สามารถทำตาม “สัญญาห้ามตาย” ที่เคยบอกไว้ได้ตลอดไป แต่หลังม่านฝนในสวนวันนั้นผมก็เชื่อเช่นกันว่างานที่อาจารย์ทำไว้ย่อมไม่หายไปจากการทำงานต่อเนื่องของคนหนุ่มสาวในยุคสมัยข้างหน้าเช่นกัน

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง