• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

งบน้ำ 3 แสนล้าน ไม่ต่างจากที่คาด!

อีเมล พิมพ์ PDF
มาตามคาดครับ จำง่ายๆ ITD ได้ทำเขื่อน และอื่นๆ ไปแสนกว่าล้าน K-Water แม่น้ำเจ้าพระยาสายใหม่ และอื่นๆ แสนกว่าล้าน
[photo 1]
ผมลองทำสรุป แผนจัดการน้ำ ล่าสุดที่เสนอกันมา รวม 290,930,882,000 (สองแสนเก้าหมื่นเก้าร้อยสามสิบล้านแปดแสนแปดหมื่นสองพันบาทถ้วน) มาดูเพื่อติดตามผลการทำงานของรัฐบาลที่รักของเรากันครับ
[photo 2]
เมื่อพิจารณาจากงบสองแสนกว่าล้านจะพบว่า 4 เสือ (ไทยสอง จีนหนึ่ง เกาหลีหนึ่ง) ได้ทำงานเพื่อชาติที่รักของเรา สองแสนเก้าหมื่นกว่าล้าน พี่ๆทั้งสี่ลดราคาให้รัฐบาลไป 69,118,000 บาท (หกสิบเก้าล้านหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นแปดพันบาทถ้วน) หรือ เท่ากับลดราคาไปได้ถึง 0.0238 % (ศูนย์จุดศูนย์สองสามแปดเปอร์เซนต์)
[photo 3]
ผมเห็นว่าอภิมหาโปรเจคน้ำนี้ มันเป็นแค่เริ่มต้นมหกรรมการสร้างโลกใหม่ สร้างสังคมใหม่สำหรับรัฐบาลทุนนิยมเสรี แต่นี่คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เมื่อแกะรอยจากโมดุล A2 ที่ทำพื้นที่ปิดล้อมเทศบาลตามความสำคัญใน TOR ที่ยกตัวอย่างมา เทศบาลที่สำคัญในสายตาของนักเปลี่ยนแปลงแผ่นดินไทยชุดนี้อยู่ที่เมืองเศรษฐกิจหลักที่จะเชื่อมโยงการค้าและอุตสาหกรรม กับพื้นที่ปิดล้อมเศรษฐกิจหลักกรุงเทพและปริมณฑลใหม่ ทั้งสิ้นครับ
[photo 4]
ใจจริงแล้ว ผมสนับสนุนให้มีการจัดการน้ำ ในแบบที่คุณปลอดประสพกำลังทำเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมโดยบูรณาการแผนงานต่างๆมาไว้ที่รองนายกแบบนี้นะครับ ไม่ได้คัดค้านอะไรมากมายในหลักการ เพียงขอว่าเขื่อนที่มีผลกระทบต่อป่าไม้ อย่าง แม่วงก์ ยมบน ยมล่าง และเขื่อนในป่าอื่นๆ มันได้น้ำเพียงแค่พันกว่าล้านคิว จากน้ำทั้งหมดสามสี่ห้าหมื่นล้านตามที่ว่าๆกันมา ก็ไม่ต้องไปเร่งรีบทำมัน ถ้าแต่เพียงท่านจะทำในระบบปกติ และรับฟังความเห็นของคนอื่นๆ ที่เขาว่าๆมามากกว่านี้ ส่วนการระบายน้ำก็เห็นด้วยอยู่แล้ว แต่ทำไมต้องไปฟิกว่าจะเอาน้ำออกไปแม่กลอง ลองคิดว่าระบายอย่างไรให้มันดีต่อระบบนิเวศของแม่น้ำ ไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่อื่นๆมากนัก เช่น ขุดให้มันอยู่ในลุ่มน้ำเดิม กระจายน้ำไปตามคลองให้มากที่สุด สร้างคลองใหม่สายสั้นๆ จากอยุธยาไปสมุทรปราการ อย่างไจกาเสนอ ก็แค่นั้น ทำได้ไม่ได้ลองเอาแบบมาเปรียบเทียบกันดู ใช้เวลาเพิ่มไม่มากเท่าไหร่ ส่วนการพัฒนาระบบการทำงานที่ กบอ. สามารถบริหารบุคลากรจากกรมต่างๆ แทนที่เดิมเป็นรองอธิบดีกรมชลเป็นคีย์ นั้นก็ดีแล้ว ระบบข้อมูลของ สนอช.นั่นก็ดีมาก ไม่ใช่ว่าจะค้านไม่ให้ทำอะไรทั้งนั้นนะครับ
ตามสถิติระดับน้ำท่วมปี 54 เป็นระดับน้ำที่ท่วมสูงสุดในรอบ 181 ปี ดังนั้นในทางวิชาการคาบอุบัติซ้ำของน้ำท่วมแบบนี้เรียกว่า คาบ 100-200 ปี ก็ได้ ในทางวิศวกรรมแหล่งน้ำ มิได้หมายความว่า ร้อยปีจะมาท่วมอีก แต่หมายถึงความน่าจะเป็น หรือความเสี่ยงที่จะเกิดท่วมในระดับนั้น มี 1% เป็นการดีครับ ที่รัฐบาลไม่ประมาทและพยายามทำโครงสร้างใหญ่เพื่อป้องกันน้ำท่วมในความเสียงขนาดนี้ให้พวกเรา? โดยไม่ฟังคำทัดทานใดๆ ทั้งๆที...่ หากปรับปรุงระบบ และการจัดการที่มีอยู่เดิม ก็น่าจะพอจัดการน้ำท่วมได้แล้ว หากปรับปรุงระบบเตือนภัย และการระบายน้ำไม่กี่จุด อย่างว่าแหล่ะครับ ใครไปห้าม แค่ท่านบอกว่า ถ้าท่วมอีกแล้วใครรับผิดชอบ เราก็คงม้วนแล้ว เอาครับ เป็นโอกาสให้ท่านแสดงฝีมือตามมติเสียงส่วนใหญ่แล้ว
[photo 5]
ถ้าบ้านเราเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และมีข้อมูลยืนยันว่าคาบอุบัติซ้ำของน้ำท่วม 100 ปี มันจะมาถี่ขึ้นอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ "คาดการณ์" เป็น 20 ปี และรัฐบาลมีหลักฐานแสดงโน้มน้าวให้เห็นเหตุผล ผมคนหนึ่งละครับจะสนับสนุนให้ใช้ฐานข้อมูลน้ำท่วม 100 ปี ในการออกแบบ และกำหนดวงเงินงบประมาณ แต่ครั้งนี้มันไม่ได้อิงวิชาการแบบนั้น แต่เราทำเพียงแค่เรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนตามนิคมอุตสาหกรรมไม่ใช่หรือครับ ก็เห็นช่วยออกค่าทำกำแพงให้เขาไปตั้งหลายล้านแล้วยังไม่เรียกความเชื่อมั่นหรือครับ ?
[photo 6]
“ผมว่าจริงๆแล้วทางนิคมและผู้ลงทุนเขาต้องการข้อมูลความจริงมากกว่าเชื่อมั่นแบบนี้ เพราะความจริงย่อมนำมาสู่การเตรียมพร้อมร่วมกัน และนำไปสู่ความเชื่อมั่นที่แท้จริงมากกว่า” ผมเชื่อว่าถ้าอุตสาหกรรมรู้ข้อมูลจริง ก็สามารถบรรเทาความเสียหายได้มากกว่านี้ แต่เนื่องจากที่ผ่านไม่มีการประเมินสถานการณ์ในกรณีที่เลวร้ายให้เขาทราบจึงส่งผลเสียหายมากมายดังที่เห็นกัน
[photo 7]
ผมไม่เห็นด้วยเลยในการที่รัฐบาลฉวยโอกาสบนความไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริงของประชาชน ในการขายฝันสร้างโครงการเพื่อเรียกความเชื่อมมั่นของนักลงทุน แต่ทำลายหลักการในการตรวจสอบ ถ่วงดุลทางสิ่งแวดล้อม และผลกระทบทางสังคม โดยอ้างว่าประชาชนต้องเสียสละ ละเลยแม้กระทั่งการศึกษาค่าความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์ตามวิชาการ เหมือนเราอยู่ในประเทศที่เอาการทดลองถาดน้ำในห้องแลบมาลองทำดูบนแผ่นดินจริงๆ คนจริงๆ บนงบประมาณจริงๆ สามแสนล้าน แม้กระทั่งโมเดลคอมพิวเตอร์ง่ายๆ ว่าทำแล้วจะเกิดอะไรบ้างในสถาการจำลองต่างๆ ยังไม่เคยทำให้ดูเลย
[photo 8]
ผมเห็นว่าที่สำคัญที่สุด รัฐบาลต้องเปิดเผยสองเรื่องว่า หนึ่ง การออกแบบจัดการน้ำอยู่บนสมมติฐาน ของคาบอุบัติซ้ำ 100-200 ปี และ สอง การออกแบบนี้หวังผลไปสู่การพัฒนาที่ดินในเขตฟลัดเวย์เดิมของกรุงเทพฯ การสร้างศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ เชื่อมโยง ไปสู่แผนรถไฟ และ AEC ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ แต่มันมีผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมสูงมาก นอกจากนี้ยังเอื้อผลประโยชน์สู่กลุ่มเครือข่ายธุรกิจการเมือง
[photo 9]
เรื่องใหญ่อย่างนี้ หากประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะเลิกใช้ที่ราบน้ำท่วมถึงของลุ่มเจ้าพระยาท่าจีน ในการเป็นวิถีเกษตรชาวบ้าน ไปเป็นพื้นที่เมืองและอุตสาหกรรมเต็มรูป ก็เปิดมาเลย จะได้รู้กันว่าจะต้องเตรียมตัวปรับตัวกันอย่างไร !!!
มาตามคาดครับ จำง่ายๆ ITD ได้ทำเขื่อน และอื่นๆ ไปแสนกว่าล้าน K-Water แม่น้ำเจ้าพระยาสายใหม่ และอื่นๆ แสนกว่าล้าน

K-Water

ผมลองทำสรุป แผนจัดการน้ำ ล่าสุดที่เสนอกันมา รวม 290,930,882,000 (สองแสนเก้าหมื่นเก้าร้อยสามสิบล้านแปดแสนแปดหมื่นสองพันบาทถ้วน) มาดูเพื่อติดตามผลการทำงานของรัฐบาลที่รักของเรากันครับ

โครงการจัดการน้ำ
เมื่อพิจารณาจากงบสองแสนกว่าล้านจะพบว่า 4 เสือ (ไทยสอง จีนหนึ่ง เกาหลีหนึ่ง) ได้ทำงานเพื่อชาติที่รักของเรา สองแสนเก้าหมื่นกว่าล้าน พี่ๆทั้งสี่ลดราคาให้รัฐบาลไป 69,118,000 บาท (หกสิบเก้าล้านหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นแปดพันบาทถ้วน) หรือ เท่ากับลดราคาไปได้ถึง 0.0238 % (ศูนย์จุดศูนย์สองสามแปดเปอร์เซนต์)

TOR
ผมเห็นว่าอภิมหาโปรเจคน้ำนี้ มันเป็นแค่เริ่มต้นมหกรรมการสร้างโลกใหม่ สร้างสังคมใหม่สำหรับรัฐบาลทุนนิยมเสรี แต่นี่คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เมื่อแกะรอยจากโมดุล A2 ที่ทำพื้นที่ปิดล้อมเทศบาลตามความสำคัญใน TOR ที่ยกตัวอย่างมา เทศบาลที่สำคัญในสายตาของนักเปลี่ยนแปลงแผ่นดินไทยชุดนี้อยู่ที่เมืองเศรษฐกิจหลักที่จะเชื่อมโยงการค้าและอุตสาหกรรม กับพื้นที่ปิดล้อมเศรษฐกิจหลักกรุงเทพและปริมณฑลใหม่ ทั้งสิ้นครับ

การจัดการน้ำ
ใจจริงแล้ว ผมสนับสนุนให้มีการจัดการน้ำ ในแบบที่คุณปลอดประสพกำลังทำเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมโดยบูรณาการแผนงานต่างๆมาไว้ที่รองนายกแบบนี้นะครับ ไม่ได้คัดค้านอะไรมากมายในหลักการ เพียงขอว่าเขื่อนที่มีผลกระทบต่อป่าไม้ อย่าง แม่วงก์ ยมบน ยมล่าง และเขื่อนในป่าอื่นๆ มันได้น้ำเพียงแค่พันกว่าล้านคิว จากน้ำทั้งหมดสามสี่ห้าหมื่นล้านตามที่ว่าๆกันมา ก็ไม่ต้องไปเร่งรีบทำมัน ถ้าแต่เพียงท่านจะทำในระบบปกติ และรับฟังความเห็นของคนอื่นๆ ที่เขาว่าๆมามากกว่านี้ ส่วนการระบายน้ำก็เห็นด้วยอยู่แล้ว แต่ทำไมต้องไปฟิกว่าจะเอาน้ำออกไปแม่กลอง ลองคิดว่าระบายอย่างไรให้มันดีต่อระบบนิเวศของแม่น้ำ ไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่อื่นๆมากนัก เช่น ขุดให้มันอยู่ในลุ่มน้ำเดิม กระจายน้ำไปตามคลองให้มากที่สุด สร้างคลองใหม่สายสั้นๆ จากอยุธยาไปสมุทรปราการ อย่างไจกาเสนอ ก็แค่นั้น ทำได้ไม่ได้ลองเอาแบบมาเปรียบเทียบกันดู ใช้เวลาเพิ่มไม่มากเท่าไหร่ ส่วนการพัฒนาระบบการทำงานที่ กบอ. สามารถบริหารบุคลากรจากกรมต่างๆ แทนที่เดิมเป็นรองอธิบดีกรมชลเป็นคีย์ นั้นก็ดีแล้ว ระบบข้อมูลของ สนอช.นั่นก็ดีมาก ไม่ใช่ว่าจะค้านไม่ให้ทำอะไรทั้งนั้นนะครับ

ตามสถิติระดับน้ำท่วมปี 54 เป็นระดับน้ำที่ท่วมสูงสุดในรอบ 181 ปี ดังนั้นในทางวิชาการคาบอุบัติซ้ำของน้ำท่วมแบบนี้เรียกว่า คาบ 100-200 ปี ก็ได้ ในทางวิศวกรรมแหล่งน้ำ มิได้หมายความว่า ร้อยปีจะมาท่วมอีก แต่หมายถึงความน่าจะเป็น หรือความเสี่ยงที่จะเกิดท่วมในระดับนั้น มี 1% เป็นการดีครับ ที่รัฐบาลไม่ประมาทและพยายามทำโครงสร้างใหญ่เพื่อป้องกันน้ำท่วมในความเสียงขนาดนี้ให้พวกเรา? โดยไม่ฟังคำทัดทานใดๆ ทั้งๆที...่ หากปรับปรุงระบบ และการจัดการที่มีอยู่เดิม ก็น่าจะพอจัดการน้ำท่วมได้แล้ว หากปรับปรุงระบบเตือนภัย และการระบายน้ำไม่กี่จุด อย่างว่าแหล่ะครับ ใครไปห้าม แค่ท่านบอกว่า ถ้าท่วมอีกแล้วใครรับผิดชอบ เราก็คงม้วนแล้ว เอาครับ เป็นโอกาสให้ท่านแสดงฝีมือตามมติเสียงส่วนใหญ่แล้ว
สถิติน้ำท่วม

ถ้าบ้านเราเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และมีข้อมูลยืนยันว่าคาบอุบัติซ้ำของน้ำท่วม 100 ปี มันจะมาถี่ขึ้นอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ "คาดการณ์" เป็น 20 ปี และรัฐบาลมีหลักฐานแสดงโน้มน้าวให้เห็นเหตุผล ผมคนหนึ่งละครับจะสนับสนุนให้ใช้ฐานข้อมูลน้ำท่วม 100 ปี ในการออกแบบ และกำหนดวงเงินงบประมาณ แต่ครั้งนี้มันไม่ได้อิงวิชาการแบบนั้น แต่เราทำเพียงแค่เรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนตามนิคมอุตสาหกรรมไม่ใช่หรือครับ ก็เห็นช่วยออกค่าทำกำแพงให้เขาไปตั้งหลายล้านแล้วยังไม่เรียกความเชื่อมั่นหรือครับ ?
น้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรม

“ผมว่าจริงๆแล้วทางนิคมและผู้ลงทุนเขาต้องการข้อมูลความจริงมากกว่าเชื่อมั่นแบบนี้ เพราะความจริงย่อมนำมาสู่การเตรียมพร้อมร่วมกัน และนำไปสู่ความเชื่อมั่นที่แท้จริงมากกว่า” ผมเชื่อว่าถ้าอุตสาหกรรมรู้ข้อมูลจริง ก็สามารถบรรเทาความเสียหายได้มากกว่านี้ แต่เนื่องจากที่ผ่านไม่มีการประเมินสถานการณ์ในกรณีที่เลวร้ายให้เขาทราบจึงส่งผลเสียหายมากมายดังที่เห็นกัน

รถยนต์ น้ำท่วม

ผมไม่เห็นด้วยเลยในการที่รัฐบาลฉวยโอกาสบนความไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริงของประชาชน ในการขายฝันสร้างโครงการเพื่อเรียกความเชื่อมมั่นของนักลงทุน แต่ทำลายหลักการในการตรวจสอบ ถ่วงดุลทางสิ่งแวดล้อม และผลกระทบทางสังคม โดยอ้างว่าประชาชนต้องเสียสละ ละเลยแม้กระทั่งการศึกษาค่าความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์ตามวิชาการ เหมือนเราอยู่ในประเทศที่เอาการทดลองถาดน้ำในห้องแลบมาลองทำดูบนแผ่นดินจริงๆ คนจริงๆ บนงบประมาณจริงๆ สามแสนล้าน แม้กระทั่งโมเดลคอมพิวเตอร์ง่ายๆ ว่าทำแล้วจะเกิดอะไรบ้างในสถาการจำลองต่างๆ ยังไม่เคยทำให้ดูเลย
คณะกรรมการผู้ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อม

ผมเห็นว่าที่สำคัญที่สุด รัฐบาลต้องเปิดเผยสองเรื่องว่า หนึ่ง การออกแบบจัดการน้ำอยู่บนสมมติฐาน ของคาบอุบัติซ้ำ 100-200 ปี และ สอง การออกแบบนี้หวังผลไปสู่การพัฒนาที่ดินในเขตฟลัดเวย์เดิมของกรุงเทพฯ การสร้างศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ เชื่อมโยง ไปสู่แผนรถไฟ และ AEC ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ แต่มันมีผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมสูงมาก นอกจากนี้ยังเอื้อผลประโยชน์สู่กลุ่มเครือข่ายธุรกิจการเมือง
AEC

เรื่องใหญ่อย่างนี้ หากประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะเลิกใช้ที่ราบน้ำท่วมถึงของลุ่มเจ้าพระยาท่าจีน ในการเป็นวิถีเกษตรชาวบ้าน ไปเป็นพื้นที่เมืองและอุตสาหกรรมเต็มรูป ก็เปิดมาเลย จะได้รู้กันว่าจะต้องเตรียมตัวปรับตัวกันอย่างไร !!!
 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง