• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ จดหมายถึงนายกรัฐมนตรี ขอคัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ฉบับที่ 3

จดหมายถึงนายกรัฐมนตรี ขอคัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ฉบับที่ 3

อีเมล พิมพ์ PDF
ตามที่อ้างถึง หนังสือมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและองค์กรด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ได้มีหนังสือถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฉบับที่ 1 เรื่อง ขอคัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เลขที่ มสน.062/2555 ลงวันที่ 18 เมษายน 2555 สืบเนื่องจากมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 10 เมษายน 2555 ซึ่งมีฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธาน ได้เห็นชอบในหลักการให้มีการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ โดยจะใช้งบประมาณ 13,000 ล้านบาท และใช้เวลาในการก่อสร้าง 8 ปี ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2562 โดยจะให้มีการเร่งรัดสำรวจผลกระทบต่อชุมชน และเร่งรัดการอนุญาตใช้พื้นที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหนังสือถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฉบับที่ 2 เรื่อง ขอคัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เลขที่ มสน.255/2555  ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2555 ซึ่งได้แนบเอกสารเหตุผลในการคัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ตุลาคม 2555 มาด้วยนั้น
เนื่องจากขณะนี้รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ(EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ กรกฏาคม 2555 อยู่ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ และมีข้อมูลทางด้านเศรษฐศาสตร์ประกอบในบทที่ 9 การวิเคราะห์โครงการด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม  ซึ่งทางมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและองค์กรด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ได้ร่วมทำการศึกษาและพบว่าการคำนวณทางเศรษฐศาสตร์ได้มาจากการคำนวณที่ไม่สมเหตุสมผลโดยมีรายละเอียดสำคัญที่สามารถจำแนกเป็นประเด็นหลัก 3 ประเด็นคือ
1. ความเข้าใจผิดระหว่างปริมาตรไม้ส่วนเพิ่ม (Wood Growth) และปริมาตรไม้ดั้งเดิม (Wood Stock)
2. ความไม่สอดคล้องของพื้นที่ทำการเกษตรในหน้าแล้ง ในส่วนของการปลูกพริก
3. ประเด็นด้านมูลค่าความสมบูรณ์ของดิน ปริมาตรการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของการปลูกป่าทดแทน ผลประโยชน์จากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และผลประโยชน์ทางอ้อมจากการจำหน่ายไฟฟ้า
โดยทั้ง 3 ประเด็น สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในรายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย
ในการคำนวณรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ เล่มรายงานหลัก โดยบริษัท ครีเอทีฟ เทคโนโลยี จำกัด (กรกฎาคม 2555) ในบทที่ 9 การวิเคราะห์โครงการด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม แม้จะแสดงผลตอบแทนที่คุ้มค่า แต่ผลประโยชน์ก็เกินจากต้นทุนเพียงเล็กน้อย และหากมีการเปลี่ยนแปลงสมมติฐานบางประการ หรือการแยกคำนวณโครงการปลูกป่าทดแทนออกจากโครงการเขื่อนแม่วงก์ จะทำให้ผลตอบแทนของโครงการมีค่าติดลบ
ดังนั้นเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของสังคมในภาพรวม และเพื่อให้รัฐมีโอกาสในการลงทุนในทางเลือกอื่นที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า โครงการเขื่อนแม่วงก์ซึ่งสร้างผลขาดทุนให้กับประเทศชาติ จึงเป็นโครงการที่ไม่ควรลงทุนอย่างยิ่ง การใช้จ่ายเงินของประเทศต้องเป็นไปอย่างคุ้มค่า โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนอย่างสูงสุด มูลนิธิสืบฯ จึงขอวิพากษ์ใน 3 ประเด็นหลักดังต่อไปนี้
1) ประเด็นด้านมูลค่าปริมาตรไม้ส่วนเพิ่ม ที่ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯได้ประเมินมูลค่าปัจจุบันปริมาตรไม้ของป่าที่ปลูกทดแทนได้สูงถึง 1,349.57 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าที่คำนวณผิดพลาดไปจากความเป็นจริง เนื่องจากใช้ปริมาตรไม้สะสม (Wood Stock) มาใช้ในการคำนวณแทนปริมาตรไม้ส่วนเพิ่ม (Wood Growth) ซึ่งข้อสมมติดังกล่าวไม่สามารถเป็นจริงได้ เนื่องจากเราไม่สามารถนำไม้ที่ได้ตัดขายไปแล้ว มาสะสมเพื่อตัดขายซ้ำแล้วซ้ำอีก ในทุกๆ ปีได้
ในกรณีนี้ หากทำการคำนวณใหม่โดยใช้ปริมาตรไม้ส่วนเพิ่ม (Wood Growth) แทน จะพบว่ามีมูลค่าปัจจุบันปริมาตรไม้ของป่าที่ปลูกทดแทนเพียง 147.99 ล้านบาท หรือมีค่าราวร้อยละ 11 ของมูลค่าปริมาตรไม้ที่คำนวณผิดพลาดไป
2) ประเด็นด้านผลผลิตส่วนเพิ่มในฤดูแล้ง ตามการศึกษารายงานฉบับดังกล่าวที่ใช้สมมติฐานว่าหากมีการสร้างเขื่อน จะมีการปลูกพริกในฤดูแล้งคิดเป็น 30% ของพื้นที่ชลประทานจากเดิมที่ไม่มีการปลูกพริกเลย ทำให้มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของผลผลิตพริกส่วนเพิ่มสูงถึง 4,428.40 ล้านบาท(รายงานหลักหน้า 9-27 ตารางที่ 9.5-3) โดยมีการประเมินตัวเลขผลตอบแทนสุทธิจากการปลูกพริกถึงไร่ละ 35,511.92 บาท
จากการศึกษาข้อมูลสถิติการปลูกพริกในประเทศไทย พบว่าในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเกษตรกรทำไร่พริกค่อนข้างมาก มีสัดส่วนพื้นที่ปลูกพริกต่อพื้นที่การทำเกษตรเพียงร้อยละ 10 ซึ่งหากนำสมมติฐานดังกล่าวมาปรับใช้กับกรณีเขื่อนแม่วงก์ มูลค่าปัจจุบันสุทธิของผลผลิตพริกส่วนเพิ่มจะมีค่าเพียง 1,437.79 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 30 จากมูลค่าการคำนวณเดิม
3) ประเด็นด้านอื่นๆ เช่นมูลค่าความสมบูรณ์ของดิน ที่คิดจากหน้าดิน 1 เมตร โดยไม่ระบุรายละเอียดในการคำนวณ รวมทั้งขาดเอกสารอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ และนำความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับมูลค่าปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ซึ่งไม่เหมาะสม
ปริมาตรการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของการปลูกป่าทดแทน ที่ขาดความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบกับปริมาตรไม้ โดยมีลักษณะการเพิ่มพูนของมูลค่าประโยชน์ของการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ต่อมูลค่าโดยรวมจากการก่อสร้างเขื่อน
มูลค่าส่วนเพิ่มจากการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่ปรากฎอยู่ในส่วนของการปลูกป่าทดแทน ซึ่งในความเป็นจริง การปลูกป่าดังกล่าวไม่อาจทดแทนสภาพความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และทิวทัศน์อันงดงามได้อย่างสัมบูรณ์
โดยสรุป หากปรับปรุงการคำนวณมูลค่าโครงการตาม 3 ประเด็นข้างต้น จะทำให้โครงการเขื่อนแม่วงก์มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบถึง 2,700.32 ล้านบาท อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์เพียง 8.64% ต่อปี และมีอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อทุนเท่ากับ 0.69 เท่า โครงการเขื่อนแม่วงก์ จึงถือเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่าในการลงทุน และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาสังคมมวลรวม
นอกจากนี้มูลนิธิสืบนาคะเสถียรและและองค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังขอเรียกร้องให้รัฐบาลมีการทบทวนการคำนวณทางเศรษฐศาสตร์ใหม่อีกครั้ง โดยพิจารณาโครงการที่มีลักษณะเช่นเขื่อนแม่วงก์ โดยแยกส่วนโครงการของเป็นสองส่วนคือ โครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ และโครงการปลูกป่าทดแทน แล้วนำมาคำนวณมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์โดยอิสระ เพราะการรวมทั้งสองโครงการเข้าด้วยกัน เป็นช่องทางหนึ่งที่จะกลบเกลื่อนผลขาดทุนจากการก่อสร้างเขื่อน โดยใช้ผลตอบแทนจากโครงการปลูกป่าทดแทน ซึ่งจะทำให้โครงการก่อสร้างของรัฐที่มีลักษณะดังกล่าวขาดความโปร่งใส และความจริงใจในการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อประชาชน
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรและองค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาโดยรอบคอบแล้วได้ข้อสรุปว่าเห็นควรให้รัฐบาลหยุดโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
สร้างเขื่อนได้ป่า อยากรวยกว่าต้องปลูกพริก ตรรกะพิสดาร EHIA เขื่อนแม่วงก์
http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=1054:seubnews&catid=5:2009-10-07-10-58-20&Itemid=14
ทบทวนการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ โครงการเขื่อนแม่วงก์
http://www.seub.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=1055:dam&catid=60:2009-11-12-08-41-01&Itemid=75
http://i1274.photobucket.com/albums/y429/seub_june2013/2013_june/newmeawong2013-1_zps81458ebc.jpg
เขื่อนแม่วงก์ตามที่อ้างถึง หนังสือมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและองค์กรด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ได้มีหนังสือถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฉบับที่ 1 เรื่อง ขอคัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เลขที่ มสน.062/2555 ลงวันที่ 18 เมษายน 2555 สืบเนื่องจากมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 10 เมษายน 2555 ซึ่งมีฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธาน ได้เห็นชอบในหลักการให้มีการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ โดยจะใช้งบประมาณ 13,000 ล้านบาท และใช้เวลาในการก่อสร้าง 8 ปี ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2562 โดยจะให้มีการเร่งรัดสำรวจผลกระทบต่อชุมชน และเร่งรัดการอนุญาตใช้พื้นที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหนังสือถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฉบับที่ 2 เรื่อง ขอคัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เลขที่ มสน.255/2555  ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2555 ซึ่งได้แนบเอกสารเหตุผลในการคัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ตุลาคม 2555 มาด้วยนั้น

เนื่องจากขณะนี้รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ(EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ กรกฏาคม 2555 อยู่ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ และมีข้อมูลทางด้านเศรษฐศาสตร์ประกอบในบทที่ 9 การวิเคราะห์โครงการด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม  ซึ่งทางมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและองค์กรด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ได้ร่วมทำการศึกษาและพบว่าการคำนวณทางเศรษฐศาสตร์ได้มาจากการคำนวณที่ไม่สมเหตุสมผลโดยมีรายละเอียดสำคัญที่สามารถจำแนกเป็นประเด็นหลัก 3 ประเด็นคือ

1. ความเข้าใจผิดระหว่างปริมาตรไม้ส่วนเพิ่ม (Wood Growth) และปริมาตรไม้ดั้งเดิม (Wood Stock)
2. ความไม่สอดคล้องของพื้นที่ทำการเกษตรในหน้าแล้ง ในส่วนของการปลูกพริก
3. ประเด็นด้านมูลค่าความสมบูรณ์ของดิน ปริมาตรการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของการปลูกป่าทดแทน ผลประโยชน์จากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และผลประโยชน์ทางอ้อมจากการจำหน่ายไฟฟ้า

โดยทั้ง 3 ประเด็น สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในรายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย
ในการคำนวณรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ เล่มรายงานหลัก โดยบริษัท ครีเอทีฟ เทคโนโลยี จำกัด (กรกฎาคม 2555) ในบทที่ 9 การวิเคราะห์โครงการด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม แม้จะแสดงผลตอบแทนที่คุ้มค่า แต่ผลประโยชน์ก็เกินจากต้นทุนเพียงเล็กน้อย และหากมีการเปลี่ยนแปลงสมมติฐานบางประการ หรือการแยกคำนวณโครงการปลูกป่าทดแทนออกจากโครงการเขื่อนแม่วงก์ จะทำให้ผลตอบแทนของโครงการมีค่าติดลบ

ดังนั้นเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของสังคมในภาพรวม และเพื่อให้รัฐมีโอกาสในการลงทุนในทางเลือกอื่นที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า โครงการเขื่อนแม่วงก์ซึ่งสร้างผลขาดทุนให้กับประเทศชาติ จึงเป็นโครงการที่ไม่ควรลงทุนอย่างยิ่ง การใช้จ่ายเงินของประเทศต้องเป็นไปอย่างคุ้มค่า โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนอย่างสูงสุด มูลนิธิสืบฯ จึงขอวิพากษ์ใน 3 ประเด็นหลักดังต่อไปนี้

1) ประเด็นด้านมูลค่าปริมาตรไม้ส่วนเพิ่ม ที่ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯได้ประเมินมูลค่าปัจจุบันปริมาตรไม้ของป่าที่ปลูกทดแทนได้สูงถึง 1,349.57 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าที่คำนวณผิดพลาดไปจากความเป็นจริง เนื่องจากใช้ปริมาตรไม้สะสม (Wood Stock) มาใช้ในการคำนวณแทนปริมาตรไม้ส่วนเพิ่ม (Wood Growth) ซึ่งข้อสมมติดังกล่าวไม่สามารถเป็นจริงได้ เนื่องจากเราไม่สามารถนำไม้ที่ได้ตัดขายไปแล้ว มาสะสมเพื่อตัดขายซ้ำแล้วซ้ำอีก ในทุกๆ ปีได้

ในกรณีนี้ หากทำการคำนวณใหม่โดยใช้ปริมาตรไม้ส่วนเพิ่ม (Wood Growth) แทน จะพบว่ามีมูลค่าปัจจุบันปริมาตรไม้ของป่าที่ปลูกทดแทนเพียง 147.99 ล้านบาท หรือมีค่าราวร้อยละ 11 ของมูลค่าปริมาตรไม้ที่คำนวณผิดพลาดไป

2) ประเด็นด้านผลผลิตส่วนเพิ่มในฤดูแล้ง ตามการศึกษารายงานฉบับดังกล่าวที่ใช้สมมติฐานว่าหากมีการสร้างเขื่อน จะมีการปลูกพริกในฤดูแล้งคิดเป็น 30% ของพื้นที่ชลประทานจากเดิมที่ไม่มีการปลูกพริกเลย ทำให้มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของผลผลิตพริกส่วนเพิ่มสูงถึง 4,428.40 ล้านบาท(รายงานหลักหน้า 9-27 ตารางที่ 9.5-3) โดยมีการประเมินตัวเลขผลตอบแทนสุทธิจากการปลูกพริกถึงไร่ละ 35,511.92 บาท

จากการศึกษาข้อมูลสถิติการปลูกพริกในประเทศไทย พบว่าในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเกษตรกรทำไร่พริกค่อนข้างมาก มีสัดส่วนพื้นที่ปลูกพริกต่อพื้นที่การทำเกษตรเพียงร้อยละ 10 ซึ่งหากนำสมมติฐานดังกล่าวมาปรับใช้กับกรณีเขื่อนแม่วงก์ มูลค่าปัจจุบันสุทธิของผลผลิตพริกส่วนเพิ่มจะมีค่าเพียง 1,437.79 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 30 จากมูลค่าการคำนวณเดิม

3) ประเด็นด้านอื่นๆ เช่นมูลค่าความสมบูรณ์ของดิน ที่คิดจากหน้าดิน 1 เมตร โดยไม่ระบุรายละเอียดในการคำนวณ รวมทั้งขาดเอกสารอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ และนำความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับมูลค่าปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ซึ่งไม่เหมาะสม

ปริมาตรการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของการปลูกป่าทดแทน ที่ขาดความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบกับปริมาตรไม้ โดยมีลักษณะการเพิ่มพูนของมูลค่าประโยชน์ของการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ต่อมูลค่าโดยรวมจากการก่อสร้างเขื่อน

มูลค่าส่วนเพิ่มจากการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ที่ปรากฎอยู่ในส่วนของการปลูกป่าทดแทน ซึ่งในความเป็นจริง การปลูกป่าดังกล่าวไม่อาจทดแทนสภาพความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และทิวทัศน์อันงดงามได้อย่างสัมบูรณ์

โดยสรุป หากปรับปรุงการคำนวณมูลค่าโครงการตาม 3 ประเด็นข้างต้น จะทำให้โครงการเขื่อนแม่วงก์มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบถึง 2,700.32 ล้านบาท อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์เพียง 8.64% ต่อปี และมีอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อทุนเท่ากับ 0.69 เท่า โครงการเขื่อนแม่วงก์ จึงถือเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่าในการลงทุน และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาสังคมมวลรวม

นอกจากนี้มูลนิธิสืบนาคะเสถียรและและองค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังขอเรียกร้องให้รัฐบาลมีการทบทวนการคำนวณทางเศรษฐศาสตร์ใหม่อีกครั้ง โดยพิจารณาโครงการที่มีลักษณะเช่นเขื่อนแม่วงก์ โดยแยกส่วนโครงการของเป็นสองส่วนคือ โครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ และโครงการปลูกป่าทดแทน แล้วนำมาคำนวณมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์โดยอิสระ เพราะการรวมทั้งสองโครงการเข้าด้วยกัน เป็นช่องทางหนึ่งที่จะกลบเกลื่อนผลขาดทุนจากการก่อสร้างเขื่อน โดยใช้ผลตอบแทนจากโครงการปลูกป่าทดแทน ซึ่งจะทำให้โครงการก่อสร้างของรัฐที่มีลักษณะดังกล่าวขาดความโปร่งใส และความจริงใจในการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อประชาชน

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรและองค์กรเครือข่ายอนุรักษ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาโดยรอบคอบแล้วได้ข้อสรุปว่าเห็นควรให้รัฐบาลหยุดโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์

เขื่อนแม่วงก์

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม


 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร