• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก ห้องสมุด เขื่อน ทบทวนการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ โครงการเขื่อนแม่วงก์

ทบทวนการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ โครงการเขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
โครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ที่เขาสบกก และเขามออีหืด เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะกระทบต่อป่าไม้ในบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ต.แม่เลย์ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ซึ่งหากโครงการนี้ผ่านการอนุมัติ จะถือเป็นโครงการแรกในรอบ 20 ปีที่มีการทำลายผืนป่าเพื่อสร้างเขื่อน
แน่นอนว่าโครงการดังกล่าวย่อมกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากบริเวณที่จะถูกน้ำท่วมในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์นั้นคือป่าราบริมน้ำที่มีความสำคัญในการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและระบบนิเวศของสัตว์ป่า ซึ่งมีเพียงสองแห่งในผืนป่าตะวันตก อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างเสือโคร่งและนกยูงอีกด้วย
เครื่องมือหนึ่งที่เราจะใช้วิเคราะห์ว่าควรสร้างเขื่อนแม่วงก์หรือไม่คือเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม รายงานหลัก ที่จัดทำโดยบริษัท ครีเอทีฟ เทคโนโลยี จำกัด ฉบับกรกฎาคม 2555 ในส่วนของเศรษฐศาสตร์ ยังมีข้อบกพร่องและความลักลั่นหลายประการ ตามที่ ดร.ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้แจงไว้ในบทวิจารณ์การวิเคราะห์โครงการด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม โครงการเขื่อนแม่วงก์
ในการทบทวนการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ โครงการเขื่อนแม่วงก์ ผู้ศึกษาได้นำคำวิจารณ์ดังกล่าว มาปรับปรุงแก้ไขการวิเคราะห์เดิมที่ปรากฎใน บทที่ 9 ของรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเล่มหลัก เพื่อพิจารณาว่าผลตอบแทน ประโยชน์สุทธิที่จะได้รับ และอัตราผลประโยชน์ต่อทุนที่แท้จริงของโครงการเขื่อนแม่วงก์นั้นควรมีค่าเท่าไร
เครื่องมือในการวิเคราะห์ผลตอบแทน
ผู้ศึกษาจะใช้เครื่องมือหลัก 3 เครื่องมือเช่นเดียวกับรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมคือ อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Internal Rate of Return: EIRR) มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value: NPV) และอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อทุน (Benefit-Cost Ratio: B/C Ratio)
ในส่วนของสมมติฐานของการวิเคราะห์นั้น ผู้ศึกษาจะใช้สมมติฐานตามแนวทางที่ระบุไว้ในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม รายงานหลัก ฉบับกรกฎาคม 2555โดยจะทำการปรับปรุงเป็นรายรายการ
รายการปรับปรุงการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ โครงการเขื่อนแม่วงก์
- การปรับปรุงมูลค่าของการทำลายผืนป่าและปลูกป่าทดแทน
1) ความอุดมสมบูรณ์ในดิน
ความอุดมสมบูรณ์ในดินนั้น ในรายงานได้ระบุว่าจะคิดในรูปของธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม โดยคิดจากผืนดินลึก 1 เมตร ซึ่งในการคำนวณดังกล่าวขาดความชัดเจนถึงขนาดพื้นที่ การประเมินความอุดมสมบูรณ์ในดิน และการเปรียบเทียบกับมูลค่าปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 นั้นขาดคำอธิบายถึงที่มาที่ไป ด้วยความคลุมเครือนี้เอง ผู้ศึกษาจึงเลือกตัดมูลค่าการประเมินดังกล่าวออกจากทั้งการสูญเสียผลประโยชน์จากการทำลายป่า และประโยชน์ที่จะได้รับจากการปลูกป่าทดแทน
2) ปริมาตรไม้ส่วนเพิ่มในการปลูกป่าทดแทน
ในการคำนวณปริมาตรไม้ส่วนเพิ่มจากการปลูกป่าทดแทนยังคงมีความสับสนระหว่างปริมาตรไม้ในปีนั้น กับปริมาตรไม้ส่วนเพิ่ม ซึ่งสามารถอธิบายได้ตามสมการ
ปริมาตรไม้ส่วนเพิ่ม = ปริมาตรไม้ในปี [N] – ปริมาตรไม้ในปี [N-1]
ซึ่งในตามตรรกะทั่วไป มูลค่าไม้ส่วนเพิ่มที่ได้จากการปลูกป่าควรคำนวณโดยใช้ปริมาตรไม้ส่วนเพิ่ม (Wood Growth)ตามสมการ แต่ตามรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม กลับใช้ปริมาตรไม้ ณ ปีนั้นๆมาคำนวณเป็นมูลค่าไม้ส่วนเพิ่ม จึงทำให้มูลค่าที่ได้จากการคำนวณนั้นสูงเกินจริง
3) ปริมาตรการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
การคำนวณในส่วนของปริมาตรการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของการปลูกป่าทดแทนนั้น ขาดความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบกับปริมาตรไม้ที่เพิ่มขึ้น ดังกราฟ
[photo 1-2]
ซึ่งแตกต่างกับความสัมพันธุ์ของมูลค่าการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์กับปริมาตรไม้ของการทำลายป่าดั้งเดิม ที่มีความสัมพันธ์เป็นเส้นตรง ผู้ศึกษาจึงทำการปรับปรุงความสัมพันธ์ดังกล่าว เพื่อให้มูลค่าการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของการปลูกป่าทดแทนนั้นสัมพันธ์กับปริมาตรไม้ ดังกราฟ
[photo 3]
4) การเพิ่มแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จากการปลูกป่าทดแทน
สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างน่าแปลกใจคือการมีรายได้เพิ่มเติมจากแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยการปลูกป่าทดแทน ซึ่งตามความเป็นจริงนั้น สิ่งที่ดึงดูดให้เกิดการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติหรือเขตอนุรักษ์ใดๆเกิดจากความสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ ซึ่งการปลูกป่าย่อไม่สามารถทดแทนสิ่งเหล่านี้และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้ ผู้ศึกษาจึงตัดประโยชน์จากการปลูกป่าทดแทนในส่วนนี้ออกจากการคำนวณ
- ข้อสังเกตเพิ่มเติมจากมูลค่าโครงการปลูกป่าทดแทน
จากรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้านเศรษฐศาสตร์ จะพบว่าในความเป็นจริง การวิเคราะห์ส่วนนี้จะประกอบด้วยสองโครงการคือโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ และโครงการปลกป่าทดแทน ที่เกี่ยวข้องกันแบบ Mutually Exclusive กล่าวคือทั้งสองโครงการนั้นอิงกันอยู่ โดยจะไม่เกิดโครงการปลูกป่าทดแทน หากไม่เกิดโครงการเขื่อนแม่วงก์ และในทางกลับกัน จะไม่เกิดโครงการเขื่อนแม่วงก์หากไม่เกิดโครงการปลูกป่าทดแทน
แต่ข้อความจริงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของทั้งสองโครงการจะสามารถนำมาคิดรวมกันเป็นโครงการเดียวได้ เพราะวิธีการคำนวณแบบเหมารวมอาจเป็นการตกแต่งโครงการที่มีผลตอบแทนต่ำ ให้มีผลตอบแทนปานกลางโดยการนำมาคำนวณรวมกับโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่นเดียวกับโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ที่ตัวโครงการก่อสร้างเองนั้นมีผลตอบแทนที่ต่ำและผลประโยชน์สุทธิติดลบ แต่ใช้โครงการปลูกป่าทดแทนซึ่งมีมูลค่าผลตอบแทนสูงมากลบเกลื่อนให้โครงการนั้นเป็นไปตามเกณฑ์การลงทุนของสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ผู้ศึกษาได้ทำการแยกส่วนโครงการปลูกป่าทดแทนมาคำนวณ โดยเปรียบเทียบระหว่างโครงการก่อนปรับปรุง และหลังปรับปรุงตามรายการข้างต้น จะได้ผลลัพธ์ดังตาราง
[photo 4]
จะเห็นได้ว่า โครงการปลูกป่าทดแทนก่อนปรับปรุงนั้น ให้ผลตอบแทนที่สูงถึงร้อยละ 87 ต่อปี และภายหลังปรับปรุงที่ให้ผลตอบแทนร้อยละ 26 ต่อปี ซึ่งเป็นค่าที่ค่อนข้างสูง โครงการดังกล่าวจึงถูกผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ เพื่อให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงเพียงพอที่จะผ่านเกณฑ์การประเมิน
- การปรับปรุงมูลค่าผลประโยชน์ทางตรงจากเขื่อนแม่วงก์
มูลค่าผลประโยชน์ทางตรงจากเขื่อนแม่วงก์นั้น ทั้งหมดมาจากผลผลิตทางการเกษตรส่วนเพิ่ม โดยในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้แบ่งผลผลิตทางการเกษตรส่วนเพิ่มออกเป็นฤดูฝน และฤดูแล้ง
ประเด็นที่ค่อนข้างโดดเด่นของผลผลิตทางการเกษตรส่วนเพิ่มคือผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการปลูกพริกในฤดูร้อน ที่สูงถึงราวร้อยละ 50 ของผลประโยชน์ส่วนเพิ่มทั้งหมด โดยที่แต่เดิมนั้น เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวไม่เคยปลูกพริกมาก่อน
ในเบื้องต้น ผู้ศึกษาได้สืบค้นข้อมูลพื้นที่ปลูกพริกในประเทศไทย พบว่าในปี พ.ศ.2550 เกษตรกรที่ใช้พื้นที่เพาะปลูกพริกประมาณ 474,717 ไร่ ต่อพื้นที่เกษตรทั้งหมด 67 ล้านไร่ คิดเป็นราว 0.01% และสำหรับพื้นที่ที่ปลูกพริกเป็นอาชีพหลัก จะปลูกพริกร้อยละ 10 จากพื้นที่ทั้งหมด[1]  ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงของสมมติฐานในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่คิดพื้นที่เพาะปลูกพริกร้อยละ 30 จากพื้นที่ทั้งหมด โดยไม่ได้ระบุว่าอัตราส่วนดังกล่าวนั้นอ้างอิงมาจากแหล่งใด
จากข้อมูลข้างต้น ผู้ศึกษาได้ทำการปรับปรุงพื้นที่การปลูกพริก โดยปรับลดจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 10 ในช่วงหน้าแล้ง โดยยังคงสมมติฐานอื่นไว้ดังเดิม
- การปรับปรุงมูลค่าผลประโยชน์ทางอ้อมจากเขื่อนแม่วงก์
ประโยชน์ทางอ้อมจากเขื่อนแม่วงก์นั้น แบ่งออกเป็น 3 รายการหลักคือพลังงานไฟฟ้า การช่วยป้องกันภัยแล้ง และการช่วยบรรเทาอุทกภัย ซึ่งรายการที่ผู้ศึกษาจะทำการแก้ไขคือรายได้จากพลังงานไฟฟ้า ที่คำนวณโดยใช้มูลค่าสูงเกินจริง คือเฉลี่ยหน่วยละ 3.94 บาท ซึ่งอ้างอิงจากต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าของกฟผ. ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยผลิตกระแสไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าหนองจอก มีนบุรี
ผู้ศึกษาได้สืบค้นข้อมูลและเปรียบเทียบราคาไฟฟ้ากับสัญญาการซื้อไฟฟ้าของกฟผ.ต่อโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำไซยะบุรีของสาธารณรัฐประชาชนลาว ราคาเฉลี่ย 2.11 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะมีความเหมาะสมกว่า เนื่องจากเป็นการผลิตไฟฟ้าลักษณะเดียวกัน จึงสามารถสะท้อนต้นทุนการผลิต และประโยชน์จากการผลิตได้ดีกว่านำไปเปรียบเทียบกับโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ
สรุปผลการคำนวณผลตอบแทนตามหลักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม
ผลตอบแทนจากโครงการ ณ อัตราคิดลด 12%
[photo 5]
จากตารางข้างต้นจะเห็นว่า ณ ระดับอัตราคิดลดที่ 12% โครงการดังกล่าวจะให้ผลตอบแทนที่คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันติดลบ กล่าวคือไม่คุ้มค่าในการลงทุน อีกทั้งยังให้อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ต่ำกว่า 12% ซึ่งไม่เป็นไปตามเกณฑ์การลงทุนของสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โครงการเขื่อนแม่วงก์จึงเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐศาสตร์ และไม่ควรก่อสร้างเนื่องจากผลกระทบในด้านลบและต้นทุน มีค่าสูงกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับ
[photo 6]
[1] อ้างอิงจาก การพัฒนาการจัดการการผลิตพริกของเกษตรกรในตาบลบ้านยางอาเภอเมืองจังหวัดนครปฐม โดย นางสาวขวัญกมลสระทองฮ่วมสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมกำแพงแสนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน
แม่วงก์
โครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ที่เขาสบกก และเขามออีหืด เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะกระทบต่อป่าไม้ในบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ต.แม่เลย์ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ซึ่งหากโครงการนี้ผ่านการอนุมัติ จะถือเป็นโครงการแรกในรอบ 20 ปีที่มีการทำลายผืนป่าเพื่อสร้างเขื่อน

แน่นอนว่าโครงการดังกล่าวย่อมกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากบริเวณที่จะถูกน้ำท่วมในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์นั้นคือป่าราบริมน้ำที่มีความสำคัญในการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและระบบนิเวศของสัตว์ป่า ซึ่งมีเพียงสองแห่งในผืนป่าตะวันตก อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างเสือโคร่งและนกยูงอีกด้วย

เครื่องมือหนึ่งที่เราจะใช้วิเคราะห์ว่าควรสร้างเขื่อนแม่วงก์หรือไม่คือเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม รายงานหลัก ที่จัดทำโดยบริษัท ครีเอทีฟ เทคโนโลยี จำกัด ฉบับกรกฎาคม 2555 ในส่วนของเศรษฐศาสตร์ ยังมีข้อบกพร่องและความลักลั่นหลายประการ ตามที่ ดร.ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้แจงไว้ในบทความ “บทวิจารณ์การวิเคราะห์โครงการด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม โครงการเขื่อนแม่วงก์”

ในการทบทวนการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ โครงการเขื่อนแม่วงก์ ผู้ศึกษาได้นำคำวิจารณ์ดังกล่าว มาปรับปรุงแก้ไขการวิเคราะห์เดิมที่ปรากฏใน บทที่ 9 ของรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเล่มหลัก เพื่อพิจารณาว่าผลตอบแทน ประโยชน์สุทธิที่จะได้รับ และอัตราผลประโยชน์ต่อทุนที่แท้จริงของโครงการเขื่อนแม่วงก์นั้นควรมีค่าเท่าไร

เครื่องมือในการวิเคราะห์ผลตอบแทน
ผู้ศึกษาจะใช้เครื่องมือหลัก 3 เครื่องมือเช่นเดียวกับรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมคือ อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Internal Rate of Return: EIRR) มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value: NPV) และอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อทุน (Benefit-Cost Ratio: B/C Ratio)

ในส่วนของสมมติฐานของการวิเคราะห์นั้น ผู้ศึกษาจะใช้สมมติฐานตามแนวทางที่ระบุไว้ในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม รายงานหลัก ฉบับกรกฎาคม 2555โดยจะทำการปรับปรุงเป็นรายรายการ

รายการปรับปรุงการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ โครงการเขื่อนแม่วงก์
- การปรับปรุงมูลค่าของการทำลายผืนป่าและปลูกป่าทดแทน
1) ความอุดมสมบูรณ์ในดิน
ความอุดมสมบูรณ์ในดินนั้น ในรายงานได้ระบุว่าจะคิดในรูปของธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม โดยคิดจากผืนดินลึก 1 เมตร ซึ่งในการคำนวณดังกล่าวขาดความชัดเจนถึงขนาดพื้นที่ การประเมินความอุดมสมบูรณ์ในดิน และการเปรียบเทียบกับมูลค่าปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 นั้นขาดคำอธิบายถึงที่มาที่ไป ด้วยความคลุมเครือนี้เอง ผู้ศึกษาจึงเลือกตัดมูลค่าการประเมินดังกล่าวออกจากทั้งการสูญเสียผลประโยชน์จากการทำลายป่า และประโยชน์ที่จะได้รับจากการปลูกป่าทดแทน

2) ปริมาตรไม้ส่วนเพิ่มในการปลูกป่าทดแทน
ในการคำนวณปริมาตรไม้ส่วนเพิ่มจากการปลูกป่าทดแทนยังคงมีความสับสนระหว่างปริมาตรไม้ในปีนั้น กับปริมาตรไม้ส่วนเพิ่ม ซึ่งสามารถอธิบายได้ตามสมการ

ปริมาตรไม้ส่วนเพิ่ม = ปริมาตรไม้ในปี [N] – ปริมาตรไม้ในปี [N-1]

ซึ่งในตามตรรกะทั่วไป มูลค่าไม้ส่วนเพิ่มที่ได้จากการปลูกป่าควรคำนวณโดยใช้ปริมาตรไม้ส่วนเพิ่ม (Wood Growth)ตามสมการ แต่ตามรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม กลับใช้ปริมาตรไม้สะสม ณ ปีนั้นๆมาคำนวณเป็นมูลค่าไม้ส่วนเพิ่ม จึงทำให้มูลค่าที่ได้จากการคำนวณนั้นสูงเกินจริง

3) ปริมาตรการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
การคำนวณในส่วนของปริมาตรการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของการปลูกป่าทดแทนนั้น ขาดความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบกับปริมาตรไม้ที่เพิ่มขึ้น ดังกราฟ

แม่วงก์

ซึ่งแตกต่างกับความสัมพันธุ์ของมูลค่าการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์กับปริมาตรไม้ของการทำลายป่าดั้งเดิม ที่มีความสัมพันธ์เป็นเส้นตรง ผู้ศึกษาจึงทำการปรับปรุงความสัมพันธ์ดังกล่าว เพื่อให้มูลค่าการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของการปลูกป่าทดแทนนั้นสัมพันธ์กับปริมาตรไม้ ดังกราฟ

แม่วงก์

4) การเพิ่มแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จากการปลูกป่าทดแทน
สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างน่าแปลกใจคือการมีรายได้เพิ่มเติมจากแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยการปลูกป่าทดแทน ซึ่งตามความเป็นจริงนั้น สิ่งที่ดึงดูดให้เกิดการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติหรือเขตอนุรักษ์ใดๆเกิดจากความสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ ซึ่งการปลูกป่าย่อไม่สามารถทดแทนสิ่งเหล่านี้และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้ ผู้ศึกษาจึงตัดประโยชน์จากการปลูกป่าทดแทนในส่วนนี้ออกจากการคำนวณ

- ข้อสังเกตเพิ่มเติมจากมูลค่าโครงการปลูกป่าทดแทน
จากรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้านเศรษฐศาสตร์ จะพบว่าในความเป็นจริง การวิเคราะห์ส่วนนี้จะประกอบด้วยสองโครงการคือโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ และโครงการปลกป่าทดแทน ที่เกี่ยวข้องกันแบบ Mutually Exclusive กล่าวคือทั้งสองโครงการนั้นอิงกันอยู่ โดยจะไม่เกิดโครงการปลูกป่าทดแทน หากไม่เกิดโครงการเขื่อนแม่วงก์ และในทางกลับกัน จะไม่เกิดโครงการเขื่อนแม่วงก์หากไม่เกิดโครงการปลูกป่าทดแทน

แต่ข้อความจริงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของทั้งสองโครงการจะสามารถนำมาคิดรวมกันเป็นโครงการเดียวได้ เพราะวิธีการคำนวณแบบเหมารวมอาจเป็นการตกแต่งโครงการที่มีผลตอบแทนต่ำ ให้มีผลตอบแทนปานกลางโดยการนำมาคำนวณรวมกับโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่นเดียวกับโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ที่ตัวโครงการก่อสร้างเองนั้นมีผลตอบแทนที่ต่ำและผลประโยชน์สุทธิติดลบ แต่ใช้โครงการปลูกป่าทดแทนซึ่งมีมูลค่าผลตอบแทนสูงมากลบเกลื่อนให้โครงการนั้นเป็นไปตามเกณฑ์การลงทุนของสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ผู้ศึกษาได้ทำการแยกส่วนโครงการปลูกป่าทดแทนมาคำนวณ โดยเปรียบเทียบระหว่างโครงการก่อนปรับปรุง และหลังปรับปรุงตามรายการข้างต้น จะได้ผลลัพธ์ดังตาราง

ปลุกป่า

จะเห็นได้ว่า โครงการปลูกป่าทดแทนก่อนปรับปรุงนั้น ให้ผลตอบแทนที่สูงถึงร้อยละ 87 ต่อปี และภายหลังปรับปรุงที่ให้ผลตอบแทนร้อยละ 26 ต่อปี ซึ่งเป็นค่าที่ค่อนข้างสูง โครงการดังกล่าวจึงถูกผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ เพื่อให้ผลตอบแทนเฉลี่ยของทั้งสองโครงการรวมกัน มีค่าสูงเพียงพอที่จะผ่านเกณฑ์การประเมิน

- การปรับปรุงมูลค่าผลประโยชน์ทางตรงจากเขื่อนแม่วงก์
มูลค่าผลประโยชน์ทางตรงจากเขื่อนแม่วงก์นั้น ทั้งหมดมาจากผลผลิตทางการเกษตรส่วนเพิ่ม โดยในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้แบ่งผลผลิตทางการเกษตรส่วนเพิ่มออกเป็นฤดูฝน และฤดูแล้ง

ประเด็นที่ค่อนข้างโดดเด่นของผลผลิตทางการเกษตรส่วนเพิ่มคือผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการปลูกพริกในฤดูร้อน ที่สูงถึงราวร้อยละ 50 ของผลประโยชน์ส่วนเพิ่มทั้งหมด โดยที่แต่เดิมนั้น เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวไม่เคยปลูกพริกมาก่อน

ในเบื้องต้น ผู้ศึกษาได้สืบค้นข้อมูลพื้นที่ปลูกพริกในประเทศไทย พบว่าในปี พ.ศ.2550 เกษตรกรที่ใช้พื้นที่เพาะปลูกพริกประมาณ 474,717 ไร่ ต่อพื้นที่เกษตรทั้งหมด 67 ล้านไร่ คิดเป็นราว 0.01% และสำหรับพื้นที่ที่ปลูกพริกเป็นอาชีพหลัก จะปลูกพริกร้อยละ 10 จากพื้นที่ทั้งหมด  ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงของสมมติฐานในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่คิดพื้นที่เพาะปลูกพริกร้อยละ 30 จากพื้นที่ทั้งหมด โดยไม่ได้ระบุว่าอัตราส่วนดังกล่าวนั้นอ้างอิงมาจากแหล่งใด

จากข้อมูลข้างต้น ผู้ศึกษาได้ทำการปรับปรุงพื้นที่การปลูกพริก โดยปรับลดจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 10 ในช่วงหน้าแล้ง โดยยังคงสมมติฐานอื่นไว้ดังเดิม

สรุปผลการคำนวณผลตอบแทนตามหลักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม
ผลตอบแทนจากโครงการ ณ อัตราคิดลด 12%

ปลูกป่า

จากตารางข้างต้นจะเห็นว่า ณ ระดับอัตราคิดลดที่ 12% โครงการดังกล่าวจะให้ผลตอบแทนที่คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันติดลบ กล่าวคือไม่คุ้มค่าในการลงทุน อีกทั้งยังให้อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ต่ำกว่า 12% ซึ่งไม่เป็นไปตามเกณฑ์การลงทุนของสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โครงการเขื่อนแม่วงก์จึงเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐศาสตร์ และไม่ควรก่อสร้างเนื่องจากผลกระทบในด้านลบและต้นทุน มีค่าสูงกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับ

///

[1] อ้างอิงจาก การพัฒนาการจัดการการผลิตพริกของเกษตรกรในตาบลบ้านยางอาเภอเมืองจังหวัดนครปฐม โดย นางสาวขวัญกมลสระทองฮ่วมสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมกำแพงแสนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน

แม่วงก์
 

รับข่าวสาร